Archive

Archive for the ‘save my life’ Category

A Hard Day Night

October 30, 2009 Leave a comment

เมื่อวานนี้ผมไปเดินอ่านหนังสือ(ฟรี) อยู่ที่ร้าน B2S แล้วได้เจอประโยคนี้ในหนังสือครับ

“การได้พบกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากน้้น เป็นการพบกันที่จะตราตรึงใจที่สุด…”

คิดๆไปก็จริงนะ..

ในช่วงเลาที่ผมมีความสุขมากๆ ผมมักจะนึกรายละเอียดอะไรเล็กๆน้อยๆตอนนั้นไม่ค่อยได้

แต่ช่วงที่ชีวิตลำบากเนี่ย จำได้แทบจะทั้งหมด แทบจะทุก Detail

ผมยังจำรสชาติของ ขนมเบื้อง ที่ตกถึงท้อง เป็นอาหารมื้อแรก ในวันที่ต้องออกไปทำงานทั้งๆที่มีเงินติดตัวอยู่ไม่ถึง 30 บาทได้ดี

จำได้ว่า มัน หวานกรอบและแห้งมาก กินแล้วหิวน้ำสุดๆ แต่ก็ต้องกินเพราะหิว และที่สำคัญฟรี…

ผมยังจำความอารีของ คุณพี่ที่แบ่ง ขนมเบื้องชิ้นนั้นมาให้ ได้อย่างดี ถ้าไม่มีพี่ ผมคงต้องหิ้วท้องเปล่าๆไปจนค่ำ

ผมจำเพื่อนๆที่ พบกันในยามยาก ได้มากกว่าช่วงที่ชีวิตมีความสุข เพราะว่า ลำบากมาด้วยกัน ปั้นข้าวเหนียวจิ้มน้ำส้มตำจานเดียวกัน อดๆอยากๆ ร้องไห้ และ หัวเราะมาด้วยกัน…

จะว่าไปก็แปลกครับ ความสุขนั้นไม่จีรัง แต่ความทุกข์ กลับประทับตราตรึง ในใจ

ยิ่งใน ยุค ข้าวยากหมากแพง อย่างตอนนี้

การจะคิดอะไร ทำอะไร เป็นเรื่อง ที่ต้องไตร่ตรองให้ลึกซึ้งมาก เพราะว่าทุนรอนสำหรับความผิดพลาดมันไม่มีอีกแล้ว

ตัวของเราเองยังไม่ค่อยจะรอด

อย่าว่าแต่จะไปช่วยเหลือใคร…

นั่นทำให้หลายๆคนที่ผมได้พบได้เจอในช่วงนี้ เอาแต่ ยิ้มแหยๆ แล้วก็เดินก้มหน้างุดๆจากไป

มันจะเหี่ยวกันไปถึงไหน…

ผมเชื่อว่า พวกเราใช้ความหวัง และกำลังใจเป็นแรงผลักดันให้เราเดินบน เส้นทางสายยาวๆนี้

ใครที่เหี่ยวมาก…แปลว่าพลังของเค้าใกล้หมดครับ

ต้องให้คนรอบข้างช่วยกันเติมพลังให้ คนละนิดคนละหน่อย…

ขนมซักห่อ คำพูดดีๆซักประโยค กาแฟร้อนๆซักแก้ว ลูกอมซักเม็ด มันสามารถแปลงเป็นพลังงาน พิเศษที่เรียกว่า กำลังใจ ได้

ที่ดีมากๆก็คือ คนที่สามารถให้กำลังใจกับคนรอบข้างได้ ตัวของเค้าเอาก็จะได้รับกำลังใจส่วนหนึ่งมาด้วย อย่างไม่รู้ตัว

คนที่มีกำลังใจเท่านั้นถึงจะให้กำลังใจกับคนอื่นได้…

แถมยิ่งแลกเปลี่ยน ยิ่งเพิ่มพูนครับ

ถ้ายังไม่เชื่อ ผมแนะนำให้ลองครับ และถ้าคุณทำแล้ว รู้สึกดี ผมก็จะรู้สึกดีไปด้วย เพราะว่า ในช่วงเวลาที่ ยากลำบากอย่างนี้ กำลังใจคือสิ่งที่ทุกๆคนโหยหา

แน่นอนว่า ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ

บริการอ่านแบบเหมาจ่าย

May 5, 2009 3 comments

เรื่องนี้นึกขึ้นมาได้ตอนคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งครับ

เนื่องจาก บอสและพวกเรา เป็นแก๊ง ชอบกิน จึงสรรหา อะไรโน่นนี่ มาแนะนำกันอยู่เป็น นิจ…

เนื้อย่าง ซอยทองหล่อ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อโกเบพลับพลาชัย ของทอดแบบญี่ปุ่นแถวสุขุมวิท สุกี้เนื้อพระขโนง

กินกันไม่หวาดไม่ไหว

“ไม่ไหวแล้วพี่ แพงเหลือเกิน” น้องคนนึงที่ออฟฟิศเริ่มโอด…

“อ้าวเหรอ งั้นคราวหน้า กินไร ถูกๆหน่อยก็ได้ มรึง แนะนำหน่อยละกัน”

“สำหรับผมมันต้อง บุฟเฟ่ พี่ ถึงะเรียกได้ว่าคุ้ม” ไอ้น้องนั่นตอบยิ้มๆ

“ไมอ่ะ?”

“ก็มันกินเท่าไหร่ก็ได้”​….

ไอ้ บุฟเฟ่ นี่ผมจำได้ว่ามันเริ่ม มาจากร้าน ไดโดมอน มาก่อน ที่กินอะไรก็ได้ จนกว่าจะอิ่ม ตอนนั้น เป็นที่ นิยมมากในหมู่วัยรุ่น ผมเคยไปกินกับเพื่อน สมัย มัธยม จำได้ว่ากินกันจนตระแกรงย่างดำปี๋ เค้าต้องมาเปลี่ยนให้ 5-6 รอบ หัวเราะกัน คิกคักๆ ประหนึ่งว่าใคร กินจุที่สุดจะบรรลุ ได้ถึงขั้น เมพ…

กินเสร็จ ก็หัว หู เหม็น กลิ่น หมู กลิ่น ไก่ + กลิ่นแก๊ส ไปทั่วร่างกาย…ชื่นใจ

จาก นั้นไม่นานก็ มีร้าน ญี่ปุ่น ชื่อ โออิชิ มาเปิดครับ รายนนี้หนักข้อหน่อย เพราะว่า ราคาสูงขึ้นมาจาก ไดโดมอน มาก แต่ว่ามีเมนูให้เลือกหลากหลายกว่า สามารถ เลือก วัตถุดิบ ไปให้พ่อครัวทำให้ สดๆได้ด้วย เช่นเคยครับก็เป็นที่นิยมในหมู่ครอบครัวมาก

“โอย ไปกินแค่ ยำสาหร่าย ก็คุ้มแล้ว” อา บอกผมในวันหนึ่ง

“มันคือ อะไร”

“ก็ยำสาหร่ายญี่ปุ่นไง แพงจะตาย ไปซื้อ ซุปเปอร์ ห่อนึงก็ สี่ห้าร้อยแล้วนี่ บุฟเฟ่ หัวละ 500 กินเท่าไหร่ก็ได้ คุ้มจะตาย”

จน วันที่ผมได้ไป โออิชิ จริงๆก็ได้เห็นครับว่า ไอ้ยำสาหร่ายเนี่ย มันก็คือ สาหร่ายญี่ปุ่น ชนิดหนึ่ง รูปร่างเหมือน หนังสติ๊กสีเขียว กองสุมๆกันราด น้ำมันงา กับซอสญี่ปุ่น

“อร่อย ตรงไหนวะ?” ใจไม่ได้ชอบเล้ย…แต่ก็ต้องกิน

เดี๋ยวมันไม่คุ้ม…

พวก เรา วัยรุ่น คงรู้กันดีว่า ไม่มีปัญญาหรอกครับที่จะไปกิน โออิชิ ด้วยตัวเอง ต้องรอผู้มีวาสนา เช่น พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ พาเราไปเลี้ยง ถึงจะไปนั่งชูคอ อยู่ใน โออิชิ ได้

คติเดียวในการกิน โออิชิ คือ

“แดรกให้คุ้ม”

ผมเคยโดน อาดุในโออิชิ ว่า..

“อย่าคุยกันมากได้ไหม เดี๋ยวกินไม่คุ้ม!!!”

พอก ลับบ้านก็ล้มตัวลงบนโซฟาครับ เพราะว่าโดนความ คุ้ม เล่นงานซะเต็มพุงกะทิ ทำไรก็ไม่ได้เลย ต้องอาศัยอีโนบ้าง ยาธาตุ มาบรรเทา หรือ ฮาร์ดคอร์หน่อยก็ล้วงคอ อ้วกเอา ซึ่งก็จะโดนด่าสำทับมาอีกว่า…

“เสียดาย! กินแล้วมาล้วงออกทำไม!!!”

ดูเหมือนว่า วัฒนธรรม บุฟเฟ่ จะไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องกินแต่เพียงอย่างเดียว

เดี๋ยวนี้ พวกเราต้องเสีย สตางค์ให้กับคำว่าเหมาจ่าย ไปเดือนๆไม่รู้เท่าไหร่

“ค่าโทรเดือนนี้ เป็นโปรโมชั่นแบบ เหมาๆวันละ 90 นาที เดือนละ 1,200 บาท นะคะ”

“บวก โปรโมชั่น GPRS แบบเหมาจ่ายเดือนละ 99 บาท ไม่จำกัดการใช้งาน”

“แล้วก็ บริการส่ง SMS 90 ครั้งในราคาเหมาจ่าย 200 บาท”

“และ บริการ แฮบปี้ แวมควาย เหมาเพลงทั้งค่าย แต่จ่ายแค่ 20 บาท”

“ทั้งหมด 2,109 บาทค่ะ”

“อ้าว ผมบวกยังไง ก็ได้แค่พันห้าร้อยกว่าบาท เกินมาจากไหนเนี่ย”

“ก้อ…คุณมีค่าโทรที่เกินจาก โปรโมชั่นไปอีก 590 บาทค่ะ”

โอว แม่เจ้า… กรูนึกว่า โปรกรู เป็นโปรเทพ โทรเท่าไหร่ก็ไม่เกิน เลยจ้อซะ ลำโพงไหม้ นี่ยังเกินอีกเหรอเนี่ย….นี่กรูโทรหาใครนักหนาวะเนี่ย วันๆนึง

ขนาดเหมาๆแล้วนะ…

มา คิดๆดูแล้ว ไอ้ บุฟเฟ่ หรือ เหมาๆเนี่ย มัน มาบังคับทำให้เรา ต้องกินอะไรที่เกินความต้องการ หรือกระทั่งต้องจ่าย อะไรที่ ไม่มีความจำเป็นจะต้องจ่าย

“แต่มัน กินเท่าไหร่ก็ได้ นะพี่!!”

“มรึง กินเข้าไปหมดเหรอ?”

“โทรเท่าไหร่ก็ได้ จ่ายเหมาแค่พันสองค่ะ”

“จะให้กรูโทรหาใคร นักหนา เดี๋ยวคลื่นอัลฟ่า เบ้ต้า แกรมม่า ก็แดรกหัวสมองกรูพอดี”

“จ่าย ยี่สิบบาทต่อเดือน เหมาเพลงทั้งค่าย นะคะ”

“เอ่อ…โหลดได้ สิบเพลงก็โดนค่า GPRS บานแล้วฮะ”

“อ๋อ เรามีบริการ GPRS เหมาจ่าย เดือนละ 99 บาทค่ะ สนใจไหมคะ?”

สรุปว่า ถ้าจะใช้ บริการ แวมควาย ต้องเสียตังทั้งหมด119 บาทถึงจะไม่อั้นจริง….

นี่ยังไม่นับว่า กรูไม่ได้ชอบเพลง ค่ายนี้ทุกเพลง

นานๆกรูจะชอบทีนึง…

แต่กรูก็ต้อง โหลดให้มันเยอะๆเข้าไว้

เดี๋ยวไม่คุ้ม…

พวกเรา นิยามคำว่า คุ้มค่า เอาไว้ยังไงครับ?

ปริมาณ หรือ คุณค่า

ถ้า เป็น ปริมาณ คุณคงต้อง ทำใจเอาไว้ก่อนเลยว่า สิ่งที่คุณได้มา มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณชอบ ไม่ใช่ของที่คุณอยากได้ หรือ คุณอาจจะได้รับบริการที่ ขาดตกบกพร่อง เพราะผู้ให้บริการก็ต้องคิดว่า “มรึงจาเอาอาไรนักหนา จ่ายแค่นี้แต่เหมาเอาไปหมด ก็คุ้มจาตายห่ะ อยู่แล้ว…”

และคุณก็ไม่เถียง

เนื้อจานนี้มันดำๆหน่อย ผักเหี่ยวๆ กรูก็กินได้ เพราะว่าเค้าให้กรูกินเท่าไหร่ก็ได้

กินของห่วยๆเท่าไหร่ก็ได้….

โทรศัพท์สัญญาณแย่หน่อยเข้า ลิฟท์ก็ตัด ลงลานจอดรถก็ตัด บางทีคุยอยู่ดีๆก็ตัด ก็ไม่อยากคอมเพลนอะไร เพราะว่านี่มันราคาเหมา…

สัญญาณห่วยๆ ก็ทนได้

เพลงนี้ไม่เห็นชอบเลย เพลงที่ชอบนานๆจะมาที แต่ก็สมัครไปก่อน เพราะเค้าบอกว่าเหมาทั้งค่าย

เพลงห่วยๆ โหลดได้ไม่มีอั้น…

หลาย ครั้งครับ ที่เค้าอำพวกเรา ด้วยแผนการตลาดที่คอยจะมายัดเยียดของห่วยๆ หรือของที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ แล้วผูกโบว์ด้วยคำว่า เหมาจ่าย

อย่าปล่อยให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตแบบ เหมาๆครับ เพราะส้มดีส้มเน่าเราก็ต้องรับเค้ามาหมด

เลือกในสิ่งที่ชอบจริงๆ ใส่ใจกับรายละเอียดขึ้นมาอีกซักหน่อย และใช้งานสิ่งนั้นๆ ในปริมาณที่ พอดีๆ กับเรา

ผมว่า อย่างนี้น่าจะ คุ้มค่า มากกว่า นะ…

หลวงพี่ ไดอะรี่ (ตอนจบ)

May 5, 2009 Leave a comment

พระวินัย (พระวินัย = กฏของพระสงฆ์ ไม่ได้หมายความถึง หลวงพี่วินัย) ข้อนึง บอกว่า “ห้ามพูดเพ้อเจ้อ”

ห้ามดู ละคร คอนเสิร์ต หรือ การละเล่นต่างๆด้วย เพราะว่ามัน “ไร้สาระ”

งี้งานที่เราทำ มันก็เป็นงาน ไร้สาระอ่ะ ดิ…

สงสัยต้องใส่สาระลงไปในงานทุกชิ้นที่ทำ (สุดท้ายอาจไปลงเอยที่ สารคดี)

พระห้ามแตะตัวผู้หญิง ยกเว้นแม่ และต้องเป็นตอนที่ แม่ไม่สบายด้วย (ถือว่าไปปรนนิบัตรดูแล)

พระห้ามยืน ฉี่ ยกเว้นตอนไม่สบาย

ถ้า ทำผิดกฏ ข้อใดๆก็ตามจะต้องไป ปลงอาบ้ติ กับพระรุ่นพี่ ซึ่งการ นับรุ่นพี่ รุ่นน้องนั้น นับกันตาม พรรษาที่บวช ใครพรรษามากกว่า ก็เป็นรุ่นพี่ ไม่ได้นับกันที่อายุ

เพราะว่าการบวชทาง พุทธศาสนา ถือว่าเป็นการ เกิดใหม่ ดังนั้น แก่ หรือ เด็ก ก็ต้องมานับกันใหม่ด้วย

เป็น พระเลยได้รู้ว่า บดสวดในงานศพนั้น ชื่อว่า “เจ็ดคัมภีร์” เป็นบทสวดที่ พระพุทธเจ้า เสด็จ ขึ้นไปสวดให้ พระพุทธมารดาได้ฟัง บนสารรค์ เพื่อให้ พระพุทธมารดา บรรลุมรรคผล และไปสู่ นิพพาน

ถือเป็นบดสวดที่เป็น มงตล เลยนิยมเอามาสวดในงานศพ

ภาษาบาลี ง่ายๆ

เกสา = ผม / โลมา = ขน / นะขา = เล็บ / ทันตา = ฟัน / ตะโจ = หนัง

เพื่อน บอม เจ้าโปรเจค MRD มาบอกว่า สึกแล้วมี หลายอย่างรอให้ไปเคลียร์ และ มีประชุมรออีก 4 นัด

หนีไปไหนไม่ได้นานจริงๆ ละครสัตว์โรงนี้

ช่วงปีใหม่ไป บิณทบาตร ได้แกงได้ช้าวมากระสอบนึง แต่เอาเข้าจริงก็ ฉัน แกงได้แค่ สองถุง ที่เหลือก็ยกให้เด็กวัดไปหมด

ได้ รู้ว่า Zantiga ไฟไหม้ มีคนตายไปกว่า 50 คน สลดใจมาก เลยกรวดน้ำให้พวกเค้า ขอให้พวกเค้าหายตื่นกลัว ทำใจให้สงบ และก้าวไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

ที่ วัดคลองเตยนอก มีการสวดมนต์ ข้ามปี 2552 -2552 เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งนัดลงโบสถ์พร้อมกันทั้งวัดตอน 22:40 เราไม่มีไรทำเลย หลับรอเวลา..

มารู้สึกตัวอีกทีก็คือ เด็กวัด มาทุบประตู ปังๆๆๆๆ ตะโกน ว่า ” จะเที่ยงคืนแล้วหลวงพี่ทำอารายอยู๋!!!!!”

เดินเข้าโบสถ์เป็น องค์สุดท้าย อย่างเท่….

ไปรับงานนิมนต์ นอกสถานที่กะเค้าด้วย สวดอะไรกะเค้าก็ไม่เป็น นั่งยิ้มอย่างเดียว…

วัน นึง เราได้ยินเสียง กวาดขยะ อยู่ข้างๆกุฎิ กวาดนานมากไม่เสร็จซักทีเลยเดินออกไปดู ปรากฏเป็นป้าแก่ๆคนนึง มายืนกวาด แกบอกว่า จะมาขอกวาดลานวัดแลกข้าว น่าสงสารมาก เลยให้ข้าว และ แกงที่บิณทบาตรได้มา ไปหมดเลย ช่วงเพล พอออกมาจากกุฎิอีกที แทบไม่เชื่อสายตา… ขยะเพียบ ป้าแกเล่นกวาดจากหลายๆที่มากองหน้ากุฎิเรา พอได้อาหารจากเราไปก็ดีใจ เลิกกวาดซะงั้น…

สุดท้ายต้องกวาดเอง…

เป็นพระห้ามฉัน Dinner เราเองก็ไม่กินนะ แต่ดึกชอบฝันว่า ไปกินตามร้าน ญี่ปุ่นมั่ง เกาหลีมั่ง จีนมั่ง กินซะอิ่มแปล้เลย

สิ่งที่นักบวชต้องพึงระลึกอยู่เสมอคือ เราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ เพื่อระงับความ อาลัยอาวรณ์ อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์…

จุดหมายของนักบวชคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ จึงไม่ควรยึดติดกับสิ่งใดๆ

ทุกอย่างบนโลกใบนี้สุดท้ายก็คือ ความว่างเปล่า

ไม่มี เรา ไม่มี เขา ไม่มี ความสุข ไม่มี ความทุกข์ ไม่มี ความกลัว

ในวันสุดท้ายของการบวช ออกเดินบิณทบาตร เป็นครั้งสุดท้าย ได้เห็นแสงอาทิตย์จับที่ขอบฟ้า…

ชีวิตช่างเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ จริงๆ

ใน วันที่สึก พระอาจารย์ ให้อธิฐาน เป็นครั้งสุดท้าย เราขอให้ ทุกคนบนโลกใบนี้ รักกัน อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่แบ่งเรา แบ่งเขา เพราะสุดท้าย ทุกคนอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน ฟ้าก็ฝืนเดียวกัน เลือดก็สีแดงเหมือนกัน

ขอให้ความสงบจงเกิดขึ้นในใจของทุกๆคนครับ :-)

วันที่ bell ไม่อยู่

December 10, 2008 Leave a comment

ผมกำลังจะลาโลกนี้ไปครับ…

ลาจากโลกที่แสนวุ่นวาย

โลกที่ลวงตาเราด้วยภาพความฝัน

แล้วก็ล่อลวงให้เราเดินเข้าไปสู่วังวนของ การแก่งแย่ง ชิงดี

ทั้งๆที่ ของที่เรา ไป แย่ง ไปตบตี กับเค้า เนี่ย

เดิมที…มันก็ไม่ใช่ของๆเราซะหน่อย

ผม เบื่อหน่าย กับ ชีวิตที่จะต้อง คอย จูน ความต้องการ และ ผลประโยชน์ ของคนหลายๆ ฝ่าย ให้ตรงกัน

ทั้งๆที่ มันไม่มีวันที่จะตรงกันได้จริงๆ

โลกนี้คือ ละครสัตว์ ที่แสนจะวุ่นวาย เหลือเกิน…

ผมจะขอ อนุญาต ผู้เล่น และ ผู้ชม ทุกๆท่าน เดินออกจาก เต๊นท์ หลังนี้ออกไป

ไปสู่โลกที่สงบกว่า เรียบง่าย และเป็นจริงกว่า…

ผมจะบวชเป็นพระ แล้วครับ

ขอไป นั่งสงบๆ ทำใจให้สบาย ไม่มีเรื่องทุกข์ในใจ ซัก 15 วัน

แล้วจะกลับมาเจอกับทุกๆคนใหม่ครับ

ส่วน ใครที่สนใจไปร่วมงาน ล่ะก็ 21 ธันวาคมนี้ ที่วัดคลองเตยนอก ใกล้ๆกรมศุลกากรครับ

7 โมงเช้าจะเริ่มโกนหัว

มีกาแฟและอาหารเลี้ยงครับ :-)

ก่อนที่จะลืมมันไป

November 7, 2008 12 comments

มีเรื่องหลายเรื่องในชีวิตของผมครับที่มัน น่าจดจำเหลือเกิน 

แต่ก็ดันลืมๆ มันไปบ้าง…

น่าจะเป็นเพราะว่า ยิ่งชีวิตของเราผ่านการเดินทางมานานเท่าไหร่ 

เรื่องราวที่เราได้เจอมันก็มากขึ้นเท่านั้น…

พอเรื่องราวๆต่างๆมันมากขึ้น เราก็มักจะเลือกจดจำ เรื่องราวที่เราอยากจะจำ 

แต่ บางเรื่องเราก็ลืมมันไปซะงั้นครับ 

ทั้งๆที่มันน่าประทับใจ มั่กๆ

มีเรื่องที่ คืนนี้ นึกได้ขึ้นมา เลยต้องรีบมาเขียนไว้ก่อน กันลืม..

ครั้งแรกที่เข้ามาทำงานที่ แกรมมี่ นั้น สิ่งที่ผมเกร็งมากกกก มีอยู่ สองอย่างครับ

  1. ก็คือ ผลงานชิ้นแรกของผม นั่นคือ การทำโปรโมทให้กับ วง Retrospect ซึ่งถือว่า โชค และ จังหวะเข้าข้างกันสุดๆ เพราะตอนนี้ วง Retrospect นับเป็น วงร๊อก ระดับแนวหน้าวงหนึ่งของเมืองไทยไปแล้ว เดี๋ยวนี้เดินไปไหนก็ยืดครับ
  2. อันนี้หนักข้อหน่อย คือการกลับมาทำงานกับ บอส อีกครั้ง เพราะว่าสมัยก่อนนั้น ที่ มิวสิค บั๊กส์ ผมเองยังเป็น เด็กน้อย ไร้เดียงสา คิดหรือทำอะไรก็ยังไม่รอบคอบ ถึงแม้ว่าจะได้ไปฝึกพิเศษกับ MTV เกือบๆ 3 ปี ก็ยังหวั่นใจอยู่ ว่า อนาคตของเรา กะ วง บอดี้สแลม จะเป็นยังไงหนอ เค้าจะเปิดใจรับเราหรือเปล่าหว่า….

คิดโน่นคิดนี่ไปก็เท่านั้นครับ เราไม่มีวันได้รู้หรอกว่า เราจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำจริงๆ 

ผมจึงใช้เวลาช่วงนั้นในการทำการบ้าน เกี่ยวกับ บอดี้สแลม ไปเรื่อยๆ วางแผนอะไร ดะไปหมด โดยอาศัย นัดประชุม กะบอส และ วง พี่อ๊อฟ พี่ กบ (Big Ass) ซึ่งก็พอจะได้ข้อมูลมาแบบ เลือนราง เพราะว่าในช่วงนั้น เพลงโปรโมท และ Direction ของอัลบั้ม Save My Life นั้น ยังอยู่ใน ระหว่างการพัฒนาอยู่ 

“แค่ห้องประชุม น่ะไม่พอหรอกครับ เบลล์ พี่โทนว่า เบลล์ต้องไป ร่วมหัวจมท้ายกับพวกเราซักพัก” พี่โทน พี่ใหญ่ของพวกเรา ตั้งกะสมัย มิวสิค บั๊กส์ จนมาทำที่แกรมมี่ด้วยกัน ให้คำแนะนำแก่ผม อย่างหวังดี

“ยัง ไงอ่ะพี่?” 

“นี่เลย…เดี๋ยวเราจะไปคอนเสิร์ต เอ็มร้อยห้าสิบ กันที่ สมุทรปราการ พี่อยากให้ เบลล์ โดดขึ้นรถไปกะพวกเราด้วย จะได้ไปรื้อฟื้น ความหลังกันหน่อย” 

ผมตัดสินใจ ไปกับ วง บอดี้สแลมในคืนนั้น เพราะเห็นด้วยกับแนวคิดของ พี่โทนครับ แถมอยากดู บอดี้สแลม เล่นด้วยว่า พวกเค้าจะพัฒนา จากสมัยก่อนไปถึงขั้นไหนแล้ว…” 

จำได้ว่า ผมไปถึงที่ นัดหมายก่อน เวลาเล็กน้อย พวก วง บอดี้สแลม ยังทำเพลงกันอยู่ที่บ้าน ของ พี่อ๊อฟ อยู่เลย แต่รถตู้ก็มาจอดรอเรียบร้อยแล้ว ผมเลยเข้าไปนั่งรอ ชิลๆในรถก่อน…

“อ้าว..สวัสดีคร้าบบบ พี่เบลล์” บอสยื่นหน้าเข้ามาทักทายผม ในรถอย่างอารมณ์ดี หลังจากนั่งรอได้สักพัก…

“หวัดดี ตูน” จำได้ว่าทักได้แค่นั้นฮะ เพราะว่ายังเกร็งๆอยู่

แล้วเราก็ เดินทาง สมุทรปราการด้วยกัน ตลอดทางนั้น ผมได้คุยกับ บอส น้อยมาก เพราะว่า บอสเล่นนั่ง เบาะหน้า ข้างคนขับเลย ซึ่งผมมารู้เอาตอนหลังว่า บอสจะนั่งหน้าเป็นประจำ…

จนเมื่อไปถึงบริเวณงานแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกร็งเข้าไปอีกครับ เพราะว่า วันนั้น มี Big Ass-Bodyslam-Potato-Endorphin กำลัง Standby กันหลังเวที ส่วนผมไปเดิน เกาะๆแกะๆ อยู่แถวนั้น หน้าที่อะไรก็ไม่มี 

สิ่งทีผมไม่ชอบมากๆก็คือ เวลาที่ชาวบ้านเค้ากะลังตั้งใจทำงานกันอยู่ แล้ว เราดันไม่มีอะไรจะทำ มันทำให้รู้สีกไร้ค่ายังไงพิกล

ผมเห็น ปิ๊ด นั่งเล่นอยู่ที่งานแล้ว ก่อนที่รถตู้ วง จะไปถึงซะอีก ได้ความมาว่า ปิ๊ด มีธุระอื่นอีก เลยขับรถมาเอง…

“เป็นไงบ้างพี่ ยินดีที่ได้กลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้ง นะพี่!” ปิ๊ด กล่าวต้อนรับ ผมอย่างอบอุ่น พร้อมยื่นมือ มาบีบมือผมแรงๆอีกหนึ่งที

“ทำงานกับพวกเราก็ไม่ยากอะไรหรอกพี่ จูนกะ ไอ้ตูนให้ติดก็สบายแล้ว” ปิ๊ด แนะนำผมอย่างเป็นกันเอง

(แล้ว ตูจะจูนกะมันยังไงหว่า….)

ปรากฏว่า บอส เองต่างหากครับที่เป็นฝ่ายเดินมาชวนผมพูดคุย ก่อน..

“พี่ ผมอยากให้พี่ลองฟังเพลงใหม่ของพวกเราก่อน…ไม่รู้จะช่วยไรได้รึเปล่านะพี่ แต่ผมอยากให้พี่ลองฟังดู” บอสยื่น ไอพอด กับหูฟังอันเขื่องมาให้ผม ลองฟัง เดโม แรกของ อัลบั้ม Save My Life

นั่นคือเพลง ยาพิษ นั่นเองครับ (วันนั้นรู้สึกเหมือนได้ World Premiere เป็นการส่วนตัว) 

เพลงนี้มัน เจ๋งยังไง ผมคงไม่ต้องอธิบายความรู้สึก ของผมในวันนั้นแล้วเนอะ เพราะทุกๆคนคงรู้จักเพลงนี้กันดีอยู่แล้ว เผลอๆจะรู้จักมันดีกว่าผมเองด้วยซ้ำ…

คืนนั้น รู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะได้ฟัง เดโม เจ๋งๆแล้ว มีไฟในการคิดงานขึ้นอีกเพียบเลย 

แต่นั่น มันเรื่อง จิ๊บๆ ครับ 

ที่ ไฮไลท์ กับชีวิตมากเลยคือ ตอนที่คอนเสิร์ตเล่นไปแล้วต่างหาก 

จำได้แม่นโคตรๆ เลยก็คือ ตอนนั้น บอสกำลังจะร้องเพลง ความเชื่อ ซึ่งเป็นเพลงที่บอสจะเล่น ตอนใกล้ๆจบคอนเสิร์ตแล้ว 

ผมซึ่ง ยืนแอบๆอยู่ ด้านข้างเวที อยู่ๆก็ถูกแรงดัน จากด้านหลัง และ แรงกระชากจะด้านหน้า โดย ทีมงาน Stage สองสามคน ทั้งดึง ทั้งดันให้ ผมไปปรากฏตัวอยู่บนเวที ในขณะที่ อินโทรของเพลง ความเชื่อ กำลังเล่นอยู่! 

“Ship หายแล้ว แม่รง เล่นไรกันวะเนี่ย!!!” 

บอสเดิน ยิ้มเข้ามากอดคอผมไว้แน่น และ พาผมมาหน้าเวที ซึ่งต้องจำยอมแล้วครับ เพราะการขัดขืนหรือ วิ่งหนี จะทำให้โชวนี้กร่อยไปถนัด

ผมเองก็ไม่อยาก ทำลายโชว์ บอสลง ด้วยมือตัวเอง..

เอาวะ! บอสเอาไงก็คงต้องตามนั้นแล้วล่ะ !

จำได้ว่าตอนนั้น หน้ามึน สมองพร่าไปหมดฮะ เสียงเฮของคนนับหมื่นดังระงมไปหมด เพราะคิดว่าผมเป็นผู้โชคดีได้ไป่วมสนุกกับ บอดี้สแลม บนเวที

“ตลอดชีวิต ชั้นเชื่อในสิ่งที่ คี๊ดดดดดดดด” บอสมันร้องถึงท่อนไหนแล้ววะ แล้วมันจะยื่นไมค์ ให้ตูท่อนไหนวะ โอว กรูเครียด…

“ไอ้เพลงความเชื่อนี่ ท่อนฮุค มันร้องยังไงวะ?”​

“แล้วถ้าถ้าตูร้องผิดคนมันจะโห่มั๊ยวะเนี่ย?”

 ความคิดพวกนี้วิ่งวนอยุ่ในหัวของผมเป็น ล้านๆรอบ ภายในเวลาไม่ถึงนาที ยอมรับว่ามึนฮะ! มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ บอสมันยื่นไมโครโฟนมาที่ปากแล้ว!!!

“ฉี่วิด หมั่นต้องเดินตามหาความฝานนนนนนน…” ร้องออกมาตามมีตามเกิดแล้วครับตอนนั้น 

ตื่นเต้น แล้วก็สนุกมากครับ…

วันนั้นผมได้รับการต้อนรับที่ อบอุ่น จากทีมงานทุกๆคน อาการเกร็งๆในตอนแรกหายไปหมดแล้ว 

และที่ตกตะกอนอยู่ในใจก็คือ พลังที่ได้รับมาจากบอสในวันนั้น ให้มีแรงที่จะทำงานให้ดี ให้สมกับ โอกาสดีๆที่ผมได้รับมาอีกครั้ง ในฐานะ Promoter ของ Bodyslam และ อีกหลายศิลปิน ของ Genie Records 

เมื่อกลับไปนึกถึงเรื่องนี้ทีไร ต้องอมยิ้มทุกครั้งครับ แหม…ตู ทำไปได้…

สำหรับผมเองนั้น เรื่อง จะเรื่องดีๆหรือเรื่อง แย่นั้น ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อชีวิตครับ

เรื่องดีๆจำไว้เพื่อเป็นกำลังใจ เรื่องแย่ๆก็จำไว้เพื่อตอกย้ำเตือนใจ 

แต่ถ้าจะให้ลำดับความสำคัญล่ะก็…

ผมขอเลือกที่จะจดจำเรื่องดีๆก่อนครับ 

เพราะว่า โลกเราทุกวันนี้ มีเรื่องแย่ๆให้เจอมากเกินไปแล้ว….

Boss & Me

March 26, 2008 13 comments

ครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับ Boss ก็เป็นเวลา 5 -6 ปีมาแล้ว…

ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กต๊อกต๋อย วิ่งไปวิ่งมาอยู่ที่ Music Bugs อยู่เลย

ช่วงเช้าของวันนั้น ผมกำลังนั่งขีดๆเขียนๆอะไรเพลินๆอยู่ ตามประสาคนว่าง หูก็ได้ยินเสียงกีต้าร์โปร่ง และ ร้องเพลงอยู่

ใจก็คิดครับว่า ใครวะ? มานั่งร้องเพลงแต่เช้า งานการไม่รู้จักทำ (ทีตัวเองก็อู้แต่ไม่รู้จักคิด)

แต่ก็ รู้สึกครับ ว่า ไอ้หมอนี่มันร้องเพลงดีมาก ดีเกินกว่าศิลปินที่ผมรู้จักหลายๆคนในตอนนั้น พอถามตัวเองว่า ตัวเราเองร้องได้อย่างเค้าหรือเปล่า คำตอบผุดออกมาเลยครับว่า ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องของเทคนิค หรือ วิธีการร้อง

แต่เป็นเรื่องของ เนื้อเสียงล้วนๆ

เรื่องเทคนิค เราฝึกกันได้ครับ แต่เรื่องเสียงร้องเพราะไม่เพราะเนี่ย ไม่สามารถครับ

คนที่มีแก้วเสียงดี คือคนที่พระเจ้ารักใคร่ และมอบเสียงดีๆให้เป็นของรางวัลครับ

“ร้องเพลงเพราะจังครับ” ผมเดินเข้าไปทักทาย Boss ด้วยประโยคนี้เป็นครั้งแรก

“ขอบคุณครับ” Boss ก็ตอบกลับมาแบบงงๆ ว่าไอ้นี่คือใครวะ

“ผมชื่อ เบลล์ฮะ เป็นพนักงานใหม่ที่นี่ แล้ว เอ่อ….(ผายมือไปทาง Boss เป็นเชิงถามไถ่)

“ผมชื่อ ตูน ครับ เป็นนักร้อง วงละอ่อน”

แล้วเราก็รู้จักกันตั้งแต่วันนั้น…

ตลอดเวลาที่ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับ Boss นั้น Boss เป็นมนุษย์ที่จริงจัง กับการทำงาน มาก ถึง มากที่สุด หรือ ที่สุด ของที่สุด ขนาดที่เรียกว่า จะสุดก็ยังไม่สุด ยังมีสุดๆไปเลยอีกขั้นหนึ่งขึ้นไปอีก

จะว่าไปก็เหมือน ขี้ไหล น่ะครับ เราไม่มีทางรู้หรอกว่ามันจะสุดเมื่อไหร่ พอรู้ตัวอีกทีก็หมดเรี่ยวหมดแรงไปแล้ว….

ผมทำงานกับ Boss และ เพื่อนๆร่วม วงของ Boss อยู่สองชุด ได้ไปอยู่กับ Boss ในวันที่ งานจ้างมีคนโคตรจะโหรงเหรง จนถึงวันที่ มีคนมาดู วงของ Boss กันเต็ม หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ไปหมด นับว่าเป็นวันเวลาที่มีค่าของชีวิตจริงๆ

Boss กล่าวอำลาชาว Music Bugs ไปด้วยรอยยิ้ม ในงานเลี้ยงที่ สุพรรณบ้านของ Boss เอง วันนั้น ผมเป็นตัวแทนเพื่อนๆน้องๆ พนักงาน กล่าวอำลา Boss ว่า…

“วันเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน มันเพียงพอและสวยงามมากครับ ขอให้เราทุกคนโชคดีและมีโอกาสเราคงได้พบกันใหม่”

ผมไม่เจอ Boss เป็นเวลา 2 ปีได้ นับจากนั้น…

จะว่าไม่เจอเลยก็จะเว่อร์ไปนิดครับ ผมยังได้เห็น Boss ออกตามสื่อต่างๆ ตอนที่โปรโมท อัลบั้ม believe บ้าง แล้ว วง bodyslam เองก็เคยมาร่วมงานที่ ออฟฟิศของผม (MTV Thailand) จัดบ้างเป็นครั้งคราว แต่เอาเข้าจริงผมก็ไม่ค่อยได้คุยกับ Boss มากนัก เพราะว่า ถึงย้ายมาที่ทำงานใหม่ ผมเองก็ถือเป็นพนักงานระดับล่างถึง ล่างที่สุดอยู่ ไม่มีเวลาไป ปั้นจิ้ม ปั้นเจ๋อ กับ ศิลปินหรอก อันนั้นถือเป็นหน้าที่ของแผนกดูแลศิลปินเขา

ในวันนั้น Boss เป็นนักร้องขวัญใจ ประชาชน เป็นแรงบันดาลใจของวัยรุ่น นับล้านคนในประเทศไทย

ผม…เป็นเด็ก ยกเหล็กอยู่ที่ MTV

คำว่าเพื่อน ของผมกับ Boss มันดูเจือจาง สำหรับผมไปแล้วในวันนั้น

ผมไม่เคยกดโทรศัพท์โทรไปคุยกับ Boss เลยเพราะว่าเกรงใจ เพื่อนเป็นคนของประชาชนไปแล้ว ไม่น่าจะว่างรับสายใคร

แต่ Boss เองก็โทรมาหาผมบ้าง เวลาที่มีคอนเสิร์ตเมืองนอกมา แล้วไม่อยากเสียตังค์…

ซึ่งผมก็ต้องไปแสดงพลังปลาซิวปลาสร้อย ด้วยการอ้างตนว่าเป็นเพื่อนกับ Boss แล้วก็จะได้บัตรมาง่ายๆ

มีครั้งหนึ่ง ผมรับ Job ไปอ่าน สปอต โฆษณา วง Bliss Sonic ที่ GMM GRAMMY

เชื่อไหมครับ ผมได้เจอ Boss ที่ห้องอัดวันนั้น

“พี่ ไมค์ที่พี่อ่าน สปอตนะ เป็นตัวเดียวกับที่ผมอัดร้องเลย”​ Boss ยังพูดคุยกับผมอย่างร่าเริง

วันนั้น เราคุยกันหลายเรื่อง เรื่องที่ต่างคนต่างไปเจอกัน เรื่องเพลงที่เราต่างก็ชอบลงเอยแล้ว

คืนนั้น Boss ขับรถไปส่งผมที่บ้าน จากนั้นก็เข้าบ้านผมไป หวัดดี แม่และ อา

คืนนั้น แม่ผมถึงกะสะอื้นฮะ “เค้าดีนะลูกดังแล้วก็ยังไม่ลืมเรา”

ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง แต่เพื่อนไม่เคยเปลี่ยนไปจริงๆครับ

ผมตั้งอกตั้งใจทำงาน จนเริ่มที่จะขยับตำแหน่งตัวเองจาก เด็กยกเหล็ก เป็น คนคุมเด็กยกเหล็ก และเป็น คนคุมของคนคุมเด็กยกเหล็กอีกที จนได้เป็น คนคุมของคนคุมของคนคุมเด็กยกเหล็กอีกที (มึนว่ะ)

หน้าที่การงานดีขึ้น สิ่งที่ต้องการก็เริ่มไม่ใช่เงินอย่างเดียว

พอ อุดมการณ์ในการทำงานของผมกับ ออฟฟิศเริ่มไม่ตรงกัน แถมจูนกันก็ไม่ติด ก็คงต้องมีใครซักคนเป็นฝ่าย ไป

ในตอนนั้นก็ยังนึกไม่ออกว่า ชีวิตจะไปทำอะไรดี

ผมได้รับโทรศัพท์จาก พี่ชายที่เคารพกันคนหนึ่ง ชวนไปทำงานที่ GRAMMY

“ฝ่ายไหนอ่ะพี่”

“ค่ายเพลง ว่ะ Genie Records”

โอว…นั่นมันค่ายที่ Boss อยู่นี่หว่า

ผมเข้าไป สมัครงานกับ พี่นิค เจ้านายคนใหม่ของผม และทำการบ้าน ที่พี่นิค ให้ทดลองทำ ด้วยแนวคิดแบบ Boss คือ ทำแล้วทำอีก ตรวจแล้ว ตรวจอีก จนเซ็งตัวเอง ถึงกล้าเอาไป เสนอให้ พี่นิค ดู…

ตอนนี้ ผมได้กลับมาทำงานกับ Boss อีกแล้วครับ

Boss ยังคงเหมือนเดิมเป๊ะ คือ ไม่รู้ แม่งจะละเอียดไปไหน งานทุกชิ้น ต้องตรวจแล้วตรวจอีก ดูแล้วดูอีก แก้กันจนเอือม จนหลายๆคนทนทำงานกับ Boss ไม่ไหว และยกให้ Boss เป็น ศิลปินเทพ อย่างที่หลายๆคน คงเคยอ่านเจอตามหน้าหนังสือ พิมพ์

แต่ผมเข้าใจ Boss ดีครับ…

Boss เป็นคนที่มีความเชื่อ เหมือนเพลง ของ Boss นั่นล่ะ Boss เชื่อว่าเพลงของ Boss จะเข้าไปช่วยให้กำลังใจกับหลายๆคนที่ได้ฟัง ให้แง่คิดสำหรับคนที่ยังหาอะไรยึดเหนี่ยว เพื่อที่จะมีเรี่ยวแรงออกไปต่อสู้ชีวิต ในวันใหม่ได้

คนที่มีความเชื่อที่จริงจังขนาดนี้ เวลาทำงาน มันจะจริงจังขนาดไหน…

ต้องเจอกับตัวครับ

แต่ถึงแม้ว่าทำงานกับ Boss จะเหนื่อยกว่า ทำกับคนอื่น 10 เท่า พวกเราก็ยังคง รัก และ ภูมิใจ ในตัวของ Boss เสมอ เพราะถึงแม้ว่า Boss จะเป็นคุณชาย ละเอียด ขนาดไหน นอกเวลางาน Boss ก็คือเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ที่เราจะมีได้ในชีวิตนี้เลย

เมื่อก่อน Boss เคยเลี้ยง เบียร์ ผม 1 ขวด ตามกำลังทรัพย์ในสมัยนั้น พร้อมกับยิ้มแหยๆ

“ผมจะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยงได้มากกว่านี้วะพี่”

แต่เดี๋ยวนี้ Boss เป็นคนที่ไม่ยอมให้เพื่อนออกตังค่าอะไรซักกะอย่าง เลี้ยงดะไปหมด ผมเคยไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วเจอ Boss โดยบังเอิญ พอตอนเรียกเชคบิล พนักงานเดินอมยิ้มเข้ามาบอกว่า…

“คุณผู้ชายโต๊ะนั้นเค้าจ่ายให้เรียบร้อยแล้วค่ะ”

มองไปที่โต๊ะของ Boss ก็พบกับรอยยิ้ม และตีนกาของ Boss ที่ส่งมาทักทายผมอย่างจริงใจ

ถ้าผมเป็นผู้หญิง คงคิดไปแล้วว่า Boss คงอยากเคลมโต๊ะเราแน่นอน…

คิดๆไป ถ้าผมไม่มีคำแทนตัวมันว่า Boss ผมก็อยากจะเรียกมันว่า เฮียเลี้ยง เหมือนกัน

แต่เห็นว่า Boss เป็นเหมือนหัวหน้าทีม ทั้งในเรื่องดี และเรื่อง เลวของเรา ก็เลยยกให้มันเป็น Boss

ไม่ง้นมันคงต้องมีชื่อเชี้ยๆ ไว้ใช้อีกหลายชื่อเป็นแน่แท้

ได้ร่วมงานกันคราวนี้ แล้ว ผมกับ Boss จะต้องแยกกันอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

แต่คราวนี้ ผมคงไม่บ่นน้อยอกน้อยใจเหมือนสมัยก่อนแล้ว

เพราะว่า ความเชื่อ ของ Boss ได้ถูกแบ่งมาให้ผมกำมันไว้ เพื่อเดินไปข้างหน้าตามเส้นทางของผมเองเหมือนกัน

MV แค่หลับตา

March 11, 2008 46 comments

มาดูกันเลยเด้อ!!!ดูแล้วชอบก็อยากให้ช่วยซื้อ Album ของพี่เค้ามั่งนะฮะ  

ภาพแรกจาก MV แค่หลับตา

February 20, 2008 5 comments

มาดูภาพแรก
จากตอนต่อของ MV นาฬิกาตาย กันครับ
นี่คือ ภาพจาก MV แค่หลับตา ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วง
การตัดต่อ ขั้นสุดท้ายอยู่
สำหรับคนที่ดู MV นาฬิกาตาย มาแล้ว
คงอยากจะรู้ว่า ตอนต่อ ของเรื่องนี้จะ เดินไปยังไง
เพราะว่า พระเอก ได้ตายไปแล้ว…(อุ๊ย Spoiled)
แต่ก็มีคำถามจากหลายๆคนครับ ว่า
ตายจริง อ๊ะ เปล่า?
ความจริงเป็นอย่างไร พวกเราจะได้รู้กัน 10 มีนาคม นี้ ที่ รายการ Five Live ครับ

เขียนถึงใครน่ะ

sex story (โปรดใช้ วิจารณญาณ ในการอ่าน)

January 25, 2008 6 comments

ซื้อ หนังสือโป๊ กับ ซื้อ ถุงยาง อย่างไหน น่าอายกว่ากัน?

คำถามนี้เกิดขึ้น ในค่ำวันหนึ่ง ที่ร้านไอศครีมหรูหรา ย่านทองหล่อ

เปล่าครับ เราไม่ได้อยากจะทำตัว กักขระ กเฬวราก หรือ เห็นผู้หญิงในร้าน ไอศครีม แล้วกลัดมัน อยาก พูดเรื่อง สัปดนเล่น แก้กลุ้ม…

เพราะว่าไอ้ Peppy สไตลิสต์ ของพวกเราต่างหาก ได้เสนอแนะ วิธีการซื้อถุงยางอนามัย อย่างมีฟอร์ม ขึ้นมา กลางวงสนทนา

“ลูกพี่ ก็ยก หูโทรศัพท์ ขึ้นมาเลยครับ แนบหูไว้ แล้วคุย”

“คุยกับใครวะ”

“คุยกับตัวเองนี่ล่ะพี่ แต่ให้ทำเหมือนคุยกะเพื่อนอีกคนอยู่”

“ขอดูตัวอย่างหน่อยจิ”

เพื่อความชัดเจนครับ Peppy ของเรา ก็ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นแนบหู จากนั้นก็คุยกับเพื่อนในจินตนาการอย่างออกรส…

“อะไรนะ?” “ถุงยาง?”

“เฮ่ย! กรูจะไปรู้ได้ยังไง ก็ไม่เคยซื้อ” “อายเค้าน่า…”

“เออๆ ก็ได้ๆ” “ยี่ห้อ อะไรวะ?”

“อะไรนะ? ดู…อะไรนะ อ๋อ ดูเร็กซ์” “เออๆ เดี๋ยวดูให้ โอเคๆ แค่นี้นะ”

พอวางหูก็หันมาหาคนขาย “พี่ๆ ดูเร็กซ์ 6 กล่อง”

Peppy หันมายิ้ม อธิบายต่อว่า “ที่บ้านมี ปาร์ตี้ฮะ”

อืม…ผมก็ว่ามันเป็น วิธีที่ไม่เลวนัก

“แล้ว Peppy เคย เอาไปใช้จริง ไหมครับ”

“โอ้ย พูดเล่นๆนะพี่ มุข นี้ผมเอาไว้ใช้ ตอนซื้อ หนังสือโป๊ ต่างหาก”

แล้ว….ซื้อ หนังสือโป๊ กับ ซื้อ ถุงยาง อย่างไหน น่าอายกว่ากันวะ?

เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้ นี่เอง…

เมื่อสองปีก่อน ผมตระเวน ไปๆมาๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อทำงาน รณรงค์เกี่ยวกับ โรคเอดส์โดย ร่วมงานกับ Unisafe และ MTV ภายใต้ชื่อ โครงการว่า Staying Alive

Staying Alive แปลตรงๆตัวก็คือ “เอาชีวิตให้รอด”

รอดจาก เอดส์ครับ

ปัญหาเอดส์ เป็นเรื่องที่ต่อสู้กันมา เป็นเวลา กว่า 25 ปีแล้วแต่ทุกวันนี้

ยาคุมกำเนิดชนิดฉุกเฉิน ที่ชื่อ “โพสตินอร์” ก็ยังขายดีกว่า ถุงยางอนามัย อยู่…

วัยรุ่นไทย กลัวท้อง แต่ไม่กลัว เอดส์…

con1.jpg

ในขณะที่ สื่อ Internet ก็มีสิ่ง ยั่วยุ กามรมณ์ มากมายมหาศาล แถมยัง ใช้เป็นแหล่ง “ล่า” เด็กๆที่ไม่รู้ อีโหน่อีเหน่อีก นักต่อนัก

โลกนี้มันน่ากลัว มากกว่าสมัยที่ผมยังเด็กมั่กๆคิดถึงตอนนี้ แล้วยังนึกไม่ออกเลยว่า

ถ้า ผมมีลูกแล้วจะเลี้ยงมันยังไง

คนพอถึงวัย อะไรก็หยุดไม่อยู่ครับ…

งานนี้คงต้อง“ยืดอก พกถุง”อย่างเดียว

อย่างน้อย ก็ไม่ท้อง ไม่เอดส์ ล่ะ

เพราะฉะนั่น ถ้ามีใครมาย้อนถามผมว่า “ซื้อ หนังสือ โป๊ กะ ถุงยาง อะไรน่าอายกว่า”

ผมจะย้อนถามกลับไปว่า…

“ซื้อ ถุงยาง มันน่าอายตรงไหนวะ?”

con2.jpg

เรื่องแถม : ผมเคยขึ้นเวทีไปพูด เรื่อง การป้องกันเอดส์ ที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ด้วยสีหน้า จริงจังว่า

“อย่าลืมนะครับ ว่าถุงยางอนามัย ช่วยชีวิต เราได้…

แค่สวม ถุงยางอนามัย ทุกครั้ง หลัง มีเพศสัมพันธ์”

อืม…ไม่รู้ว่าจะมีใครจำไปใช้บ้างหรือเปล่า :-P

มาดู MV นาฬิกาตาย ของจริงกัน

January 18, 2008 106 comments

หลังจากฉายกันไปแค่สองวัน
ก็มีมือดี เอา Music Series
เพลง นาฬิกาตาย ของ bodyslam
ไปลงไว้ใน youtube ซะแล้วครับ

ผมก็เลยคิดว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว
Link มาไว้ที่ wordpress กันไปเลยดีกว่า…(เฮ่อ)
เอ้า เข้ามาดูกันไปเลย!!

ดูแล้วรู้สึกยังไง บอกต่อๆกันด้วยครับ :-)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.