Archive

Archive for the ‘retrospect’ Category

ผ่านแล้วผ่านเลย

December 31, 2009 1 comment

ปี 2009 ผ่านไปซะงั้นครับ

หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไมปีนี้มันเร็วหยั่งงี้วะ?”

นั่นดิ… ยังจำได้อยู่ว่า วันนี้ของปีที่แล้ว ผมเป็นพระภิกษุ ออกบิณทบาต วันปีใหม่ อยู่เลย

จำได้ว่าเช้าวันนั้น ยังมีหลายบ้านที่กินกันจนพระอาทิตย์จับขอบฟ้า

ถนนหนทางยังมี ร่องรอยของการฉลองปีใหม่ อยู่ตามรายทางเป็นระยะๆ

วันนั้น จำได้ว่ามีไฟไหม้ที่ ซานติก้า เราตอนนั้นเป็นพระยังใจหาย กลัวว่าเพื่อนๆจะไปเที่ยวกันที่นั่น

ต้องให้ที่บ้านช่วยโทรเชคกันวุ่นวาย

เผลอ แพล๊บเดียว…ปีนึงแล้ว

หนึ่งปีที่ผ่านมาของผม มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย แต่ที่ตั้งใจจะจดจำเอาไว้อีกนานๆ น่าจะเป็นเรื่องเหล่านี้ครับ…

  • เชื่อมั๊ยว่าการบวชพระของผม เป็นแรงบัลดาลใจในการบวชให้กับเพื่อน และ เจ้านาย โดยเดือน พฤษภาคม ปี 52 ตูน บอดี้สแลม ได้บวชเป็นพระตอบแทนพระคุณ พ่อ แม่ และ ในเดือน ธันวาคม ที่ผ่านมา พี่นิค (Boss ใหญ่ของ genie records) ก็ได้บวชเหมือนกัน โดยเหตุผลที่ พี่นิค บอกกับผมก็คือ “เห็นเอ็งบวช แล้วพี่อยากบวชมั่งว่ะ” ถ้ามีคนมาถามผมว่า บวชแล้วได้อะไร ผมจะตอบว่า ได้ความภูมิใจครับ :-)
  • Michael Jackson อยู่ดีๆตายไปอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะว่าอีกไม่กี่วัน พี่แกจะขึ้นเวทีคอนเสิร์ตอยู่แล้ว ยิ่งถ้าใครได้ดู This is it จะยิ่งเสียดาย เตรียมการมาขนาดนั้น ซ้อมกันโหดสุดๆ แต่ไม่ได้แสดง… ส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกเหมือนเสียญาติผู้ใหญ่คนสำคัญไปเลยทีเดียวครับ นั่งน้ำตาซึมอยู่หลายวัน (ตอนนี้ก็ยังรู้สึกซึมๆอยู่) :-(
  • ปีนี้ผมได้รับโอกาสในการทำคอนเสิร์ต ให้วง POTATO (The Real Live Concert) ทั้งๆที่อุปสรรค ต่างๆมันจะถาโถมเข้ามากระหน่ำเราขนาดไหน แต่ความตั้งใจของ ปั๊ป วิน โอม และ กานต์จะอยู่ในใจของผม ไปอีกนานครับ :-)
  • เสียเพื่อนไป 1 คน เพราะจุดยืนและความเชื่อแตกต่างกัน ซึ่งผมว่ามันเป็นเหตุผลที่โง่เง่าที่สุดที่มีมาในโลกนี้ แต่ถ้าคนไม่มีจุดยืน ไม่มีความเชื่อ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ไอ้คนๆนั้นมันจะเกิดมาทำซากอะไร :-(
  • ปาร์ตี้ เนื้อกระทะบ้านตูน ที่มักจะจัดให้มีขึ้น ในหัวค่ำของวันเสาร์ เริ่มจากว่ายน้ำกันก่อน พอเหนื่อยได้ที่ก็ล้างเนื้อล้างตัว มาประจำที่โต๊ะยาว เปิดกระทะไฟฟ้า ใส่เนย หอมหัวใหญ่ซอย แครอท หน่อไม้ฝรั่ง เห็ดฟาง ผัดจนสุก แล้วก็เอาเนื้อวัวจากร้าน โคขุน โพนยางคำ ที่สั่งมาโดยเฉพาะ หย่อนลงไป แถมชีส ฉีกเป็นแผ่นๆ โรยหน้า…ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ น้ำจิ้มแจ่วรสลาบ ถ้วยโตๆ ผมเกิดมา 32 ปีแล้ว เพิ่งจะเข้าใจเอาปีนี้เองครับว่า ความสุขมันเป็นยังไง :-D
  • การได้เล่นไพ่กับ พี่เต็ด (ป๋าเต็ด) บ่อยๆในปีนี้ พี่เต็ดเป็น Idol ของผมมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว จำได้ว่าตอน มัธยม ต้องนอนฟังพี่เต็ดจัดรายการที่ HOT WAVE ทุกคืนถึงจะหลับลง แต่วันนี้การที่ผมได้เจอ ได้คุย ได้คุลกคลี และได้รับความไว้วางใจในหลายๆเรื่องจากพี่เต็ดนั้น เป็นสิ่งที่ผมดีใจ และ ภูมิใจที่สุดเลย(แต่ไม่นับที่เสียไพ่พี่นะครับ) :-D
  • วง Retrospect ได้ไป โชว์ที่ Wacken Music Festival ที่เยอรมันนี งานนี้ ดีใจกันหน้าบานทุกคนครับ Retrospect เป็นวงที่มีคุณภาพ และ ความสามารถจริงๆ พิสูจน์ได้จากการได้รับการยอมรับ ในระดับสากล งานนี้ เยอรมัน นี่เค้ามาชวนนะครับ ไม่ได้ขอเค้าไปเล่น อย่างที่หลายๆคน(ที่รู้ไม่จริง) ชอบมาแซว อยากให้ เปิดใจรับ Retrospect กันบ้างครับ  คุณก็ชอบพวกเค้าได้นะครับ โดยไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็น Retrorian ก็ได้ :-)
  • บ้านเรา เข้า ออกโรงพยาบาลกันจน ชินชา… แรกๆก็กลัว กลัวว่า พ่อจะเป็นอะไรไป แต่พอเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆเข้า เราก็เริ่ม ชิน ครับ อยู่จนเตียงข้างๆ หายป่วย แล้วก็มีคนใหม่เข้ามา บางคนก็ตายไปเลย ทำเอาใจเสียอยู่พักนึงเหมือนกัน แต่ในที่สุดก็เริ่มคิดได้ครับ ว่ายังไงๆ เราทุกคนต้อง ตาย กันหมดแหละ ช้า เร็ว ต่างกันตาม กรรม ตามวาระ เราจะบังคับ หรือยื้อมันได้แค่ตามกำลังที่มีเท่านั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครฝืนได้หรอก :-O
  • การที่พ่อเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ ก็มีเรื่องดีอยู่เหมือนกันครับ เพราะว่าคุณหมอ ที่รักษา พ่อ แกอยากจะให้กำลังใจ ก็เลย ยกลูกแมวสีขาวสะอาด ให้ตัวนึง เราตั้งชื่อมันว่า ไอ้ปุยเมฆ เป็นสมาชิกใหม่ ในบ้าน คู่กับ ไอ้พายุ แมวตัวเก่าของเราพอดี (มันสองตัวรักกัน ม๊าก มาก เลียกันไปมาทั้งวัน ทั้งๆที่เป็นตัวผู้ทั้งคู่…เอ๊ะ! หรือว่า…ไม่นะ!!!) :-x

The PuiMake

  • ผมได้บทเรียนสำคัญมาว่า “รู้มากไม่เป็นไร แต่รู้แล้วอย่าพูดมาก” บางครั้งที่เรา นิ่งเฉย และลงมือทำยังจะดีกว่า การที่เรา ติติติติติติ แต่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นซักกะอย่าง… แถมหลายครั้งยังทำให้ สถานะการณ์ มันแย่ลงไปอีก :-P

ปี 2552 ก็ผ่านไปแล้วครับ เป็นการผ่านไปแบบ ผ่านแล้วผ่านเลย ซะด้วย น้องๆหลายๆคนอาจจะ ยังเพลิดเพลินอยู่กับการเฉลิมฉลอง และ สนุกกับชีวิตให้เต็มที่ แต่สำหรับผม ที่อายุเข้า 32 ผมเริ่มคิดถึงการใช้เวลาที่เหลือแล้วครับ หลายๆเรื่องที่มีความสุข กับอีกหลายเรื่องที่มาพร้อมกับความทุกข์ ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป คงเหลือไว้เป็นหมอกควันของความทรงจำเท่านั้น ผมเองพยายามที่จะเรียนรู้จากทุกๆเรื่องในอดีต เพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางครั้งกลับไปทำผิดเหมือนเดิมก็มี…

แต่ผิด หรือ ถูกนัั้น อาจจะไม่สำคัญเท่ากับว่า เราได้ทำให้วันเวลาที่ เราได้รับมานั้น มีค่าแค่ไหน ซึ่งวัดได้ ด้วยหัวใจของพวกเราเองครับ

ไม่ว่าปี 2552 ของพวกเราจะผ่านไปอย่างไร แต่ปีใหม่ 2553 ที่เข้ามานั้น ขอให้เป็นอีก หนึ่งปีที่ดีที่สุดของทุกๆคนครับ

ขอให้ใช้วันเวลาที่มีได้อย่างคุ้มค่า และเป็นที่น่าจดจำ…

สวัสดีปีใหม่ทุกๆคนครับ :-D

Grammy Effect

February 10, 2008 9 comments

“ฮัลโหล เบลล์ เหรอ?”

“คร้าบ ป๊า”

“อยู่ไหนเนี่ย?”

“หน้าจุฬาคร้าบ”

“ไปทำอะไร? ทำไมยังไม่กลับบ้าน? รู้มั้ยเค้า รอกินก๋วยเตี๋ยวกันทั้งบ้าน?”

“รู้ แต่มันไม่มีรถ แท๊กซี่ รับเลยให้ทำไงอ่ะ?”

“แกร่ก….” (อ้าว วางหูกันซะงั้น)

ผมกำลังยืนอยู่หน้า จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ในมือ ถือถุงก๋วยเตี๋ยว ยืนตาละห้อย รอรถแท๊กซี่อยู่ครับ

ราวๆ ครึ่งชม.มาแล้วที่ไม่มี รถแท๊กซี่ คันไหนจอดรับผมเลย แถมต้องรีบเอา ก๋วยเตี๋ยวไป บำรุงกระเพาะน้อยๆ

ของคนที่บ้านอีก 4 ชีวิต ขณะที่ผมกำลังจะทำเรื่องไร้สาระ โดยทดลองเดินไปเรื่อยๆจนกว่าจะเรียกรถได้ อยู่นั้น…

” พี่ๆไปไหนครับ”

เป็น พี่ มอเตอร์ไซค์วิน เสื้อกั๊กเขียว จอดรถส่งยิ้มมาให้

ใจผมเองไม่อยากจะนั่ง มอไซค์ ไปไหนไกลๆเกินกว่า ร้านโจ๊กแถวบ้านเลย แต่วันนี้มันท่าจะ จำเป็น ครับ

“ไปกล้วยน้ำไท พี่”

“อืม…ไปกบผมแล้วกันรับรองปลอดภัย 120 บาทครับ” บอกราคามาเสร็จสรรพ

ชั่วโมงนี้ไม่มีอะไรต้องคิดมากกันแล้ว ผมก้าวขึ้นคร่อม มอเตอไซค์ ของลูกพี่เค้าโดยไม่ได้ต่อรองราคาอะไรเลยคิดแค่ อยากไปถึงบ้านเร็วๆก่อนที่ก๋วยเตี๋ยว จะพากันขึ้นอืดไปหมดทั้งถุง

เวลา 21:25 ไฟแดง สามย่าน

พี่เรียนที่จุฬาเหรอ? (คงถามเพราะอยากชวนคุย) – เปล่าครับ

อ้าว แล้วพี่มาทำอะไรแถวจุฬา? – (เอ๊ะ! ไอ้นี่ นี่) มาธุระครับ

แล้วพี่ทำงานหรือยัง? – ทำแล้วครับ

ทำที่ไหนอ่ะ? – แกรมมี่ครับ

แกรมมี่ ? – ครับ

เวลา 21:30 รถเริ่มเลี้ยวซ้ายผ่าน สภากาชาดไทย

เจอดาราเยอะมั๊ยพี่? (เอาแล้วไง) – ก็เยอะครับ

เคย เคย เจอ อำพลมั๊ยพี่? – เคยครับ

หา! เคยเจออำพลแล้วเหรอ?เป็นไงพี่หล่อหรือเปล่า? (ไม่ถามเปล่ามีการหันมาคุยด้วย) – ละ ละ หล่อ ครัาบ

อำพลนี่ผมชอบเค้ามากเลยนะพี่ เสียดายไม่ออกเทปแล้ว ชุดสุดท้ายนี่ ม้าเหล็กนะ ผมจำได้ ไม่เหมือนเพื่อนเค้า ไอ้ กบ ไมโครนี่แหละ ออกเดี่ยวมาด้วย พี่รู้รึเปล่าว่าชื่อชุดอะไร? (แน่ะมาลองภูมิกรูอีก) – รู้สึกจะชื่อ ฉันทนา อะไรเนี่ยล่ะครับผมจำไม่ค่อยได้

ถะ ถะ ถูกต้องนะคร้าบ!! พี่นี่ถือว่าใช้ได้ ชุดนี้ ชื่อเต็มๆว่า ฉันทนาโคโยตี้ แต่แกรมมี่ไม่ค่อยโปรโมท เลยไม่ค่อยมีคนรู้จัก (ตกลงใครอยู่แกรมมี่กันแน่วะเนี่ย)

“แต่เดี๋ยวปีนี้ ไมโครเค้าจะออกอัลบั้ม กับคอนเสิร์ต นะครับ”

จริงเหรอพี่? – จะ จะ จริงครับ

โห ดีมากเลย ถ้าออกจริงผมซื้อ คนนึงเลย – ขะ ขอบคุณครับ

แต่ถ้าไม่ออก พี่จะให้ผมทำไง? (อ้าว) – เอ่อ..ไม่รู้ครับ

เวลา 21:40 แยกสีลม

แล้วบิลลี่นี่พี่เคยเจอป่าว? – เคยครับ

โอย บิลลี่นี่ผมยิ่งชอบใหญ่ ทำไงผมถึงจะได้เจอเค้าบ้างล่ะ? – เอ่อ…พี่เค้าเปิดร้านอาหารอยู่ตรงซอยสุขุมวิท 24 น่ะ ลูกพี่ลองไปดูสิครับ (พี่บิลลี่ช่วยรับช่วงต่อไปทีนะพี่)

เจ๋งเลย! ผมจะลองไปดู แต่ถ้าผมไปแล้วไม่เจอ บิลลี่ จะให้ผมทำไงกะพี่ดี? – (Ship หาย) ก็..ไม่รู้ดิคับ

อีกทีพี่ ซอยอะไรนะ? – สุขุมวิท 24 ครับ ข้างๆเอ็มโพเรียมน่ะ

อ๋อ เอ็มโพเรียม เอ้อ แล้วพี่ไปทำอะไรที่ เอ็มโพเรียม อ่ะ? – (ไปตีกอล์ฟมั้ง) คือ…ไปซื้อของครับ

โห..ซื้อของ เอ็มโพเรียมเลยเหรอ? เงินเดือนเยอะซิท่า เงินเดือนเท่าไหร่พี่? (ตอบก็โง่ดิ) – ไม่เยอะหรอกครับ

สี่ – ห้า หมื่นถึงรึเปล่าพี่? อยากรู้ๆ (แต่กรูไม่อยากบอกไง) – ไม่ถึงครับ

21:45 หน้า สวนลุมไนท์บาร์ซ่า

พี่เคยเจอผู้หญิงหรือเปล่า? – (มันมาอีกแล้ว) เอ่อ..เคยครับ

มาช่านี่เคยเจอไหม? - เคยครับ

สวยป่ะ? – สวยครับ

แล้ว นัท มีเรีย กะ นิโคล ล่ะ – (เฮ่อ…เหนื่อย นะเนี่ย) เคยครับ

สวยป่ะ? – (ว๊ากกกก กรูจะบ้า) สวยครับ

พี่ พี่บอกผมตรงๆเลยดีกว่า ว่าที่ตึกแกรมมี่เนี่ยใครสวยที่สุด? – ข้างหน้าครับ

อะไรนะ? – ช่วยมองข้างหน้าหน่อยครับ ไม่ต้องหันมาคุยกะผมก็ด้าย

ขอโทษๆ คุยเพลินไปหน่อย ว่าแต่ พี่ว่าใครสวยที่สุดอ่ะ? – (สาด) ไม่รู้จริงๆครับ แล้วแต่คนชอบน่ะ

ผมว่า นัท มีเรีย สวยนะ สวยกว่า มาช่า อีก หรือพี่ว่าไง? – ไม่ว่าครับ แล้วแต่พี่ก็แล้วกัน

21:55 คาร์ฟู พระราม 4

พี่ครับ (อะไรอี๊ก!) ตอนแรกเราตกลง ราคาไว้ที่เท่าไหร่นะ 1oo นึงหรือเปล่า ผมความจำสั้นน่ะ – 120 บาทครับ

อ้าว! 120 เหรอ ขอบคุณครับพี่ ผมจำไม่ได้จริงๆ – ไม่เป็นไรครับ

พี่จะลอง ทิป ให้ผมอีกหน่อยก็ได้นะ อีกซํก 20 บาทเป็นไง? (อ้าว ยังไงของมรึงเนี่ย) – ….เงียบ….

ไม่ไหวเหรอพี่? - ไม่ใช่ไม่ไหวครับ แต่ตอนแรกพี่บอก 120 ผมไม่ต่อพี่ซักคำ ผมอยากจะจ่ายที่ 120 พอครับ

อ้อ! โอเคๆครับ เอาแบบตอนแรกก็ได้ (กรูต้องขอบคุณมรึง มั้ยเนี่ย)

22:00 ถนน พระราม 4 แยกกล้วยน้ำไท

ตอนนี้แกรมมี่ เค้าไม่ทำเทปแล้วเหรอพี่? หาซื้อยากมากเลย – เค้าลดจำนวนผลิตลงครับ

อ้าว! ทำไมอ่ะ – (มา! มรึงอยากรู้นักใช่มั๊ย?) คือ มันขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายครับ ถ้าเป็นกลุ่มลูกทุ่ง จะยังฟังเทปอยู่เยอะ ก็จะหาซื้อได้ง่ายหน่อย แต่ถ้าเป็น กลุ่ม วัยรุ่น อย่างพวก Retrospect เด็กๆมันเลิกฟังเทปกันแล้วก็จะไม่ผลิตครับ

นั่นไงๆ ไอ้ วงที่ร้อง ปล่อยให้ช้านตาย อะไร ซักอย่างเนี่ย (รู้จักด้วยวุ้ย!) มันไม่ยอมทำเทป ผมเลยไม่ฟังมันเลย!

พี่! ขอร้องเลย ช่วยไปบอกผู้ใหญ่ในตึก ให้หน่อยว่า “อย่าเลิกทำเทป” เพราะคนหาเช้ากินค่ำอย่างผม ไม่มีตังไปซื้อหรอก ซีดง ซีดี

ได้ไหมพี่? – ได้ครับ (ยิ้มน้อยๆ)

(ทำหน้าฉงน แล้วหันมามองหน้าผม) ว่าแต่…พี่น่ะ “ใหญ่” พอหรือเปล่า?- (อ้าว! ไอ้หอยนี่) ไม่…ไม่ใหญ่ครับ ช่วย ช่วยมองไปข้างหน้าด้วยครับ

อ้าวเหรอ (ทำหน้าเซ็งๆแล้วหันกลับไป) ถ้ามีโอกาสก็ช่วยบอกผู้ใหญ่ละกันนะ ผมมีปัญญา ซื้อได้แต่เทปนี่ล่ะ – ได้ครับ

22:05 หน้าบ้านของผมเอง

เดี๋ยวพี่จอดข้างหน้าเลยครับ

ไกลเหมือนกันนะพี่ 120 บาทไม่แพงเลยเนอะ… (ไม่แพงหรอกแต่กรูเหนื่อยหัวใจ)

ขอบคุณพี่มากเลย ที่ทำให้ได้รู้เรื่อง แกรมมี่เยอะแยะเลย (อ่ะ จ้ะ)

ผมเดินเข้าบ้านไปด้วยความเหนื่อยอ่อน หลังจากมอบก๋วยเตี๋ยวให้กับสมาชิกผู้หิวโหยแล้ว ก็อาบน้ำ จากนั้นก็มา Update Blog อันนี้ครับ

คืนนี้ ผมได้เรียนรู้ 2 เรื่องจาก ลูกพี่ นักบิด คนนั้น คือ

  1. เทปคลาสเซ็ท ยังคงเป็นที่ต้องการอยู่ในกลุ่มคนมีรายได้ต่ำ อย่าเพิกเฉยต่อมัน
  2. ถ้าวันหลังมีคนมาถามว่า ทำงานอะไร? ให้ตอบไปเลยว่า เป็นลูกจ้างเขาพี่ งานโคตรน่าเบื่อ ไม่อยากพูดถึงน่ะ!

PS. ใครที่รู้จัก พี่บิลลี่ โอแกน เป็นการส่วนตัวฝากเตือนด้วยครับว่า เร็วๆนี้อาจมี เจ้าหนู จำไม แวะไปเยี่ยมเยียน โปรดระวัง!

ำพลเมืงดี บิลลี่เข้ม

The Gifts

January 5, 2008 10 comments
    สวัสดีปีใหม่กันอีกรอบครับ

    ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา คิดว่าทุกๆคนคงจะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างสนุกสนานไปแล้ว

    ทางผมเองก็เหมือนกันครับ

    ปีใหม่นี้ ผมไป บาบีคิว ปาร์ตี้ กับ ทีมไอ้ พวก แวมไพร์ ที่ส่ง ขนมเค้ก มาในวันเกิดของผม
    พูดว่าย่าง บาบีคิว ให้มันเท่ไปงั้นล่ะ เพราะที่จริงแล้วมันคือ เตาถ่าน ใบเล็กๆ แบบที่ แม่ค้าเค้าใช้ย่างหมูปิ้ง นั่นแหละ

    อยู่กับไอ้พวกนี้ เหมือนกับได้หยุดเวลาครับ เพราะว่าพวกมันยังคุย ยังเถียงกันอยู่เรื่องเดิมๆ เช่น เทคนิคการเล่นเกม War Craft, อาทิตย์นี้ไปเดิน มาบุญครองกัน, ชอบผู้หญิงคนนี้ แต่เค้าไม่ชอบเรา ทำไงดี, ทำไม HI 5 ของมึงถึงหญิงเยอะกว่าของกู ฯลฯ

    10 กว่าปีแล้ว…

    อยู่กับเพื่อนๆกลุ่มนี้แล้ว รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลาครับ

    ส่วนคืนวันถัดมา เป็น ปาร์ตี้ จับฉลาก ที่บ้านพี่ อ๊อฟ บิ๊กแอส ซึ่งถือเป็นประเพณีประจำของทุกๆปี ที่จะต้องไปเจอกัน

    ปาร์ตี้นี้มีคนมาทั้งหมดรวม 57 คน
    ผมไม่ได้นับหรอก ใช้การคำนวณเอา ซึ่งคุณจะรู้ตอนท้ายว่าผมคิดยังไง…

    สิ่งที่เหมือนๆกันในทุกปี ที่งานปีใหม่บ้านพี่อ๊อฟ ก็คือ

    1. BIG ASS (ตอนนี้เป็น BEGINS)
    2. bodyslam (ตอนนี้กำลัง Save My Life)
    3. ศิลปินรับเชิญ
    4. ทีมงาน
    5. พี่อ้าย Hot Wave
    6. ตู้ Dart ไฟฟ้า (ก็ปาเป้านั่นแหละ)
    7. การจับฉลาก
    8. การจับฉลาก รอบพิเศษ
    9. อาหาร และ เครื่องดื่ม

    ก่อนจะพูดถึง ข้อแรก ผมขอพูดถึง ข้อสุดท้าย ก่อนเลยก็แล้วกันครับ คือ อาหารในคืนนั้น มี แกงเขียวหวานเนื้อ แกงเขียวหวานไก่ ลาบไก่ทอด ยำสิ้นคิด (ยำวุ้นเส้นน่ะ) แล้ว ก็ซี่โครงหมูย่างราดซอส บาบีคิว ซึ่ง ทุกชิ้น ย่างโดย คุณ ปาล์ม Instinct คน คนนี้มีฉายา ที่รู้กันเฉพาะพวกเราว่า “ไอ้ลูกหมี” ซึ่งเจ้าตัวก็ชอบอกชอบใจซะด้วย

    ถัดมาเป็น “เนื้อย่างสุดยอด” ของ พี่ โอ๊ค บิ๊กแอส ซึ่งสุดยอดจริงๆครับ ย่างได้แบบ คนรู้ใจเนื้อวัว เลยคือ หมักกับเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งจริงๆแล้วผมไม่รู้หรอกว่าใส่อะไรลงไปมั่ง รู้แค่ว่าสุดท้าย พี่แกใส่ แสงโสม ลงไปเกือบค่อนขวด….

    ส่วนที่ว่า สุดยอดนั้น เป็นเรื่องของเทคนิคการย่างครับ เพราะว่า พี่โอ๊ค ย่างเนื้อ ได้ แบบไม่สุกเกินไป หรือที่ภาษาของชาว สเต๊ก เค้าเรียกกันว่า Medium Rare ยังเห็นเนื้อแดง อยู่นิดนึงตรงกลางชิ้นเนื้อ พอกัดเข้าไปงี้ Juicy Juicy

    พออิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ถึงช่วงเวลา High Light ครับ นั่นก็คือ การจับฉลาก
    ปีนี้มีข้าวของหลากหลาย ครับ
    ซึ่งก็มีทั้งของที่ ดีมาก ดี ก็ดีนะ เฉยๆ เลว และ เลวมาก คละเคล้ากันไป

    คุณว่า อะไร ที่เป็นของ ที่เรามักจะจับได้บ่อยสุดๆ ในงานปีใหม่?
    กรอบรูป, โคมไฟ, นาฬิกา, พัดลม, คุกกี้, เหล้า ของพวกนี้ ถ้าใครเอามา จับ จะถูกประนามอย่างแรง ในฐานะ ไม่มีความสร้างสรรค์

    มาดูกันดีกว่า ว่าใครเอาอะไรมาบ้าง

    พี่โอม มือคีย์บอร์ด ของ bodyslam หิ้วกล่องยาวเฟื้อยมา ตอนแรกเราก็นึกว่าแกเอา คีย์บอร์ดมาจับ แต่ที่แท้ก็คือชั้นวาง CD (ลุ้นเก้อไปเลย)

    พี่ โป คนเขียนเนื้อเพลง เพราะว่ารัก ของ Retrospect เอากล่องยาวไม่แพ้กันมาจับ พอแกะออกมาเป็น กรอบรูป…( 1 โบว์ดำ)

    ไอ้โน้ต คนเขียนเพลง เพื่อนซี้ของผม เอา กรรไกร ตัดหญ้า มาจับ…สาดเอ้ย (5 โบว์ดำ)

    พี่อ้าย Hot Wave ถึงแม้ว่าขะเอา นาฬิกา มาจับ แต่ก็เป็น นาฬิกาข้อมือ Diesel ราคาหลายพัน (5 โบว์แดง)

    ปิ๊ด บอดี้สแลม เอาลำโพงสีขาว ดูทันสมัย ขนาดกำลังเหมาะกับห้องเล็กๆ มาจับ (5 โบว์แดง)

    ส่วน ตูน เอา แบรนเนอร์โปรตีนมาจับ…แต่กันคนโห่ด้วยการ ยัดตังค์ ลงไปฟ่อนนึงในกล่องด้วย (แก้ปัญหาด้วยเงิน -งดลงคะแนน)

    พี่อ๊อฟ บิ๊กแอส เอา “พระเอก ตัวจริง” มาจับ เครื่องเล่น DVD ยี่ห้อดัง ที่หน้ากล่องมีรูปใบเขื่องของ น้า สมบัติ อยู่บนนั้น (5 โบว์แดง)

    พี่หมู บิ๊ก แอส มาทำนองเดียวกัน แต่ว่า เป็น เครื่องเล่น DVD พร้อม จอ LCD ในตัว โอว! อิจฉาคนที่จับได้ (7 โบว์แดง)

    พี่กบ บิ๊กแอส เอาจักรยานมาจับ ของดี แต่ไม่มีความสร้างสรรค์ เพราะปีที่แล้วก็ จักรยาน (3 โบว์แดง)

    พี่โทน Artist Escort มือหนึ่งของประเทศไทย เอา แบรนด์ซุปไก่ มาจับ…(5 โบว์ดำ)

    “ไอ้ลูกหมี” จาก Instinct เอา “กรอบรูปอันเล็กๆ” มาจับ ซึ่งเป้นที่ประนามหยามเหยียดมาก ว่าไร้ซึ่งจินตนาการ และ ความสร้างสรรค์สิ้นดี

    พวกเรา ลองโหวตกันดูว่า ระหว่าง แบรนด์ซุปไก่ กับ กรอบรูปอันเล็กๆ เราอยากได้อะไรมากกว่ากัน ปรากฏว่า คะแนนเป็นเอกฉันท์ครับ ว่า เราอยากได้ แบรนด์ซุปไก่มากกว่า เพราะว่า ถึงจะกินไม่เป็น ก็ยังเอาไปให้ผู้ใหญ่ต่ออีกทอดได้…(รอดไปนะพี่โทน)

    งานนี้ เลยต้องมีการ ลงโทษ “ไอ้ลูกหมี” ด้วยการเต้นครับ ยังกะรับร้องมหาลัย ยังไงยังงั้น..รายละเอียดขอไม่เล่าครับ เพราะเดี๋ยวแฟนๆ Instinct เค้าจะช็อค!

    ปีนี้มีของต้องห้าม เกิดขึ้นมาใหม่อีก 2 ชิ้นครับคือ เครื่องชงกาแฟ และ กระเป๋าใส่ CD

    แล้วก็มาถึง การจับฉลากรอบพิเศษครับ นั่นก็คือ ทุกคนในงานจะต้องเอา เงิน ใส่ไว้ในขัน คนละ 20 บาท จากนั้นจะมีการทำฉลาก ชื่อ ของทุกคนใส่ไว้ใน ขันอีกอันหนึ่ง แล้วก็จะ “จับออก” ทีละชื่อ ใครที่มีชื่อเหลือ อยู่ในขันเป็นคนสุดท้ายจะได้เงินก้อนนั้นไป (ฟังดูคล้ายการพนัน นิดนึง)

    รอบแรก รวมๆตังกันได้ พันกว่าบาท ก็ขำๆดี ไม่มีซีเรียสอะไร ผู้โชคดี คือ คุณอ้อม จากมิวสิค บั๊กส์

    รอบสองพวกเรา “ลงขัน” เพิ่มเป็น คนละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 5,700 บาท (ถึงได้รู้ว่า มากัน 57 คน) งานนี้ไม่มีใคร คุยกับใครครับ เพราะว่าความโลภนั้น ได้บดบัง มิตรภาพ ที่เรามีให้กันเมื่อตอนหัวค่ำไปหมดแล้ว…

    แถมวิธีการ จับออก นั้นใช้วิธีการเดียวกับ การจับฉลากของขวัญ ทุกประการ คือ ชื่อใครถูกจับได้ ก็จะเป็นผู้ที่จับ ชื่อคนต่อไป ออกมา
    งานนี้ ไม่มีคำขอบคุณ เหมือนตอนจับของขวัญครับ…มีแต่คำสรรเสิรญในทางลบให้แก่กัน เช่น มึงจับกูขึ้นมาทำเจี้ยอะไร! สาดเอ้ย!

    สนุกจิงๆ

    ชื่อของผมสามารถเข้ารอบ 1 ใน 10 ครับ แล้วก็หล่นลงไป ส่วน น้องสาว ของผมเข้าไปถึงรอบตัดเชือกเลยทีเดียว คือเหลือแค่ สองคนสุดท้ายครับ
    และท่ามกลาง การให้กำลังใจของพวกเรา รวมถึงผมที่หวังจะมีเอี่ยวเล็กๆกับมันด้วย แล้วชื่อสุดท้ายก็ปรากฏออกมา….

    “พี่เจมส์ Sound Engineer!!!!!” (จบข่าว)

    คืนนั้นหน้าเศร้ากันทั้งพี่ทั้งน้องครับ ไม่รู้ว่า น้องผม จะถึงกับนอนไม่หลับเลยหรือเปล่า
    แต่ก็ทำให้ผมนึกถึง ประโยคหนึ่งในนิยายจีนที่ เคยผ่านตา

    “อย่าเสียดาย ในสิ่งที่ไม่ได้เป็นของเรามาตั้งแต่แรก”

    เอ้อ..ก็จริงแนอะ

    สวัสดีปีใหม่ครับ :-)

How Sweet it is

December 20, 2007 3 comments

บ่ายแก่ๆของวันนี้ ในขณะที่การประชมกำลังดำเนินไปอย่างเฉื่อยแฉะ…
โทรศัพท์ของผมก็เกิดสั่น ตื้ด!! ตื้ด!! ตื้ด!! ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ มีขลุ่ย
“สวัสดีครับ นั่น เบลล์ หรือเปล่าครับ?”
“ใช่ครับ”

“เบลล์ที่อยู่ ชั้น 33 หรือเปล่าครับ?”
“คือ มีของขวัญวันเกิดมาส่งครับ”

“ฝากพี่ ร.ป.ภ. ข้างหน้าไว้ก่อนครับ ตอนนี้ประชุมเดี๋ยวผมออกไปรับเอง”

ใช่แล้วครับ วันนี้เป็นวันเกิดของผมเอง

วันนี้เป็นวันที่ ผมอายุ 30 ปีบริบูรณ์

30 ปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก…

ผมมีความทรงจำ ที่ดีมากมาย ที่เลวก็มากมาย ได้เรียนรู้ หลายสิ่งหลายอย่าง
ทั้งที่เป็นประโยชน์ และ ไร้สาระ

ทั้งหมดนี้ประกอบขึ้นมาเป็นตัว คน คนหนึ่ง

ในวัยที่เราคิดว่า เรารู้ดีทุกอย่าง เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า ที่จริงแล้ว
เราไม่ได้รู้อะไรเลย ดีแต่เบ่งไปวันๆ

ในวัยที่เรารู้สึกรักอย่างที่ไม่เคยรักมากเท่านี้มาก่อน
แล้วเราก็ได้รู้ว่า ที่สุดแล้ว ต้องรู้จักปล่อยวาง

ในวัยที่เราห้าวสุดๆเพราะคิดว่า เรามีหน้าที่การงานที่ สุดตีน เหลือเกิน
หลังจากนั้นไม่นาน ไอ้สุดตีนที่ว่า ก็หลุดผลอย ออกจากมือไป ซะงั้น

ผมได้เรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรที่ ถูก หรือ ผิด จริงๆ
ไม่มีอะไรที่ ขาว หรือ ดำ อย่างชัดเจน (ยกเว้นเสื้อกะขอบตาของพวก เรทโทรเรียน)

โลกนี้มันเป็น สีเทาหม่นๆ ปะปนไปมา ระหว่าง ความรู้สึก กับ ความถูกต้อง

เราไม่มีสูตรสำเร็จ ในการใช้ชีวิต ไม่งั้นทุกคน คงประสบความสำเร็จกันหมด
เรามีแค่ Reference ในการใช้ชีวิต ของคนอื่นเท่านั้น
ต่างคนก็ต้อง Adapt ปรับเปลี่ยนกันไปเอง

30 ปีผ่านไปผมเพิ่งคิดได้ เมื่อบรรทัดก่อนหน้านี้เอง…

คิดไปซะยาว กลับมาเล่าต่อ ตอนที่ ประชุมเสร็จแล้ว ก็นึกขึ้นได้ ว่า มี “ของฝัน” นี่หว่า(ก็ของขวัญนั่นแหละแต่เรียกแบบจิ๊กโก๋)

ที่จริงมันไม่ใช่ “ของฝัน” ครับ

มันเป็น ขนมเค้ก Black Forrest ขนาด 2 ปอนด์

น่ากินมาก……

แต่ที่หน้าเค้กก็ดันมีข้อความที่ กวนส้นตีน มาก ดังนี้

กวนตีนนะเนี่ย

ครับ การ์ดก็ไม่มีให้ เลยไม่รู้ว่าใครส่งมา
ผมก็เดาหว่านไปเรื่อย

ว่าเป็นพวก MTV หรือเปล่า
ก็คงไม่ใช่เพราะว่า ไวยากรณ์ มันแปลก ไม่ Hip แบบ คน MTV เยย

หรือเป็นพวก Music Bugs
ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะว่า คนค่ายเพลง เค้าถือ เรื่อง MP3 กัน ล้อตัวเองมากๆเดี๋ยวจะชง

คนที่นี่ก็ไม่ใช่ เพราะว่า ก็เพิ่งซื้อเค้ก เดินเอามาให้
คงไม่ซื้อ ถึง สองก้อน เอาไว้ อำเราเนี่ยนๆ หรอก

คิดไปคิดมา ก็ ขี้เกียจคิดครับ

เวลา 30 ปีสอนผมว่า “บางเรื่องต้องรีบร้อน บางเรื่องต้องใจเย็น”
เดี๋ยวหมาจิ้งจอก ก็โผล่หาง ออกมาเอง…

แล้ว ไอ้เจ้าของเค้ก มันก็ทนไม่ได้ ต้อง ส่ง ข้อความมาถามว่าได้รับ เค้กหรือยัง?

ฮ่าๆ ไอ้วิศ ไอ้ศักดิ์ ไอ้เก็ต ไอ้นาท ไอ้โม้ เพื่อนสมัย มหาลัยนั่นเอง
ไอ้วิศ บอกว่า ตอนแรก กะจะเขียนหน้าเค้กว่า “อย่าลืมจ่ายค่าเค้กด้วย” (อืม…ก็ดีนะ)
แต่ เล่นเรื่อง MP3 ดีกว่าเพราะรู้ว่า ผมโรคจิตเรื่อง แผ่นผี ซีดีเถื่อน

คืนนี้ผมกลับมากินข้าวกับครอบครัว
แม่สงสัยว่า ลูกชายคงกลัวไม่ได้เป่าเทียนวันเกิด…
เลยถึอขนมเค้ก มาเองเลย

ขนมเค้กอร่อยมาก
ยิ่งเวลา แบ่งกันกินกับคนในครอบครัว จะอร่อยกว่าไปนั่งกิน เท่ๆคนเดียวที่ STAR BUCKS หลายเท่านัก

เวลา 30 ปี กับประสบการณ์ กินเลี้ยงวันเกิด มาแล้ว ไม่ต่ำกว่า 25 ครั้ง

กินกับเพื่อนๆ สนุกที่สุด

แต่ กิน กับ ครอบครัว มีความสุขที่สุดครับ

A Bad Dream

December 16, 2007 2 comments

เมื่อเร็วๆนี้มี เพื่อนคนหนึ่งโทรมาหาผม แล้วบอกว่า

“CD WareHouse ลดราคา 50% รีบไปด่วน!!”

ด้วยความเป็นคน บ้าซื้อ CD เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยรีบกระวีกระวาด ไป สาขาที่ใกล้ที่สุด
พ่ง เพื่อน ไม่สนมันทั้งนั้นล่ะ กูจะไปซื้อ CD

พอไปถึง ที่ร้าน ก็พบว่า อัลบั้มใหม่ๆโดนกวาดเกลี้ยงไปหมดแล้วครับ
ไม่มีเหลือดีเลย ส่วนใหญ่จะเป็น อัลบั้ม เจ๊งๆ ที่ขายไม่ออก ลดราคาให้ถูกแสนถูกยังไง ก็ไม่ได้ช่วยระบายของ ออกไปได้

ผมไปเลียบๆเคียงถาม พนักงาน ร้าน ว่าทำไมถึง ลดราคากัน สะบั้นหั่นแหลกอย่างนี้
เค้าก็บอกมาว่า
CD WareHouse Thailand จะปิดกิจการแล้ว…

แทบไม่เชื่อหูตัวเองครับ
เพราะว่า ที่นี่เป็นร้านระดับ อินเตอร์ และมีสาขาอยู่ทั่วโลก
เหมือนเป็น Burger King ของคนฟังเพลงเลย

วันน้ั้นผมเดินคอตกกลับบ้านไป พร้อม CD กิ๊กก๊อก 2-3 แผ่น
เดินไปก็ตั้งคำถามไปครับว่า ทำไมมันถึงปิดได้หว่า..

ที่จริงไม่ต้องเป็นนัก เศรษฐศาสตร์ หรือ นักบัญชีที่ไหนก็น่าจะพอเดาได้ว่า

“ที่ CD WareHouse มันปิดตัวก็เพราะว่ามัน เจ๊ง ไง!!”

และที่มัน เจ๊ง ก็เพราะว่า ไม่มีคนไปซื้อ CD….ก็แค่เนี้ย

เป็นความจริงที่ว่า CD WareHouse ขาย CD ราคาเต็ม
Sticker แปะราคาเท่าไหร่ขายเท่านั้นเลย
แต่ก็แลก กับ การมี จุด Listening Post ที่ให้เราได้ทดลองฟัง อัลบั้ม ต่างๆก่อนตัดสินใจซื้อ
การจัดวาง ชั้นสินค้าที่มี มาตรฐาน สามารถเดินเข้าไปเลือกหา อัลบั้ม ที่เราชอบได้เลย
ไม่ต้อง งง ทั้งๆที่เป็นร้านขนาดใหญ่
ส่วน Counter โปรดของผมคือ Used CD สำหรับคนที่ เบื่อ Cd เก่าของตัวเอง เอากลับมาขายต่อให้ร้าน
โดยทางร้าน จะนำแผ่นมาทำความสะอาดและ ขายต่อให้กับคนเบื้ยน้อย หอยน้อย (อย่างผม)ในราคาที่สมเหตุสมผล
พร้อมกับ พนักงาน หลายคนที่ ยืนกะลิ้มกะเหลี่ยคอยให้คำแนะ นำในการเลือกซื้อ Used CD ของเรา
คือเรียกว่า ซื้อ บริการ เพิ่ม ว่างั้นเหอะ

แต่ว่าสมัยนี้คนซื้อ Cd กันน้อยลงครับ
เพราะว่าเพลง เป็น สินค้าที่ สามารถแปรสภาพ เป็น Digital ได้
และ สามารถ หา Download ได้ง่ายมาก ตาม web bit ต่างๆ

ถึงค่ายเพลง จะพยายาม ขาย Digital Download ตามมือถือ หรือ Internet
แต่ สภาพตลาดปัจจุบัน ก็ยังมี ฐานกำลังหลักอยู่ที่ พวก ขโมย Download ฟรี อยู่ดี

แถม พฤติกรรมการฟังเพลงของคนยุคนี้ก็เปลี่ยนไปแบบ หน้ามือเป็นหลังตีน เลย
คือ 1.จากมือถือ 2.จากคอมพิวเตอร์ 3.จาก เครื่องเล่น MP3 แบบพกพา

ที่สำคัญ ทั้ง 3 แบบนี้ไม่จำเป็นต้อง พึ่งพา Tape หรือ CD ซํกกะตี๊ด

แล้วใครมันจะไปซื้อ Tape, Cd กันล่ะ?

คำถามนี้ถ้าให้ผมตอบแบบซื่อๆ ผมจะตอบว่า

คนที่เห็นคุณค่าและเคารพในลิขสิทธิ์ทางปัญญาครับ

น่าเศร้าที่คนในแบบที่ผมว่า มีน้อยยิ่งกว่าน้อยในบ้านนี้ เมืองนี้

ร้านอย่าง CD WareHouse ก้เลยต้องปิดตัวลง

ไม่มี�ีกแล้วครับ

ไม่เฉพาะแต่ร้านนี้ร้านเดียว กระทั่งร้าน พี่เปี๊ยก ดีเจสยาม ร้านโดเรมี หรือ ร้านพี่น้อง ท่าพระจันทร์
ก็กำลังอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรน

คนเหล่านี้ดำเนินธุรกิจด้วยความเชื่อครับ
เชื่อว่า สามารถดำรงชีวิตได้ ด้วยสินค้า Tape และ CD
แต่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ความเชื่อของ พวกเค้า จะถูกทำลายลง ในวันไหน

ล่าสุดก็รู้มาว่า ค่ายเพลงสากล EMI ก็กำลังปิดตัวลงอย่างถาวร ในประเทศไทย
ต่อไปนี้ ใครจะซื้อ CD ของ EMI จะต้องเป็น CD Imported เท่านั้น
เพราะว่าไม่มีการผลิตในประเทศไทยอีกแล้ว

และเมื่อขาด ร้านที่ นำเข้า CD รายใหญ่อย่าง CD WareHouse ไปอีกเจ้า
เราก็จะหาซื้อ CD ที่เราชอบ ยากขึ้น และแพงขึ้นเรื่อยๆ

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของ คนที่ ขโมย Download อยู่แล้ว
แถมจะทำให้ ผู้คนหันมา ขโมย Download กันมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมขอเดาเล่นๆว่า ถ้าจำนวนคนที่ ขโมย ยังมากขึ้นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ…

“ค่ายเพลงทุกค่าย ร้าน CD ทุกร้าน จะต้องเจ๊งภายในเวลา ไม่เกิน 10 ปีครับ”

นั่นคงจะเป็นฝันร้ายอย่างแท้จริง…

That’sMyBoy!!!

November 29, 2007 1 comment

ช่วงนี้มีเรื่องให้เครียดเต็มไปหมดครับ
กะว่าจะ บ่นโน่นบ่นนี่

แต่เมื่อเช้าได้เจอ Clip อันนี้เข้า
แหม… ได้อารมณ์ จริงๆ

บ่นไรไม่ออกเลย….

ฝาก Retrorian Kid ไว้ในอ้อมใจของทุกๆคนด้วยฮะ

กร๊ากกกกกกก

GOGORETRORIAN!!

August 20, 2007 10 comments

คนอิตาลีเค้าเรียกตัวเองว่า อิตาเลียน
คนออสเตรเลีย เรียกตัวเองว่า ออสเตเลียน
คนเกาหลี ก็เรียกตัวเองว่า โกเรียน
แต่คนที่เรียกตัวเองว่า “เรทโทรเรียน”
เค้าเป็นคนแบบไหน…

เรทโทรเรียน คือ ชนเผ่าพื้นเมือง เผ่าใหม่ ที่ปรากฏขึ้นทางประเทศแถบ South East Asia
ลักษณะทางกายภาพ ภายนอกจะดู ดำเข้ม มาตั้งกะขอบตา เสื้อ และกางเกง เดฟติ้ว ของพวกเค้า
ตามร่างกายของ เรทโทรเรียน จะประดับไปด้วย บอดี้จิวเวลี่ (เรียกสั้นๆว่า จิว)
เจาะปาก จมูก หู แก้ม ลิ้น หรือ อวัยวะไหนก็ตามที่เจาะ แล้วดูงดงาม
ส่วนเรื่องการสักนั้นเป็นเรื่อง Chill Chill สำหรับคนกลุ่มนี้ครับ
และยังไม่มีหลักฐานใดๆที่ชี้ชัดว่า การแต่งกายลักษณะนี้เป็น กฎภายในของชาว เรทโทรเรียนหรือเปล่า
แต่ที่แน่ๆก็คือ ยังไม่เคยมีชาว เรทโทรเรียน คนไหน แต่งตัวหลุดออกไปจาก ฟอร์แมท นี้เลย

ใช่ว่าคนที่แต่งกายแบบนี้แล้วจะเป็นชาว เรทโทรเรียนได้ทุกคนครับ ยังมีข้อปฏิบัติอีกหลายอย่างถึงจะพิสูจน์ได้แน่ชัดว่า
เป็น เรทโทรเรียน พันธุ์แท้ ไม่ใช่ เรทโทรเกรียน หรือ เรทโทรเสี้ยน…

ชาวเรทโทรเรียน มักจะรวมตัวกันเป็นกลุ่ม และมีสังคม ออนไลน์ของตนเอง
มีจมูกไวต่อ ข่าวสารที่พวกเค้าสนใจ
และชอบรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อ ทำกิจกรรมเข้าจังหวะ แบบหมู่คณะ

การทำกิจกรรมเข้าจังหวะ แบบหมู่คณะของชาว เรทโทรเรียน มีชื่อเรียก เป็นภาษาสากลว่า
“Mosh” ซึ่งถ้าคุณไปเปิดใน ดิก มันจะแปลว่า “เต้นร็อก”
ผมว่าแปลกันอย่างนี้ อย่าแปลดีกว่าครับ
แต่ถ้าถอดความจาก อังกิด เป็น อังกิด “Mosh” จะเท่ากับ “Hard Core Dancing” ซึ่งผมว่าน่าจะเข้าใจง่ายกว่ากัน
เยอะเลย

การเต้น “Mosh” นั้น ฮาร์ดคอร์ โคดๆครับ
ใครคิดจะมาร่วมสนุกนี่ควรจะผ่านการตรวจเชคสุขภาพกันมาให้เรียบร้อยเสียก่อน
แถมยังไม่เหมาะกับ คนชรา และ สตรีมีครรภ์ อย่างแร็ง….

ตัวอย่างท่าเต้นแบบ Mosh
Wind Mill (กังหันนรก) -ยืนกางขากว้างๆแล้วเหวี่ยงแขนทั้งสองข้างเป็นวงกลมด้วยความเร็วและแรง
และต้องหันซ้ายหันขวาไปพร้อมๆกันด้วย (ใครโดนละมรึ๊ง!!)
Tack (กระแทกตัว) – ยืนอยู่ดีๆก็กะโดดเอาลำตัวกระแทกกันซะงั้น (ท่านี้ต้องเต้นด้วยกันสองคน)
Circle Pit (หลุมอเวจี) – สร้างวงกลมในฝูงชนขึ้นมา แล้ววิ่งวนกันจนเกิดเป็น วังตระไคร้กลางลานคอนเสิร์ต
Blood Sea (ทะเลเลือด) – ท่านี้ถือเป็น มายเฟโวริต ของผมเลยทีเดียว คือใช้คนทั้ง ฮอลล์ คอนเสิร์ต แยกเป็น 2 ฝั่ง ซ้ายขวา พอให้สัญญาณ ชาว เรทโทรเรียนทุกคนจะวิ่ง เข้าใส่กันแบบลืมตาย สิ่งที่เห็นนั้น
ทำเอา กีฬา อเมริกันฟุตบอล ที่เราเห็นใน โทรทัศน์ตอนดึกๆ กลายเป็น บอลลูนสี หรือ รีรีข้าวสารไปเลย
ตัวอย่างท่าเต้นมอชครับ
ถึงแม้ว่า ชาว เรทโทรเรียน จะมีกิจกรรมเข้าจังหวะที่ หนักหน่วง รุนแรง และ เข้าขั้นเสียสติ ในบางครั้ง
แต่สิ่งที่ น่ารักที่สุดของพวกเค้าก็คือ “การให้อภัยซึ่งกันและกัน” ครับ
ผมเคยเห็น เรทโทรเรียนคนนึง โดนกังหันนรก เข้าเต็มกกหู แต่ ก็ไม่ยักกะชกกัน ทั้งคน ฟาด ทั้งคนโดนฟาด
ยกมือไหว้ ขอโทษ ขอโพยกันแทบ จะไม่รู้ว่าใครทำใครกันแน่
เพราะพวกเค้ารู้กันว่า เค้าคือพวกเดียวกัน สนุกด้วยกัน และเข้าใจกัน อย่างที่ไม่มีใครเข้าใจได้ (ใช่สิ..)

สิ่งที่พวกเค้ารัก และ ยึดถือ ร่วมกัน มีแค่ สิ่งเดียวครับ
เด็กผู้ชาย มาดเข้ม แต่ความเป็นจริง ค่อนไปทางเพี้ยนๆ 4 คน
ไอ้ 4 คนนี้ แบก ความรัก และความฝัน ของ ชาวเรทโทรเรียน ทุกๆคนเอาไว้บนบ่าเล็กๆของพวกมัน
และ คงยังเป็นอย่างนั้นต่อไป ตราบใดที่ ชาวเรทโทรเรียน ยังคง เชื่อ และ ศรัทธาใน Hero ของพวกเค้า

ถึงแม้ เราจะไม่รู้ว่า วันพรุ่งนี้จะเป็นยังไง
ดนตรี Rock จะอยู่คู่โลกนี้ตลอดไปหรือเปล่า หรือจะเฟดไปเงียบๆแบบกระแสจตุคาม
ชาว เรทโทรเรียน จะเปลี่ยนโอนสัญชาติของตนไป เมื่อ วัยล่วงเลยหรือไม่
ความรักและความผูกพันธ์ระหว่าง เด็กผู้ชายทั้ง 4 และชาวเรทโทรเรียน ที่มีให้กันในวันนี้
จะเป็นสิ่งที่ จดจำอยู่ในใจของพวกเค้า ตลอดไป
GOGO RETRORIAN!!

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.