ครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับ Boss ก็เป็นเวลา 5 -6 ปีมาแล้ว…
ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กต๊อกต๋อย วิ่งไปวิ่งมาอยู่ที่ Music Bugs อยู่เลย
ช่วงเช้าของวันนั้น ผมกำลังนั่งขีดๆเขียนๆอะไรเพลินๆอยู่ ตามประสาคนว่าง หูก็ได้ยินเสียงกีต้าร์โปร่ง และ ร้องเพลงอยู่
ใจก็คิดครับว่า ใครวะ? มานั่งร้องเพลงแต่เช้า งานการไม่รู้จักทำ (ทีตัวเองก็อู้แต่ไม่รู้จักคิด)
แต่ก็ รู้สึกครับ ว่า ไอ้หมอนี่มันร้องเพลงดีมาก ดีเกินกว่าศิลปินที่ผมรู้จักหลายๆคนในตอนนั้น พอถามตัวเองว่า ตัวเราเองร้องได้อย่างเค้าหรือเปล่า คำตอบผุดออกมาเลยครับว่า ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องของเทคนิค หรือ วิธีการร้อง
แต่เป็นเรื่องของ เนื้อเสียงล้วนๆ
เรื่องเทคนิค เราฝึกกันได้ครับ แต่เรื่องเสียงร้องเพราะไม่เพราะเนี่ย ไม่สามารถครับ
คนที่มีแก้วเสียงดี คือคนที่พระเจ้ารักใคร่ และมอบเสียงดีๆให้เป็นของรางวัลครับ
“ร้องเพลงเพราะจังครับ” ผมเดินเข้าไปทักทาย Boss ด้วยประโยคนี้เป็นครั้งแรก
“ขอบคุณครับ” Boss ก็ตอบกลับมาแบบงงๆ ว่าไอ้นี่คือใครวะ
“ผมชื่อ เบลล์ฮะ เป็นพนักงานใหม่ที่นี่ แล้ว เอ่อ….(ผายมือไปทาง Boss เป็นเชิงถามไถ่)
“ผมชื่อ ตูน ครับ เป็นนักร้อง วงละอ่อน”
แล้วเราก็รู้จักกันตั้งแต่วันนั้น…
ตลอดเวลาที่ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับ Boss นั้น Boss เป็นมนุษย์ที่จริงจัง กับการทำงาน มาก ถึง มากที่สุด หรือ ที่สุด ของที่สุด ขนาดที่เรียกว่า จะสุดก็ยังไม่สุด ยังมีสุดๆไปเลยอีกขั้นหนึ่งขึ้นไปอีก
จะว่าไปก็เหมือน ขี้ไหล น่ะครับ เราไม่มีทางรู้หรอกว่ามันจะสุดเมื่อไหร่ พอรู้ตัวอีกทีก็หมดเรี่ยวหมดแรงไปแล้ว….
ผมทำงานกับ Boss และ เพื่อนๆร่วม วงของ Boss อยู่สองชุด ได้ไปอยู่กับ Boss ในวันที่ งานจ้างมีคนโคตรจะโหรงเหรง จนถึงวันที่ มีคนมาดู วงของ Boss กันเต็ม หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ไปหมด นับว่าเป็นวันเวลาที่มีค่าของชีวิตจริงๆ
Boss กล่าวอำลาชาว Music Bugs ไปด้วยรอยยิ้ม ในงานเลี้ยงที่ สุพรรณบ้านของ Boss เอง วันนั้น ผมเป็นตัวแทนเพื่อนๆน้องๆ พนักงาน กล่าวอำลา Boss ว่า…
“วันเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน มันเพียงพอและสวยงามมากครับ ขอให้เราทุกคนโชคดีและมีโอกาสเราคงได้พบกันใหม่”
ผมไม่เจอ Boss เป็นเวลา 2 ปีได้ นับจากนั้น…
จะว่าไม่เจอเลยก็จะเว่อร์ไปนิดครับ ผมยังได้เห็น Boss ออกตามสื่อต่างๆ ตอนที่โปรโมท อัลบั้ม believe บ้าง แล้ว วง bodyslam เองก็เคยมาร่วมงานที่ ออฟฟิศของผม (MTV Thailand) จัดบ้างเป็นครั้งคราว แต่เอาเข้าจริงผมก็ไม่ค่อยได้คุยกับ Boss มากนัก เพราะว่า ถึงย้ายมาที่ทำงานใหม่ ผมเองก็ถือเป็นพนักงานระดับล่างถึง ล่างที่สุดอยู่ ไม่มีเวลาไป ปั้นจิ้ม ปั้นเจ๋อ กับ ศิลปินหรอก อันนั้นถือเป็นหน้าที่ของแผนกดูแลศิลปินเขา
ในวันนั้น Boss เป็นนักร้องขวัญใจ ประชาชน เป็นแรงบันดาลใจของวัยรุ่น นับล้านคนในประเทศไทย
ผม…เป็นเด็ก ยกเหล็กอยู่ที่ MTV
คำว่าเพื่อน ของผมกับ Boss มันดูเจือจาง สำหรับผมไปแล้วในวันนั้น
ผมไม่เคยกดโทรศัพท์โทรไปคุยกับ Boss เลยเพราะว่าเกรงใจ เพื่อนเป็นคนของประชาชนไปแล้ว ไม่น่าจะว่างรับสายใคร
แต่ Boss เองก็โทรมาหาผมบ้าง เวลาที่มีคอนเสิร์ตเมืองนอกมา แล้วไม่อยากเสียตังค์…
ซึ่งผมก็ต้องไปแสดงพลังปลาซิวปลาสร้อย ด้วยการอ้างตนว่าเป็นเพื่อนกับ Boss แล้วก็จะได้บัตรมาง่ายๆ
มีครั้งหนึ่ง ผมรับ Job ไปอ่าน สปอต โฆษณา วง Bliss Sonic ที่ GMM GRAMMY
เชื่อไหมครับ ผมได้เจอ Boss ที่ห้องอัดวันนั้น
“พี่ ไมค์ที่พี่อ่าน สปอตนะ เป็นตัวเดียวกับที่ผมอัดร้องเลย” Boss ยังพูดคุยกับผมอย่างร่าเริง
วันนั้น เราคุยกันหลายเรื่อง เรื่องที่ต่างคนต่างไปเจอกัน เรื่องเพลงที่เราต่างก็ชอบลงเอยแล้ว
คืนนั้น Boss ขับรถไปส่งผมที่บ้าน จากนั้นก็เข้าบ้านผมไป หวัดดี แม่และ อา
คืนนั้น แม่ผมถึงกะสะอื้นฮะ “เค้าดีนะลูกดังแล้วก็ยังไม่ลืมเรา”
ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง แต่เพื่อนไม่เคยเปลี่ยนไปจริงๆครับ
ผมตั้งอกตั้งใจทำงาน จนเริ่มที่จะขยับตำแหน่งตัวเองจาก เด็กยกเหล็ก เป็น คนคุมเด็กยกเหล็ก และเป็น คนคุมของคนคุมเด็กยกเหล็กอีกที จนได้เป็น คนคุมของคนคุมของคนคุมเด็กยกเหล็กอีกที (มึนว่ะ)
หน้าที่การงานดีขึ้น สิ่งที่ต้องการก็เริ่มไม่ใช่เงินอย่างเดียว
พอ อุดมการณ์ในการทำงานของผมกับ ออฟฟิศเริ่มไม่ตรงกัน แถมจูนกันก็ไม่ติด ก็คงต้องมีใครซักคนเป็นฝ่าย ไป
ในตอนนั้นก็ยังนึกไม่ออกว่า ชีวิตจะไปทำอะไรดี
ผมได้รับโทรศัพท์จาก พี่ชายที่เคารพกันคนหนึ่ง ชวนไปทำงานที่ GRAMMY
“ฝ่ายไหนอ่ะพี่”
“ค่ายเพลง ว่ะ Genie Records”
โอว…นั่นมันค่ายที่ Boss อยู่นี่หว่า
ผมเข้าไป สมัครงานกับ พี่นิค เจ้านายคนใหม่ของผม และทำการบ้าน ที่พี่นิค ให้ทดลองทำ ด้วยแนวคิดแบบ Boss คือ ทำแล้วทำอีก ตรวจแล้ว ตรวจอีก จนเซ็งตัวเอง ถึงกล้าเอาไป เสนอให้ พี่นิค ดู…
ตอนนี้ ผมได้กลับมาทำงานกับ Boss อีกแล้วครับ
Boss ยังคงเหมือนเดิมเป๊ะ คือ ไม่รู้ แม่งจะละเอียดไปไหน งานทุกชิ้น ต้องตรวจแล้วตรวจอีก ดูแล้วดูอีก แก้กันจนเอือม จนหลายๆคนทนทำงานกับ Boss ไม่ไหว และยกให้ Boss เป็น ศิลปินเทพ อย่างที่หลายๆคน คงเคยอ่านเจอตามหน้าหนังสือ พิมพ์
แต่ผมเข้าใจ Boss ดีครับ…
Boss เป็นคนที่มีความเชื่อ เหมือนเพลง ของ Boss นั่นล่ะ Boss เชื่อว่าเพลงของ Boss จะเข้าไปช่วยให้กำลังใจกับหลายๆคนที่ได้ฟัง ให้แง่คิดสำหรับคนที่ยังหาอะไรยึดเหนี่ยว เพื่อที่จะมีเรี่ยวแรงออกไปต่อสู้ชีวิต ในวันใหม่ได้
คนที่มีความเชื่อที่จริงจังขนาดนี้ เวลาทำงาน มันจะจริงจังขนาดไหน…
ต้องเจอกับตัวครับ
แต่ถึงแม้ว่าทำงานกับ Boss จะเหนื่อยกว่า ทำกับคนอื่น 10 เท่า พวกเราก็ยังคง รัก และ ภูมิใจ ในตัวของ Boss เสมอ เพราะถึงแม้ว่า Boss จะเป็นคุณชาย ละเอียด ขนาดไหน นอกเวลางาน Boss ก็คือเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ที่เราจะมีได้ในชีวิตนี้เลย
เมื่อก่อน Boss เคยเลี้ยง เบียร์ ผม 1 ขวด ตามกำลังทรัพย์ในสมัยนั้น พร้อมกับยิ้มแหยๆ
“ผมจะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยงได้มากกว่านี้วะพี่”
แต่เดี๋ยวนี้ Boss เป็นคนที่ไม่ยอมให้เพื่อนออกตังค่าอะไรซักกะอย่าง เลี้ยงดะไปหมด ผมเคยไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วเจอ Boss โดยบังเอิญ พอตอนเรียกเชคบิล พนักงานเดินอมยิ้มเข้ามาบอกว่า…
“คุณผู้ชายโต๊ะนั้นเค้าจ่ายให้เรียบร้อยแล้วค่ะ”
มองไปที่โต๊ะของ Boss ก็พบกับรอยยิ้ม และตีนกาของ Boss ที่ส่งมาทักทายผมอย่างจริงใจ
ถ้าผมเป็นผู้หญิง คงคิดไปแล้วว่า Boss คงอยากเคลมโต๊ะเราแน่นอน…
คิดๆไป ถ้าผมไม่มีคำแทนตัวมันว่า Boss ผมก็อยากจะเรียกมันว่า เฮียเลี้ยง เหมือนกัน
แต่เห็นว่า Boss เป็นเหมือนหัวหน้าทีม ทั้งในเรื่องดี และเรื่อง เลวของเรา ก็เลยยกให้มันเป็น Boss
ไม่ง้นมันคงต้องมีชื่อเชี้ยๆ ไว้ใช้อีกหลายชื่อเป็นแน่แท้
ได้ร่วมงานกันคราวนี้ แล้ว ผมกับ Boss จะต้องแยกกันอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
แต่คราวนี้ ผมคงไม่บ่นน้อยอกน้อยใจเหมือนสมัยก่อนแล้ว
เพราะว่า ความเชื่อ ของ Boss ได้ถูกแบ่งมาให้ผมกำมันไว้ เพื่อเดินไปข้างหน้าตามเส้นทางของผมเองเหมือนกัน
ขอบใจจ้ะ