Archive

Archive for the ‘life style’ Category

บริการอ่านแบบเหมาจ่าย

May 5, 2009 3 comments

เรื่องนี้นึกขึ้นมาได้ตอนคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งครับ

เนื่องจาก บอสและพวกเรา เป็นแก๊ง ชอบกิน จึงสรรหา อะไรโน่นนี่ มาแนะนำกันอยู่เป็น นิจ…

เนื้อย่าง ซอยทองหล่อ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อโกเบพลับพลาชัย ของทอดแบบญี่ปุ่นแถวสุขุมวิท สุกี้เนื้อพระขโนง

กินกันไม่หวาดไม่ไหว

“ไม่ไหวแล้วพี่ แพงเหลือเกิน” น้องคนนึงที่ออฟฟิศเริ่มโอด…

“อ้าวเหรอ งั้นคราวหน้า กินไร ถูกๆหน่อยก็ได้ มรึง แนะนำหน่อยละกัน”

“สำหรับผมมันต้อง บุฟเฟ่ พี่ ถึงะเรียกได้ว่าคุ้ม” ไอ้น้องนั่นตอบยิ้มๆ

“ไมอ่ะ?”

“ก็มันกินเท่าไหร่ก็ได้”​….

ไอ้ บุฟเฟ่ นี่ผมจำได้ว่ามันเริ่ม มาจากร้าน ไดโดมอน มาก่อน ที่กินอะไรก็ได้ จนกว่าจะอิ่ม ตอนนั้น เป็นที่ นิยมมากในหมู่วัยรุ่น ผมเคยไปกินกับเพื่อน สมัย มัธยม จำได้ว่ากินกันจนตระแกรงย่างดำปี๋ เค้าต้องมาเปลี่ยนให้ 5-6 รอบ หัวเราะกัน คิกคักๆ ประหนึ่งว่าใคร กินจุที่สุดจะบรรลุ ได้ถึงขั้น เมพ…

กินเสร็จ ก็หัว หู เหม็น กลิ่น หมู กลิ่น ไก่ + กลิ่นแก๊ส ไปทั่วร่างกาย…ชื่นใจ

จาก นั้นไม่นานก็ มีร้าน ญี่ปุ่น ชื่อ โออิชิ มาเปิดครับ รายนนี้หนักข้อหน่อย เพราะว่า ราคาสูงขึ้นมาจาก ไดโดมอน มาก แต่ว่ามีเมนูให้เลือกหลากหลายกว่า สามารถ เลือก วัตถุดิบ ไปให้พ่อครัวทำให้ สดๆได้ด้วย เช่นเคยครับก็เป็นที่นิยมในหมู่ครอบครัวมาก

“โอย ไปกินแค่ ยำสาหร่าย ก็คุ้มแล้ว” อา บอกผมในวันหนึ่ง

“มันคือ อะไร”

“ก็ยำสาหร่ายญี่ปุ่นไง แพงจะตาย ไปซื้อ ซุปเปอร์ ห่อนึงก็ สี่ห้าร้อยแล้วนี่ บุฟเฟ่ หัวละ 500 กินเท่าไหร่ก็ได้ คุ้มจะตาย”

จน วันที่ผมได้ไป โออิชิ จริงๆก็ได้เห็นครับว่า ไอ้ยำสาหร่ายเนี่ย มันก็คือ สาหร่ายญี่ปุ่น ชนิดหนึ่ง รูปร่างเหมือน หนังสติ๊กสีเขียว กองสุมๆกันราด น้ำมันงา กับซอสญี่ปุ่น

“อร่อย ตรงไหนวะ?” ใจไม่ได้ชอบเล้ย…แต่ก็ต้องกิน

เดี๋ยวมันไม่คุ้ม…

พวก เรา วัยรุ่น คงรู้กันดีว่า ไม่มีปัญญาหรอกครับที่จะไปกิน โออิชิ ด้วยตัวเอง ต้องรอผู้มีวาสนา เช่น พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ พาเราไปเลี้ยง ถึงจะไปนั่งชูคอ อยู่ใน โออิชิ ได้

คติเดียวในการกิน โออิชิ คือ

“แดรกให้คุ้ม”

ผมเคยโดน อาดุในโออิชิ ว่า..

“อย่าคุยกันมากได้ไหม เดี๋ยวกินไม่คุ้ม!!!”

พอก ลับบ้านก็ล้มตัวลงบนโซฟาครับ เพราะว่าโดนความ คุ้ม เล่นงานซะเต็มพุงกะทิ ทำไรก็ไม่ได้เลย ต้องอาศัยอีโนบ้าง ยาธาตุ มาบรรเทา หรือ ฮาร์ดคอร์หน่อยก็ล้วงคอ อ้วกเอา ซึ่งก็จะโดนด่าสำทับมาอีกว่า…

“เสียดาย! กินแล้วมาล้วงออกทำไม!!!”

ดูเหมือนว่า วัฒนธรรม บุฟเฟ่ จะไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องกินแต่เพียงอย่างเดียว

เดี๋ยวนี้ พวกเราต้องเสีย สตางค์ให้กับคำว่าเหมาจ่าย ไปเดือนๆไม่รู้เท่าไหร่

“ค่าโทรเดือนนี้ เป็นโปรโมชั่นแบบ เหมาๆวันละ 90 นาที เดือนละ 1,200 บาท นะคะ”

“บวก โปรโมชั่น GPRS แบบเหมาจ่ายเดือนละ 99 บาท ไม่จำกัดการใช้งาน”

“แล้วก็ บริการส่ง SMS 90 ครั้งในราคาเหมาจ่าย 200 บาท”

“และ บริการ แฮบปี้ แวมควาย เหมาเพลงทั้งค่าย แต่จ่ายแค่ 20 บาท”

“ทั้งหมด 2,109 บาทค่ะ”

“อ้าว ผมบวกยังไง ก็ได้แค่พันห้าร้อยกว่าบาท เกินมาจากไหนเนี่ย”

“ก้อ…คุณมีค่าโทรที่เกินจาก โปรโมชั่นไปอีก 590 บาทค่ะ”

โอว แม่เจ้า… กรูนึกว่า โปรกรู เป็นโปรเทพ โทรเท่าไหร่ก็ไม่เกิน เลยจ้อซะ ลำโพงไหม้ นี่ยังเกินอีกเหรอเนี่ย….นี่กรูโทรหาใครนักหนาวะเนี่ย วันๆนึง

ขนาดเหมาๆแล้วนะ…

มา คิดๆดูแล้ว ไอ้ บุฟเฟ่ หรือ เหมาๆเนี่ย มัน มาบังคับทำให้เรา ต้องกินอะไรที่เกินความต้องการ หรือกระทั่งต้องจ่าย อะไรที่ ไม่มีความจำเป็นจะต้องจ่าย

“แต่มัน กินเท่าไหร่ก็ได้ นะพี่!!”

“มรึง กินเข้าไปหมดเหรอ?”

“โทรเท่าไหร่ก็ได้ จ่ายเหมาแค่พันสองค่ะ”

“จะให้กรูโทรหาใคร นักหนา เดี๋ยวคลื่นอัลฟ่า เบ้ต้า แกรมม่า ก็แดรกหัวสมองกรูพอดี”

“จ่าย ยี่สิบบาทต่อเดือน เหมาเพลงทั้งค่าย นะคะ”

“เอ่อ…โหลดได้ สิบเพลงก็โดนค่า GPRS บานแล้วฮะ”

“อ๋อ เรามีบริการ GPRS เหมาจ่าย เดือนละ 99 บาทค่ะ สนใจไหมคะ?”

สรุปว่า ถ้าจะใช้ บริการ แวมควาย ต้องเสียตังทั้งหมด119 บาทถึงจะไม่อั้นจริง….

นี่ยังไม่นับว่า กรูไม่ได้ชอบเพลง ค่ายนี้ทุกเพลง

นานๆกรูจะชอบทีนึง…

แต่กรูก็ต้อง โหลดให้มันเยอะๆเข้าไว้

เดี๋ยวไม่คุ้ม…

พวกเรา นิยามคำว่า คุ้มค่า เอาไว้ยังไงครับ?

ปริมาณ หรือ คุณค่า

ถ้า เป็น ปริมาณ คุณคงต้อง ทำใจเอาไว้ก่อนเลยว่า สิ่งที่คุณได้มา มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณชอบ ไม่ใช่ของที่คุณอยากได้ หรือ คุณอาจจะได้รับบริการที่ ขาดตกบกพร่อง เพราะผู้ให้บริการก็ต้องคิดว่า “มรึงจาเอาอาไรนักหนา จ่ายแค่นี้แต่เหมาเอาไปหมด ก็คุ้มจาตายห่ะ อยู่แล้ว…”

และคุณก็ไม่เถียง

เนื้อจานนี้มันดำๆหน่อย ผักเหี่ยวๆ กรูก็กินได้ เพราะว่าเค้าให้กรูกินเท่าไหร่ก็ได้

กินของห่วยๆเท่าไหร่ก็ได้….

โทรศัพท์สัญญาณแย่หน่อยเข้า ลิฟท์ก็ตัด ลงลานจอดรถก็ตัด บางทีคุยอยู่ดีๆก็ตัด ก็ไม่อยากคอมเพลนอะไร เพราะว่านี่มันราคาเหมา…

สัญญาณห่วยๆ ก็ทนได้

เพลงนี้ไม่เห็นชอบเลย เพลงที่ชอบนานๆจะมาที แต่ก็สมัครไปก่อน เพราะเค้าบอกว่าเหมาทั้งค่าย

เพลงห่วยๆ โหลดได้ไม่มีอั้น…

หลาย ครั้งครับ ที่เค้าอำพวกเรา ด้วยแผนการตลาดที่คอยจะมายัดเยียดของห่วยๆ หรือของที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ แล้วผูกโบว์ด้วยคำว่า เหมาจ่าย

อย่าปล่อยให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตแบบ เหมาๆครับ เพราะส้มดีส้มเน่าเราก็ต้องรับเค้ามาหมด

เลือกในสิ่งที่ชอบจริงๆ ใส่ใจกับรายละเอียดขึ้นมาอีกซักหน่อย และใช้งานสิ่งนั้นๆ ในปริมาณที่ พอดีๆ กับเรา

ผมว่า อย่างนี้น่าจะ คุ้มค่า มากกว่า นะ…

Music is My Life

March 17, 2008 2 comments

คุณเคยฝันอะไรไว้ตอนเด็กๆครับ?

ผมมีความฝันเยอะแยะไปหมด

อยากเป็นนักเขียนการ์ตูน อยากเป็นนักร้อง อยากอยู่แกรมมี่ อยากเจอพี่เบิร์ด อยากเป็นใครซักคน…

หลายครั้งที่ผมจมอยู่กับห้วงความคิด ประเภทเพ้อฝัน ลมๆแล้งๆ เพื่อที่ชีวืตน่าเบื่อจะได้ผ่านพ้นไป

ยังจำได้ว่ามีเด็ก ญี่ปุ่น คนนึง ฆ่าตัวตาย เพราะว่าเล่นเกม มากเกินไป

เค้าเขียนใน จม.ว่า โลกนี้มันแสนน่าเบื่อ ไม่เหมือนในเกม

ไม่แน่ว่าถ้าเค้าตายไป โลกหน้าอาจจะแฟนตาซีเหมือนกับ เกมที่เค้าเล่นอยู่ก็ได้

ผมเองก็เคยคิดอะไรพรรณนั้นอยู่แว้บๆ

ยังดีที่ ผมยังมีอะไรยึดเหนี่ยวจิตใจไว้บ้าง

ดนตรี….

ถ้าเราด่วนตายไปก่อน เราคงอดฟังเพลงเพราะๆที่ จะเกิดขึ้นในอนาคต อีกเยอะเลย

ถ้าตายไปซะตั้งแต่ตอนนั้น คงไม่ได้รู้จัก Jack Johnson, John Mayer, Norah Jones, Keane, Coldplay, BIG ASS, Bodyslam หรือ ศิลปิน เจ๋งๆ อีกหลายคน

หลายครั้งที่คำในเพลง ได้ถูกใช้เป็นแรงบันดาลใจ ในการใช้ชีวิตของผม อย่าง

ชีวิต มันต้องเดินตามหาความฝัน – น้าแอ๊ด คาราบาวร้องเอาไว้ในเพลง ความเชื่อ ของ Bodyslam ที่ทำให้ผมมีแรงเดินมาจนถึงทุกวันนี้

เก็บเอาไว้บ้าง เก็บเอาไว้ เผื่อใจไว้ซักหน่อย ความรักมันเป็นเพียง แค่เรื่องเล็กน้อย ในชีวิตคนเรา เจ็บมาแล้ว ก็เจ็บไปแล้ว เจ็บมาจนเข้มแข็ง หลับซักตื่น พักฟื้น เอาเรี่ยวเอาแรง ต่อสู้ชีวิตกันใหม่ – น้าแอ๊ดคนเดิมร้องไว้ในเพลง รักต้องสู้

กอดตัวเองซะบ้าง เนิ่นนานเท่าไร มากมายเท่าไร ที่เธอนั้นมีแต่ให้ – เพลง เพื่อเธอ ของ หิน เหล็ก ไฟ ที่บอกให้เรารักตัวเอง

อดทนเวลาที่ฝนพรำ – Season Change ของ พี่บอยด์ โก

ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งเหงายิ่งห่าง อยู่บนทางนึกหวั่น นึกพรั่นความหนาว – ยิ่งสูงยิ่งหนาว ของ พี่เต๋อ เรวัต ที่เตือนให้เรารู้ว่า ถ้าคิดจะอยู่ที่สูงต้องไมม่กลัวความเหงาและ ว้าเหว่
ได้เกิดมาเจอเธอทั้งที ผิดถูกยังไงจะลองดี ซํกวัน – เพลง เล่นของสูง ของพี่ๆ BIG ASS ที่ให้กำลังใจผมเวลาอยากจะจีบใครสักคน

ประโยคพวกนี้ ผมขอเรียกว่าเป็น วรรคทอง ของยุคเลย

เพราะว่าได้บอกเรื่องดีๆกับผม มากมายเหลือเกิน ผมไม่ต้องอ่านหนังสือ จิตวิทยา  ไม่ต้องให้หมอโรคจิตมาตรวจอาการความซึมเศร้า ไม่ไปเป็นวัยรุ่น กวนส้นตีนใคร เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับการได้ฟังเพลงใหม่ๆ จากศิลปินหลากหลายทั่วโลก ที่ผลิตชิ้นงาน ชั้นเยี่ยมมาให้เราฟังไม่ได้จักหยุด จักหย่อน

ดนตรี ช่าง มหัศจรรย์ ครับ

ผมมีความเชื่อ ส่วนตัว อยู่ว่า

คนที่รักดนตรี ไม่มีคนเลว

คนเลว ไม่มีจิตใจละเอียดอ่อน พอสำหรับดนตรีหรอกครับ

งานทุกวันที่ผมทำอยู่นี่ก็เป็นงานเกี่ยวกับดนตรี และผมภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้สอดแทรกสิ่งดีๆ ลงในชิ้นงานที่ผลิตออกไป

เพื่อที่ว่า คนที่ได้รับสารจากเรา จะได้รับกำลังใจดีๆ ที่ดนตรีมีให้กับผม และเพื่อนๆ มาตลอดชีวิตบ้าง ไม่มากก็น้อย

ผมคงบอกกับทุกคนได้ว่า

ชีวิตผม คือดนตรีครับ…

ถึงแม้ว่า มันอาจจะเป็นชีวิตที่ ไม่มีคุณค่า ในสายตาของ คนรุ่นใหม่หลายคน  ที่ชอบดาวโหลด เพลงไปฟรีๆ แบบไม่มีลิขสิทธิ์

ทุกวันนี้ ผมเห็นเพื่อนๆ นักแต่งเพลง พากัน ลาวงการไป ทีละคน สองคน

เพราะว่า เดี๋ยวนี้คนไม่ซื้อ เทป ซีดี กันแล้ว

คนพวกนี้ อยู่ได้ด้วยค่า เปอร์เซ็นต์เทปครับ

เทปขายไม่ออก เค้าก็อยู่ไม่ได้

หลายๆคนอาจจะเถียงว่า ” แล้วไอ้ดาวโหลดเสียงรอสายโทรศัพท์มือถือ มันไม่ได้เงินเหรอ?”

ได้ครับ  แต่ผมเชื่อว่า ไม่มีใคร ดาวโหลดเพลงที่เราไม่ได้โปรโมทหรอก  (พวกเพลงที่เหลือของ อัลบั้มน่ะ)

ไม่โหลด คนแต่งเค้าก็ไม่ได้เงิน เทป ซีดี ก็ไม่มีใครซื้อ…

นักแต่งเพลงหน้าใหม่ เมื่อไหร่จะได้ ลืมตา อ้าปาก กับเค้า

ส่วนตัวผมเอง ก็แอบคิดไม่ได้ครับ ว่า

ถ้าเหตุการณ์ยังเป็นอยู่อย่างนี้

ซักวัน ผมคงจะไม่ได้ทำงานที่ตัวเองรักอีกต่อไป

เพลงดีๆ คงเป็นแค่ ตำนานหน้าหนึ่งที่ รอให้คนลืมเลือน

ถ้าชีวิต ของผมคือ ดนตรี

ในวันที่ ไม่มีดนตรี…

ชีวิตของผม ก็คงไม่มีความหมาย อีกต่อไป

ปล. ไม่ได้ลาตายนะครับ แต่ท้อแท้นิดหน่อย :-)

rare items

January 22, 2008 3 comments

สิบกว่าปีที่แล้ว..
สมัยที่ผมยังนุ่งกางเกงขาสั้น ผมเกรียน สวมแว่นหนาเตอะ เดินสะดุดโน่นสะดุดนี่อยู่ตามทาง
สมัยที่ชีวิตมีแต่เรื่อง ไปเรียน และ โดดเรียน
สมัยที่ เริ่มรู้สึก ร้อนๆ แถวขั้วหัวใจ เวลาที่สาวห้องข้างๆเดินผ่าน
สมัยนั้น ผมได้เงินไปโรงเรียนวันละ 60 บาท (เศรษฐีแล้วนะนั้น)
สมัยที่ เหมือนจะมีอะไร แต่ที่จริง ก็ไม่มีอะไร
สมัยนั้น ถ้าจะให้มีอะไรก็คงมีอยู่อย่างเดียว….
ผมมีดนตรีครับ…

ตอนนั้น ผมกับเพื่อนๆ เริ่มเล่นดนตรี กันด้วยความที่
ผมอยากร้องเพลง ส่วนเพื่อน อยากเล่นกีต้าร์
ก็เลยเริ่มทำวงด้วยกัน
เป็น วงโฟล์ค ง่ายๆครับ แกะ ให้เหมือนแล้วก็ไปประกวดกัน ตาม เขตการศึกษาต่างๆ
ยังจำได้ว่า ในการประกวดครั้งนึง
วง ของเราถูกประกาศชื่อ ว่า ได้ที่ 3 แหม! กระโดดโลดเต้นกันแทบแย่ แต่จริงๆแล้ว เค้าประกาศผิดฮะ (อืม…)

ด้วยความที่เราต้องแกะเพลง โฟล์ค เยอะ ก็เลยทำให้ต้องฟังเพลง โฟล์คฝรั่ง เยอะตามไปด้วย
เพลงที่ชอบเล่นสมัยนั้นจะมี Leader of the band, Longer, Autograph , This old guitar, Puff (the magic dragon)
ก็ ได้อาศัย เทป Peacock ม้วนละ 20 บาท นั่นล่ะครับ ที่ช่วยให้เราแกะกีต้าร์ได้เมื้อนเหมือน :-D

(เทปฝรั่งของแท้ ม้วนนึงเป็นร้อย ซื้อไงไหว)

และด้วยความที่หลงไหลในเสียงของ Acoustic Guitar ก็เลยหาเพลงฝรั่งที่มี Guitar Line เพราะๆมาฟังกันเพิ่มเติม
อย่าง Now & Forever ของ Richard Mark , The Boxer ของ Simon & Garfunkel หรือ Tears in Heaven ของ Eric Clapton ที่ทำให้พวกเรา บ้ากระแส Unpluged ไปเป็นปีๆ

แล้วในที่สุด ร้าน เทปใน อุดมคติของพวกเราก็ถือกำเนิดขึ้นมา

นั่นก็คือ Tower Records นั่นเอง

ช่วงนั้นผมจะใช้เวลา หลังเลิกเรียน หรือ หลังโดดเรียน ไปเดิน วนไป วนมา อยู่ที่ Tower Records
ฟังเพลงโน้น เพลงนี้ ไปเรื่อย
ผมได้เปิดโลกด้วยอัลบั้มที่เราไม่เคยรู้จัก หลายๆอัลบั้มอย่าง

Keb Mo, Dakota Moon, Earl Klugh หรือ Thom Rotella รายนี้นี่ฝังใจกันมากว่าสิบปีครับ

จำได้ว่า เย็นวันนั้น หลังจากยืนงงๆ มึนๆ อยู่เป็น ชั่วโมงๆ ในร้าน Tower Records

ใจก็อยากลองฟัง อะไรที่มัน ไฮโซๆ กะเค้าบ้าง ก็เลยลองเดินไป Counter ของ Fusion Jazz ดู
แล้วด้วยความที่เป็นคนชอบกีต้าร์ สายตาก็เลยเหลือบไปเห็น CD แผ่นนึงฮะ เป็นรูปผู้ชายนั่ง จุ้มปุ๊ก กอดกีต้าร์อยู่
อัลบั้มชื่อ Can’t Stop

น่าจะเพราะ….

แล้วก็ เพราะจริงๆครับ

เป็น Jazz แรกในชีวิตของผมเลย…

ยืนหันรีหันขวางหยิบตังในกระเป๋า ยอมกระเป๋าฉีกล่ะอาทิตย์นี้

“พี่ๆ มีเทปมั้ยฮะ”

“ไม่มีอ่ะน้อง อัลบั้มนี้มีแต่ CD Imported”

ฝันสลายครับ

CD imported แผ่นละพันกว่าบาท จะเอาปัญญาที่ไหนไปซื้อ

แถมที่บ้านก็ไม่มีเครื่องเล่น CD ด้วย

ช่วงนั้นก็เลย เดินเข้าเดินออกร้าน Tower Reccords บ่อยมาก เพื่อไป ยืนฟัง อัลบั้มนี้ ฟรีๆ

จนของเค้าหมดแผงน่ะครับ…

ตั้งแต่นั้นมาก็จดไว้ในใจครับ ว่า อีตานี่ อัลบั้มชื่อ Can’t Stop ชื่อจริงจำไม่ได้ รู้แต่ว่า นำหน้าด้วย J อะไรซํกอย่าง….

เวลาผ่านไปสิบกว่าปี

ร้าน Tower Records แปลงร่างมาเป็น CD Warehouse แล้วก็ ปิดตัวไปตามกระแส MP3

ผมได้เจอกับ อัลบั้ม Can’t Stop อีกครั้ง ใน eBay ครับ

แล้วก็ได้รู้ด้วยว่า นักดนตรีเค้าชื่อ Thom Rotella (ไม่มี J ซักกะตัว มิน่าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ…)

หลังจาก Order ไปและ รอ ร๊อ รอ เกือบๆเดือน

แล้ว CD แห่งความทรงจำแผ่นนี้ ก็มาอยู่ในมือจนได้ครับ T_T

ความรู้สึกของการได้ฟัง อัลบั้มที่รอคอยมานาน มันเอ่อล้นฮะ
มันเหมือน เราเป็นเด็ก ที่เพิ่งซื้อ เทป นูโว ชุด สุดๆไปเลย ได้ แล้วรีบวิ่งตื๋อกลับบ้าน ไปฟังอย่างใจจดใจจ่อ

เมื่อคืนนี้ผมนอนฟัง Thom Rotella “Can’t Stop” อย่างเป็นสุข

แล้วการรอคอย อันแสนยาวนาน…ก็จบลงซะทีครับ :-D

PS. ตอนนี้ พวกเรานักซื้อ CD มีความหวังใหม่เกิดขึ้นแล้วครับ นั่นคือ ร้าน Gram ที่ สยาม พารากอน
ผมเพิ่งไปถอย James Ingram เจ้าพ่อเพลง Balad ยุค 80 มาได้ (คนที่ร้องเพลง Just Once น่ะ)
ขอให้ทุกคน ลอง ไปดูฮะ ไม่แน่ว่า อาจจะได้เจอ ความทรงจำดีๆของคุณ ที่ซุกตัวอยู่ในแผง CD ก็ได้ :-)

The Gifts

January 5, 2008 10 comments
    สวัสดีปีใหม่กันอีกรอบครับ

    ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา คิดว่าทุกๆคนคงจะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างสนุกสนานไปแล้ว

    ทางผมเองก็เหมือนกันครับ

    ปีใหม่นี้ ผมไป บาบีคิว ปาร์ตี้ กับ ทีมไอ้ พวก แวมไพร์ ที่ส่ง ขนมเค้ก มาในวันเกิดของผม
    พูดว่าย่าง บาบีคิว ให้มันเท่ไปงั้นล่ะ เพราะที่จริงแล้วมันคือ เตาถ่าน ใบเล็กๆ แบบที่ แม่ค้าเค้าใช้ย่างหมูปิ้ง นั่นแหละ

    อยู่กับไอ้พวกนี้ เหมือนกับได้หยุดเวลาครับ เพราะว่าพวกมันยังคุย ยังเถียงกันอยู่เรื่องเดิมๆ เช่น เทคนิคการเล่นเกม War Craft, อาทิตย์นี้ไปเดิน มาบุญครองกัน, ชอบผู้หญิงคนนี้ แต่เค้าไม่ชอบเรา ทำไงดี, ทำไม HI 5 ของมึงถึงหญิงเยอะกว่าของกู ฯลฯ

    10 กว่าปีแล้ว…

    อยู่กับเพื่อนๆกลุ่มนี้แล้ว รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลาครับ

    ส่วนคืนวันถัดมา เป็น ปาร์ตี้ จับฉลาก ที่บ้านพี่ อ๊อฟ บิ๊กแอส ซึ่งถือเป็นประเพณีประจำของทุกๆปี ที่จะต้องไปเจอกัน

    ปาร์ตี้นี้มีคนมาทั้งหมดรวม 57 คน
    ผมไม่ได้นับหรอก ใช้การคำนวณเอา ซึ่งคุณจะรู้ตอนท้ายว่าผมคิดยังไง…

    สิ่งที่เหมือนๆกันในทุกปี ที่งานปีใหม่บ้านพี่อ๊อฟ ก็คือ

    1. BIG ASS (ตอนนี้เป็น BEGINS)
    2. bodyslam (ตอนนี้กำลัง Save My Life)
    3. ศิลปินรับเชิญ
    4. ทีมงาน
    5. พี่อ้าย Hot Wave
    6. ตู้ Dart ไฟฟ้า (ก็ปาเป้านั่นแหละ)
    7. การจับฉลาก
    8. การจับฉลาก รอบพิเศษ
    9. อาหาร และ เครื่องดื่ม

    ก่อนจะพูดถึง ข้อแรก ผมขอพูดถึง ข้อสุดท้าย ก่อนเลยก็แล้วกันครับ คือ อาหารในคืนนั้น มี แกงเขียวหวานเนื้อ แกงเขียวหวานไก่ ลาบไก่ทอด ยำสิ้นคิด (ยำวุ้นเส้นน่ะ) แล้ว ก็ซี่โครงหมูย่างราดซอส บาบีคิว ซึ่ง ทุกชิ้น ย่างโดย คุณ ปาล์ม Instinct คน คนนี้มีฉายา ที่รู้กันเฉพาะพวกเราว่า “ไอ้ลูกหมี” ซึ่งเจ้าตัวก็ชอบอกชอบใจซะด้วย

    ถัดมาเป็น “เนื้อย่างสุดยอด” ของ พี่ โอ๊ค บิ๊กแอส ซึ่งสุดยอดจริงๆครับ ย่างได้แบบ คนรู้ใจเนื้อวัว เลยคือ หมักกับเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งจริงๆแล้วผมไม่รู้หรอกว่าใส่อะไรลงไปมั่ง รู้แค่ว่าสุดท้าย พี่แกใส่ แสงโสม ลงไปเกือบค่อนขวด….

    ส่วนที่ว่า สุดยอดนั้น เป็นเรื่องของเทคนิคการย่างครับ เพราะว่า พี่โอ๊ค ย่างเนื้อ ได้ แบบไม่สุกเกินไป หรือที่ภาษาของชาว สเต๊ก เค้าเรียกกันว่า Medium Rare ยังเห็นเนื้อแดง อยู่นิดนึงตรงกลางชิ้นเนื้อ พอกัดเข้าไปงี้ Juicy Juicy

    พออิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ถึงช่วงเวลา High Light ครับ นั่นก็คือ การจับฉลาก
    ปีนี้มีข้าวของหลากหลาย ครับ
    ซึ่งก็มีทั้งของที่ ดีมาก ดี ก็ดีนะ เฉยๆ เลว และ เลวมาก คละเคล้ากันไป

    คุณว่า อะไร ที่เป็นของ ที่เรามักจะจับได้บ่อยสุดๆ ในงานปีใหม่?
    กรอบรูป, โคมไฟ, นาฬิกา, พัดลม, คุกกี้, เหล้า ของพวกนี้ ถ้าใครเอามา จับ จะถูกประนามอย่างแรง ในฐานะ ไม่มีความสร้างสรรค์

    มาดูกันดีกว่า ว่าใครเอาอะไรมาบ้าง

    พี่โอม มือคีย์บอร์ด ของ bodyslam หิ้วกล่องยาวเฟื้อยมา ตอนแรกเราก็นึกว่าแกเอา คีย์บอร์ดมาจับ แต่ที่แท้ก็คือชั้นวาง CD (ลุ้นเก้อไปเลย)

    พี่ โป คนเขียนเนื้อเพลง เพราะว่ารัก ของ Retrospect เอากล่องยาวไม่แพ้กันมาจับ พอแกะออกมาเป็น กรอบรูป…( 1 โบว์ดำ)

    ไอ้โน้ต คนเขียนเพลง เพื่อนซี้ของผม เอา กรรไกร ตัดหญ้า มาจับ…สาดเอ้ย (5 โบว์ดำ)

    พี่อ้าย Hot Wave ถึงแม้ว่าขะเอา นาฬิกา มาจับ แต่ก็เป็น นาฬิกาข้อมือ Diesel ราคาหลายพัน (5 โบว์แดง)

    ปิ๊ด บอดี้สแลม เอาลำโพงสีขาว ดูทันสมัย ขนาดกำลังเหมาะกับห้องเล็กๆ มาจับ (5 โบว์แดง)

    ส่วน ตูน เอา แบรนเนอร์โปรตีนมาจับ…แต่กันคนโห่ด้วยการ ยัดตังค์ ลงไปฟ่อนนึงในกล่องด้วย (แก้ปัญหาด้วยเงิน -งดลงคะแนน)

    พี่อ๊อฟ บิ๊กแอส เอา “พระเอก ตัวจริง” มาจับ เครื่องเล่น DVD ยี่ห้อดัง ที่หน้ากล่องมีรูปใบเขื่องของ น้า สมบัติ อยู่บนนั้น (5 โบว์แดง)

    พี่หมู บิ๊ก แอส มาทำนองเดียวกัน แต่ว่า เป็น เครื่องเล่น DVD พร้อม จอ LCD ในตัว โอว! อิจฉาคนที่จับได้ (7 โบว์แดง)

    พี่กบ บิ๊กแอส เอาจักรยานมาจับ ของดี แต่ไม่มีความสร้างสรรค์ เพราะปีที่แล้วก็ จักรยาน (3 โบว์แดง)

    พี่โทน Artist Escort มือหนึ่งของประเทศไทย เอา แบรนด์ซุปไก่ มาจับ…(5 โบว์ดำ)

    “ไอ้ลูกหมี” จาก Instinct เอา “กรอบรูปอันเล็กๆ” มาจับ ซึ่งเป้นที่ประนามหยามเหยียดมาก ว่าไร้ซึ่งจินตนาการ และ ความสร้างสรรค์สิ้นดี

    พวกเรา ลองโหวตกันดูว่า ระหว่าง แบรนด์ซุปไก่ กับ กรอบรูปอันเล็กๆ เราอยากได้อะไรมากกว่ากัน ปรากฏว่า คะแนนเป็นเอกฉันท์ครับ ว่า เราอยากได้ แบรนด์ซุปไก่มากกว่า เพราะว่า ถึงจะกินไม่เป็น ก็ยังเอาไปให้ผู้ใหญ่ต่ออีกทอดได้…(รอดไปนะพี่โทน)

    งานนี้ เลยต้องมีการ ลงโทษ “ไอ้ลูกหมี” ด้วยการเต้นครับ ยังกะรับร้องมหาลัย ยังไงยังงั้น..รายละเอียดขอไม่เล่าครับ เพราะเดี๋ยวแฟนๆ Instinct เค้าจะช็อค!

    ปีนี้มีของต้องห้าม เกิดขึ้นมาใหม่อีก 2 ชิ้นครับคือ เครื่องชงกาแฟ และ กระเป๋าใส่ CD

    แล้วก็มาถึง การจับฉลากรอบพิเศษครับ นั่นก็คือ ทุกคนในงานจะต้องเอา เงิน ใส่ไว้ในขัน คนละ 20 บาท จากนั้นจะมีการทำฉลาก ชื่อ ของทุกคนใส่ไว้ใน ขันอีกอันหนึ่ง แล้วก็จะ “จับออก” ทีละชื่อ ใครที่มีชื่อเหลือ อยู่ในขันเป็นคนสุดท้ายจะได้เงินก้อนนั้นไป (ฟังดูคล้ายการพนัน นิดนึง)

    รอบแรก รวมๆตังกันได้ พันกว่าบาท ก็ขำๆดี ไม่มีซีเรียสอะไร ผู้โชคดี คือ คุณอ้อม จากมิวสิค บั๊กส์

    รอบสองพวกเรา “ลงขัน” เพิ่มเป็น คนละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 5,700 บาท (ถึงได้รู้ว่า มากัน 57 คน) งานนี้ไม่มีใคร คุยกับใครครับ เพราะว่าความโลภนั้น ได้บดบัง มิตรภาพ ที่เรามีให้กันเมื่อตอนหัวค่ำไปหมดแล้ว…

    แถมวิธีการ จับออก นั้นใช้วิธีการเดียวกับ การจับฉลากของขวัญ ทุกประการ คือ ชื่อใครถูกจับได้ ก็จะเป็นผู้ที่จับ ชื่อคนต่อไป ออกมา
    งานนี้ ไม่มีคำขอบคุณ เหมือนตอนจับของขวัญครับ…มีแต่คำสรรเสิรญในทางลบให้แก่กัน เช่น มึงจับกูขึ้นมาทำเจี้ยอะไร! สาดเอ้ย!

    สนุกจิงๆ

    ชื่อของผมสามารถเข้ารอบ 1 ใน 10 ครับ แล้วก็หล่นลงไป ส่วน น้องสาว ของผมเข้าไปถึงรอบตัดเชือกเลยทีเดียว คือเหลือแค่ สองคนสุดท้ายครับ
    และท่ามกลาง การให้กำลังใจของพวกเรา รวมถึงผมที่หวังจะมีเอี่ยวเล็กๆกับมันด้วย แล้วชื่อสุดท้ายก็ปรากฏออกมา….

    “พี่เจมส์ Sound Engineer!!!!!” (จบข่าว)

    คืนนั้นหน้าเศร้ากันทั้งพี่ทั้งน้องครับ ไม่รู้ว่า น้องผม จะถึงกับนอนไม่หลับเลยหรือเปล่า
    แต่ก็ทำให้ผมนึกถึง ประโยคหนึ่งในนิยายจีนที่ เคยผ่านตา

    “อย่าเสียดาย ในสิ่งที่ไม่ได้เป็นของเรามาตั้งแต่แรก”

    เอ้อ..ก็จริงแนอะ

    สวัสดีปีใหม่ครับ :-)

ภาพวง bodyslam จาก MV นาฬิกาตาย

December 31, 2007 59 comments

ได้มาแล้วครับ
นี่น่าจะเป็นภาพ เส้นร้อง ของเพลง นาฬิกาตาย
เพลงนี้ผู้กำกับแอบบอกมาว่า
พวกเราจะได้เห็นภาพของ วง บอดี้สแลม น้อยลง
เพราะจะเน้น เส้นเรื่อง ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น
นี่จึงเป็นภาพ วง บอดี้สแลม หนึ่งในไม่กี่ซีนของ Music video เพลงนี้

สมารถ Click ที่รูปเพื่อไปดูภาพอื่นๆครับ

สวัสดีปีใหม่เพื่อนๆทุกคนครับ!!

A Bad Dream

December 16, 2007 2 comments

เมื่อเร็วๆนี้มี เพื่อนคนหนึ่งโทรมาหาผม แล้วบอกว่า

“CD WareHouse ลดราคา 50% รีบไปด่วน!!”

ด้วยความเป็นคน บ้าซื้อ CD เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยรีบกระวีกระวาด ไป สาขาที่ใกล้ที่สุด
พ่ง เพื่อน ไม่สนมันทั้งนั้นล่ะ กูจะไปซื้อ CD

พอไปถึง ที่ร้าน ก็พบว่า อัลบั้มใหม่ๆโดนกวาดเกลี้ยงไปหมดแล้วครับ
ไม่มีเหลือดีเลย ส่วนใหญ่จะเป็น อัลบั้ม เจ๊งๆ ที่ขายไม่ออก ลดราคาให้ถูกแสนถูกยังไง ก็ไม่ได้ช่วยระบายของ ออกไปได้

ผมไปเลียบๆเคียงถาม พนักงาน ร้าน ว่าทำไมถึง ลดราคากัน สะบั้นหั่นแหลกอย่างนี้
เค้าก็บอกมาว่า
CD WareHouse Thailand จะปิดกิจการแล้ว…

แทบไม่เชื่อหูตัวเองครับ
เพราะว่า ที่นี่เป็นร้านระดับ อินเตอร์ และมีสาขาอยู่ทั่วโลก
เหมือนเป็น Burger King ของคนฟังเพลงเลย

วันน้ั้นผมเดินคอตกกลับบ้านไป พร้อม CD กิ๊กก๊อก 2-3 แผ่น
เดินไปก็ตั้งคำถามไปครับว่า ทำไมมันถึงปิดได้หว่า..

ที่จริงไม่ต้องเป็นนัก เศรษฐศาสตร์ หรือ นักบัญชีที่ไหนก็น่าจะพอเดาได้ว่า

“ที่ CD WareHouse มันปิดตัวก็เพราะว่ามัน เจ๊ง ไง!!”

และที่มัน เจ๊ง ก็เพราะว่า ไม่มีคนไปซื้อ CD….ก็แค่เนี้ย

เป็นความจริงที่ว่า CD WareHouse ขาย CD ราคาเต็ม
Sticker แปะราคาเท่าไหร่ขายเท่านั้นเลย
แต่ก็แลก กับ การมี จุด Listening Post ที่ให้เราได้ทดลองฟัง อัลบั้ม ต่างๆก่อนตัดสินใจซื้อ
การจัดวาง ชั้นสินค้าที่มี มาตรฐาน สามารถเดินเข้าไปเลือกหา อัลบั้ม ที่เราชอบได้เลย
ไม่ต้อง งง ทั้งๆที่เป็นร้านขนาดใหญ่
ส่วน Counter โปรดของผมคือ Used CD สำหรับคนที่ เบื่อ Cd เก่าของตัวเอง เอากลับมาขายต่อให้ร้าน
โดยทางร้าน จะนำแผ่นมาทำความสะอาดและ ขายต่อให้กับคนเบื้ยน้อย หอยน้อย (อย่างผม)ในราคาที่สมเหตุสมผล
พร้อมกับ พนักงาน หลายคนที่ ยืนกะลิ้มกะเหลี่ยคอยให้คำแนะ นำในการเลือกซื้อ Used CD ของเรา
คือเรียกว่า ซื้อ บริการ เพิ่ม ว่างั้นเหอะ

แต่ว่าสมัยนี้คนซื้อ Cd กันน้อยลงครับ
เพราะว่าเพลง เป็น สินค้าที่ สามารถแปรสภาพ เป็น Digital ได้
และ สามารถ หา Download ได้ง่ายมาก ตาม web bit ต่างๆ

ถึงค่ายเพลง จะพยายาม ขาย Digital Download ตามมือถือ หรือ Internet
แต่ สภาพตลาดปัจจุบัน ก็ยังมี ฐานกำลังหลักอยู่ที่ พวก ขโมย Download ฟรี อยู่ดี

แถม พฤติกรรมการฟังเพลงของคนยุคนี้ก็เปลี่ยนไปแบบ หน้ามือเป็นหลังตีน เลย
คือ 1.จากมือถือ 2.จากคอมพิวเตอร์ 3.จาก เครื่องเล่น MP3 แบบพกพา

ที่สำคัญ ทั้ง 3 แบบนี้ไม่จำเป็นต้อง พึ่งพา Tape หรือ CD ซํกกะตี๊ด

แล้วใครมันจะไปซื้อ Tape, Cd กันล่ะ?

คำถามนี้ถ้าให้ผมตอบแบบซื่อๆ ผมจะตอบว่า

คนที่เห็นคุณค่าและเคารพในลิขสิทธิ์ทางปัญญาครับ

น่าเศร้าที่คนในแบบที่ผมว่า มีน้อยยิ่งกว่าน้อยในบ้านนี้ เมืองนี้

ร้านอย่าง CD WareHouse ก้เลยต้องปิดตัวลง

ไม่มี�ีกแล้วครับ

ไม่เฉพาะแต่ร้านนี้ร้านเดียว กระทั่งร้าน พี่เปี๊ยก ดีเจสยาม ร้านโดเรมี หรือ ร้านพี่น้อง ท่าพระจันทร์
ก็กำลังอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรน

คนเหล่านี้ดำเนินธุรกิจด้วยความเชื่อครับ
เชื่อว่า สามารถดำรงชีวิตได้ ด้วยสินค้า Tape และ CD
แต่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ความเชื่อของ พวกเค้า จะถูกทำลายลง ในวันไหน

ล่าสุดก็รู้มาว่า ค่ายเพลงสากล EMI ก็กำลังปิดตัวลงอย่างถาวร ในประเทศไทย
ต่อไปนี้ ใครจะซื้อ CD ของ EMI จะต้องเป็น CD Imported เท่านั้น
เพราะว่าไม่มีการผลิตในประเทศไทยอีกแล้ว

และเมื่อขาด ร้านที่ นำเข้า CD รายใหญ่อย่าง CD WareHouse ไปอีกเจ้า
เราก็จะหาซื้อ CD ที่เราชอบ ยากขึ้น และแพงขึ้นเรื่อยๆ

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของ คนที่ ขโมย Download อยู่แล้ว
แถมจะทำให้ ผู้คนหันมา ขโมย Download กันมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมขอเดาเล่นๆว่า ถ้าจำนวนคนที่ ขโมย ยังมากขึ้นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ…

“ค่ายเพลงทุกค่าย ร้าน CD ทุกร้าน จะต้องเจ๊งภายในเวลา ไม่เกิน 10 ปีครับ”

นั่นคงจะเป็นฝันร้ายอย่างแท้จริง…

เอากันดื้อๆอย่างนี้ อีกแล้ว

December 12, 2007 Leave a comment

วันนี้ขอมามั่วหน่อยครับ
สำหรับคนที่ยังไม่เคยดู scoop พิเศษของ Bodyslam
ดูแล้วจะได้รู้ครับว่า
ที่มา ที่ไป ของ อัลบั้ม Save My Life มันเป็นยังไง
เพลงหลายๆเพลง มีที่มายังไง
ทำไมเพลง อกหัก มันถึงดังหยั่งงี๊วะ?
จากบทสัมภาษณ์ พิเศษ จาก Bodyslam เด็มเซ้ว…
พร้อม High Light จากคอนเสิร์ต bodyslam Save MY Life Concert
โอ้ว! เรื่องราวมันมากมายอย่างนี้
ต้อง Click ไปดูโดยพลัน

Just The Two Of Us

December 8, 2007 Leave a comment

เมื่อวานนี้ ไอ้โน้ต เพื่อนซี้ ของผมคนหนึ่ง โทรมาบอกว่า
“ไปกินข้าวกัน วันนี้กูมาลาออก เผื่อไม่ได้เจอกันอีก”

ผมพยายามนึกหน้าสาวๆที่จะชวนไป Dinner ด้วย
แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกครับ สงสัยต้องไปคนเดียว

งานนี้ก็เลยมีกัน สอง คน

ผมกับ โน้ต เป็นเพื่อนกันมาตั้งกะทำงานอยู่ที่แรก
โดย โน้ต เป็นคนเขียนเนื้อเพลง ส่วนผมเป็นคนทำโปรโมท
เวลาผ่านไป 6 ปีเรากลับมาเจอกันใหม่
โน้ต ยังคง เป็นคนเขียนเนื้อเพลง
ส่วนผม เปลี่ยนอาชีพ จากคนทำ Event มาเป็นคนทำโปรโมทศิลปิน

เวลาเหมือนไม่เคยเดินเลย ตั้งแต่วันที่เราจากกัน จนมาพบกันใหม่

โน้ต เป็นเพื่อน ที่เรียกได้ว่า เป็น บัวลอย ของพวกเราในยุคนั้น
คือ เป็นทั้งเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว และ ยังสามารถ ให้พวกเรา ยืม ตังได้ในบางโอกาส
เวลายืมเงิน โน้ต โน้ต แทบไม่เคยบ่นกะเราเลย
แถมไม่เคยคิดดอกเบี้ย ซํกกะบาท…

“มันรวยนะ แต่ใจมันมาทางนี้” พี่คนหนึ่งให้ความคิดเห็นไว้

ครับ ในสมัยก่อนนั้น ที่ ค่ายเก่าของ พวกเรา
เค้าเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เท่าเทียมกัน

หมายถึง ในเรื่อง ฐานะ น่ะ
ทุกคน “จนเท่ากัน” หมด

จะ กบ จะ อ็อฟ จะ ตูน
ทุกคน นั่ง จกข้าวเหนียวส้มตำหน้าปากซอยเหมือนกันหมด (พูดแล้วหิวแฮะ)
แต่กระนั้น เราก็ยังแอบไปหาไร เท่ๆแพงๆ มากินสนอง อีโก้ ในช่วงต้นเดือน กันเสมอ
ส่วน ไอ้โน้ต ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่เหนือปัญหาการเงิน อยู่คนเดียว
กลับเป็น คนสมถะมาก มันจะไม่ค่อยกินอะไรหรูๆแพงๆ
ไม่ซื้อ อะไรที่ไม่จำเป็นต้องใช้
โน้ตเป็นคนสุดท้ายในหมู่ชาวเราที่มี โทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเอง

ส่วนพวกเรา(ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ลูกหนี้ของโน้ต)
ไปกันถึงจอสี จอ TDF กันแล้ว
แถมด่าด้วยว่า ไอ้โน้ตมันงก…มันไม่รู้อะไรหรอก

หลายคนสงสัยว่าสมัยไม่มีมือถือแล้วจะตามงานไอ้โน้ตได้ไง?
โน้ตเป็นคน “ตรงเวลา” ครับ
นัดวันไหนได้วันนั้นเลย
โน้ตไม่เคยเบี้ยวงานใครดื้อๆโดยไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้า
และทำงานได้มาตรฐาน ภายในเวลาที่กำหนด

และยังเป็นอย่างนั้นจนถึงวันนี้…
ผมออกมาจากออฟฟิศ มาที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านหนึ่ง ที่สมัยก่อนเราได้แต่ชะเง้อ มองอยู่นอกร้าน
โน้ต นั่งรอผมอยู่ก่อน แล้วตามเวลาที่นัดกันไว้เป๊ะ…
เราลอง กลั้นใจ สั่ง ข้าวห่อสาหร่าย จานละ 1,500 มาลองกินกันขำๆ
กินไปก็หัวเราะกันไปว่ามัน อร่อย ตรงไหนวะ?
สมัยที่นั่งจก ส้มตำกัน หน้าปากซอย ยังได้อารมณ์ กว่านี้เป็นกอง

แล้วก็ร่ำลากันตามระเบียบ
โน้ต บ่น กับผมว่า
“ทำไมประเทศไทยมัน มีอยู่แค่ 2 ค่ายเองวะ -
- กูออกจากที่นี่ ก็ต้องไปอยู่อีกค่ายนึง แล้วถ้ากูออกจากอีกค่ายนึงแล้ว กูจะไปอยู่ไหน?”

“มึงก็กลับมาที่นี่ไง” เอ้อ…ไม่เห็นต้องคิดมากเลย

ผมไม่รู้ว่า มันไปอยู่ที่โน่น แล้วชีวิตจะดีขึ้นไหม จะต้องไปต่อสู้อะไรกับใครมากมายหรือเปล่า
รู้ แต่ว่า ที่ค่ายโน้นได้นักเขียนเนื้อเพลง ที่ มีวินัยในการส่งงานมากที่สุด คนหนึ่งของประเทศไทย ไปแล้ว

เท่าที่เคยเจอมา คนที่มีวินัยกับชีวิต ก็มักจะประสบความสำเร็จในชีวิต ตามกันไป

ผมเชื่อว่า ซํกวันหนึ่ง เพื่อนของผมคนนี้ จะต้องเป็นนักเขียนเพลงที่ โด่งดังไม่แพ้ใครๆ แน่นอน

อย่าทำให้กูผิดหวังนะโว้ย ไอ้โน้ต

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.