Archive

Archive for the ‘friend’ Category

หลวงพี่ ไดอะรี่ (ตอนจบ)

May 5, 2009 Leave a comment

พระวินัย (พระวินัย = กฏของพระสงฆ์ ไม่ได้หมายความถึง หลวงพี่วินัย) ข้อนึง บอกว่า “ห้ามพูดเพ้อเจ้อ”

ห้ามดู ละคร คอนเสิร์ต หรือ การละเล่นต่างๆด้วย เพราะว่ามัน “ไร้สาระ”

งี้งานที่เราทำ มันก็เป็นงาน ไร้สาระอ่ะ ดิ…

สงสัยต้องใส่สาระลงไปในงานทุกชิ้นที่ทำ (สุดท้ายอาจไปลงเอยที่ สารคดี)

พระห้ามแตะตัวผู้หญิง ยกเว้นแม่ และต้องเป็นตอนที่ แม่ไม่สบายด้วย (ถือว่าไปปรนนิบัตรดูแล)

พระห้ามยืน ฉี่ ยกเว้นตอนไม่สบาย

ถ้า ทำผิดกฏ ข้อใดๆก็ตามจะต้องไป ปลงอาบ้ติ กับพระรุ่นพี่ ซึ่งการ นับรุ่นพี่ รุ่นน้องนั้น นับกันตาม พรรษาที่บวช ใครพรรษามากกว่า ก็เป็นรุ่นพี่ ไม่ได้นับกันที่อายุ

เพราะว่าการบวชทาง พุทธศาสนา ถือว่าเป็นการ เกิดใหม่ ดังนั้น แก่ หรือ เด็ก ก็ต้องมานับกันใหม่ด้วย

เป็น พระเลยได้รู้ว่า บดสวดในงานศพนั้น ชื่อว่า “เจ็ดคัมภีร์” เป็นบทสวดที่ พระพุทธเจ้า เสด็จ ขึ้นไปสวดให้ พระพุทธมารดาได้ฟัง บนสารรค์ เพื่อให้ พระพุทธมารดา บรรลุมรรคผล และไปสู่ นิพพาน

ถือเป็นบดสวดที่เป็น มงตล เลยนิยมเอามาสวดในงานศพ

ภาษาบาลี ง่ายๆ

เกสา = ผม / โลมา = ขน / นะขา = เล็บ / ทันตา = ฟัน / ตะโจ = หนัง

เพื่อน บอม เจ้าโปรเจค MRD มาบอกว่า สึกแล้วมี หลายอย่างรอให้ไปเคลียร์ และ มีประชุมรออีก 4 นัด

หนีไปไหนไม่ได้นานจริงๆ ละครสัตว์โรงนี้

ช่วงปีใหม่ไป บิณทบาตร ได้แกงได้ช้าวมากระสอบนึง แต่เอาเข้าจริงก็ ฉัน แกงได้แค่ สองถุง ที่เหลือก็ยกให้เด็กวัดไปหมด

ได้ รู้ว่า Zantiga ไฟไหม้ มีคนตายไปกว่า 50 คน สลดใจมาก เลยกรวดน้ำให้พวกเค้า ขอให้พวกเค้าหายตื่นกลัว ทำใจให้สงบ และก้าวไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

ที่ วัดคลองเตยนอก มีการสวดมนต์ ข้ามปี 2552 -2552 เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งนัดลงโบสถ์พร้อมกันทั้งวัดตอน 22:40 เราไม่มีไรทำเลย หลับรอเวลา..

มารู้สึกตัวอีกทีก็คือ เด็กวัด มาทุบประตู ปังๆๆๆๆ ตะโกน ว่า ” จะเที่ยงคืนแล้วหลวงพี่ทำอารายอยู๋!!!!!”

เดินเข้าโบสถ์เป็น องค์สุดท้าย อย่างเท่….

ไปรับงานนิมนต์ นอกสถานที่กะเค้าด้วย สวดอะไรกะเค้าก็ไม่เป็น นั่งยิ้มอย่างเดียว…

วัน นึง เราได้ยินเสียง กวาดขยะ อยู่ข้างๆกุฎิ กวาดนานมากไม่เสร็จซักทีเลยเดินออกไปดู ปรากฏเป็นป้าแก่ๆคนนึง มายืนกวาด แกบอกว่า จะมาขอกวาดลานวัดแลกข้าว น่าสงสารมาก เลยให้ข้าว และ แกงที่บิณทบาตรได้มา ไปหมดเลย ช่วงเพล พอออกมาจากกุฎิอีกที แทบไม่เชื่อสายตา… ขยะเพียบ ป้าแกเล่นกวาดจากหลายๆที่มากองหน้ากุฎิเรา พอได้อาหารจากเราไปก็ดีใจ เลิกกวาดซะงั้น…

สุดท้ายต้องกวาดเอง…

เป็นพระห้ามฉัน Dinner เราเองก็ไม่กินนะ แต่ดึกชอบฝันว่า ไปกินตามร้าน ญี่ปุ่นมั่ง เกาหลีมั่ง จีนมั่ง กินซะอิ่มแปล้เลย

สิ่งที่นักบวชต้องพึงระลึกอยู่เสมอคือ เราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ เพื่อระงับความ อาลัยอาวรณ์ อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์…

จุดหมายของนักบวชคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ จึงไม่ควรยึดติดกับสิ่งใดๆ

ทุกอย่างบนโลกใบนี้สุดท้ายก็คือ ความว่างเปล่า

ไม่มี เรา ไม่มี เขา ไม่มี ความสุข ไม่มี ความทุกข์ ไม่มี ความกลัว

ในวันสุดท้ายของการบวช ออกเดินบิณทบาตร เป็นครั้งสุดท้าย ได้เห็นแสงอาทิตย์จับที่ขอบฟ้า…

ชีวิตช่างเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ จริงๆ

ใน วันที่สึก พระอาจารย์ ให้อธิฐาน เป็นครั้งสุดท้าย เราขอให้ ทุกคนบนโลกใบนี้ รักกัน อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่แบ่งเรา แบ่งเขา เพราะสุดท้าย ทุกคนอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน ฟ้าก็ฝืนเดียวกัน เลือดก็สีแดงเหมือนกัน

ขอให้ความสงบจงเกิดขึ้นในใจของทุกๆคนครับ :-)

วันที่ bell ไม่อยู่

December 10, 2008 Leave a comment

ผมกำลังจะลาโลกนี้ไปครับ…

ลาจากโลกที่แสนวุ่นวาย

โลกที่ลวงตาเราด้วยภาพความฝัน

แล้วก็ล่อลวงให้เราเดินเข้าไปสู่วังวนของ การแก่งแย่ง ชิงดี

ทั้งๆที่ ของที่เรา ไป แย่ง ไปตบตี กับเค้า เนี่ย

เดิมที…มันก็ไม่ใช่ของๆเราซะหน่อย

ผม เบื่อหน่าย กับ ชีวิตที่จะต้อง คอย จูน ความต้องการ และ ผลประโยชน์ ของคนหลายๆ ฝ่าย ให้ตรงกัน

ทั้งๆที่ มันไม่มีวันที่จะตรงกันได้จริงๆ

โลกนี้คือ ละครสัตว์ ที่แสนจะวุ่นวาย เหลือเกิน…

ผมจะขอ อนุญาต ผู้เล่น และ ผู้ชม ทุกๆท่าน เดินออกจาก เต๊นท์ หลังนี้ออกไป

ไปสู่โลกที่สงบกว่า เรียบง่าย และเป็นจริงกว่า…

ผมจะบวชเป็นพระ แล้วครับ

ขอไป นั่งสงบๆ ทำใจให้สบาย ไม่มีเรื่องทุกข์ในใจ ซัก 15 วัน

แล้วจะกลับมาเจอกับทุกๆคนใหม่ครับ

ส่วน ใครที่สนใจไปร่วมงาน ล่ะก็ 21 ธันวาคมนี้ ที่วัดคลองเตยนอก ใกล้ๆกรมศุลกากรครับ

7 โมงเช้าจะเริ่มโกนหัว

มีกาแฟและอาหารเลี้ยงครับ :-)

ก่อนที่จะลืมมันไป

November 7, 2008 12 comments

มีเรื่องหลายเรื่องในชีวิตของผมครับที่มัน น่าจดจำเหลือเกิน 

แต่ก็ดันลืมๆ มันไปบ้าง…

น่าจะเป็นเพราะว่า ยิ่งชีวิตของเราผ่านการเดินทางมานานเท่าไหร่ 

เรื่องราวที่เราได้เจอมันก็มากขึ้นเท่านั้น…

พอเรื่องราวๆต่างๆมันมากขึ้น เราก็มักจะเลือกจดจำ เรื่องราวที่เราอยากจะจำ 

แต่ บางเรื่องเราก็ลืมมันไปซะงั้นครับ 

ทั้งๆที่มันน่าประทับใจ มั่กๆ

มีเรื่องที่ คืนนี้ นึกได้ขึ้นมา เลยต้องรีบมาเขียนไว้ก่อน กันลืม..

ครั้งแรกที่เข้ามาทำงานที่ แกรมมี่ นั้น สิ่งที่ผมเกร็งมากกกก มีอยู่ สองอย่างครับ

  1. ก็คือ ผลงานชิ้นแรกของผม นั่นคือ การทำโปรโมทให้กับ วง Retrospect ซึ่งถือว่า โชค และ จังหวะเข้าข้างกันสุดๆ เพราะตอนนี้ วง Retrospect นับเป็น วงร๊อก ระดับแนวหน้าวงหนึ่งของเมืองไทยไปแล้ว เดี๋ยวนี้เดินไปไหนก็ยืดครับ
  2. อันนี้หนักข้อหน่อย คือการกลับมาทำงานกับ บอส อีกครั้ง เพราะว่าสมัยก่อนนั้น ที่ มิวสิค บั๊กส์ ผมเองยังเป็น เด็กน้อย ไร้เดียงสา คิดหรือทำอะไรก็ยังไม่รอบคอบ ถึงแม้ว่าจะได้ไปฝึกพิเศษกับ MTV เกือบๆ 3 ปี ก็ยังหวั่นใจอยู่ ว่า อนาคตของเรา กะ วง บอดี้สแลม จะเป็นยังไงหนอ เค้าจะเปิดใจรับเราหรือเปล่าหว่า….

คิดโน่นคิดนี่ไปก็เท่านั้นครับ เราไม่มีวันได้รู้หรอกว่า เราจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำจริงๆ 

ผมจึงใช้เวลาช่วงนั้นในการทำการบ้าน เกี่ยวกับ บอดี้สแลม ไปเรื่อยๆ วางแผนอะไร ดะไปหมด โดยอาศัย นัดประชุม กะบอส และ วง พี่อ๊อฟ พี่ กบ (Big Ass) ซึ่งก็พอจะได้ข้อมูลมาแบบ เลือนราง เพราะว่าในช่วงนั้น เพลงโปรโมท และ Direction ของอัลบั้ม Save My Life นั้น ยังอยู่ใน ระหว่างการพัฒนาอยู่ 

“แค่ห้องประชุม น่ะไม่พอหรอกครับ เบลล์ พี่โทนว่า เบลล์ต้องไป ร่วมหัวจมท้ายกับพวกเราซักพัก” พี่โทน พี่ใหญ่ของพวกเรา ตั้งกะสมัย มิวสิค บั๊กส์ จนมาทำที่แกรมมี่ด้วยกัน ให้คำแนะนำแก่ผม อย่างหวังดี

“ยัง ไงอ่ะพี่?” 

“นี่เลย…เดี๋ยวเราจะไปคอนเสิร์ต เอ็มร้อยห้าสิบ กันที่ สมุทรปราการ พี่อยากให้ เบลล์ โดดขึ้นรถไปกะพวกเราด้วย จะได้ไปรื้อฟื้น ความหลังกันหน่อย” 

ผมตัดสินใจ ไปกับ วง บอดี้สแลมในคืนนั้น เพราะเห็นด้วยกับแนวคิดของ พี่โทนครับ แถมอยากดู บอดี้สแลม เล่นด้วยว่า พวกเค้าจะพัฒนา จากสมัยก่อนไปถึงขั้นไหนแล้ว…” 

จำได้ว่า ผมไปถึงที่ นัดหมายก่อน เวลาเล็กน้อย พวก วง บอดี้สแลม ยังทำเพลงกันอยู่ที่บ้าน ของ พี่อ๊อฟ อยู่เลย แต่รถตู้ก็มาจอดรอเรียบร้อยแล้ว ผมเลยเข้าไปนั่งรอ ชิลๆในรถก่อน…

“อ้าว..สวัสดีคร้าบบบ พี่เบลล์” บอสยื่นหน้าเข้ามาทักทายผม ในรถอย่างอารมณ์ดี หลังจากนั่งรอได้สักพัก…

“หวัดดี ตูน” จำได้ว่าทักได้แค่นั้นฮะ เพราะว่ายังเกร็งๆอยู่

แล้วเราก็ เดินทาง สมุทรปราการด้วยกัน ตลอดทางนั้น ผมได้คุยกับ บอส น้อยมาก เพราะว่า บอสเล่นนั่ง เบาะหน้า ข้างคนขับเลย ซึ่งผมมารู้เอาตอนหลังว่า บอสจะนั่งหน้าเป็นประจำ…

จนเมื่อไปถึงบริเวณงานแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกร็งเข้าไปอีกครับ เพราะว่า วันนั้น มี Big Ass-Bodyslam-Potato-Endorphin กำลัง Standby กันหลังเวที ส่วนผมไปเดิน เกาะๆแกะๆ อยู่แถวนั้น หน้าที่อะไรก็ไม่มี 

สิ่งทีผมไม่ชอบมากๆก็คือ เวลาที่ชาวบ้านเค้ากะลังตั้งใจทำงานกันอยู่ แล้ว เราดันไม่มีอะไรจะทำ มันทำให้รู้สีกไร้ค่ายังไงพิกล

ผมเห็น ปิ๊ด นั่งเล่นอยู่ที่งานแล้ว ก่อนที่รถตู้ วง จะไปถึงซะอีก ได้ความมาว่า ปิ๊ด มีธุระอื่นอีก เลยขับรถมาเอง…

“เป็นไงบ้างพี่ ยินดีที่ได้กลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้ง นะพี่!” ปิ๊ด กล่าวต้อนรับ ผมอย่างอบอุ่น พร้อมยื่นมือ มาบีบมือผมแรงๆอีกหนึ่งที

“ทำงานกับพวกเราก็ไม่ยากอะไรหรอกพี่ จูนกะ ไอ้ตูนให้ติดก็สบายแล้ว” ปิ๊ด แนะนำผมอย่างเป็นกันเอง

(แล้ว ตูจะจูนกะมันยังไงหว่า….)

ปรากฏว่า บอส เองต่างหากครับที่เป็นฝ่ายเดินมาชวนผมพูดคุย ก่อน..

“พี่ ผมอยากให้พี่ลองฟังเพลงใหม่ของพวกเราก่อน…ไม่รู้จะช่วยไรได้รึเปล่านะพี่ แต่ผมอยากให้พี่ลองฟังดู” บอสยื่น ไอพอด กับหูฟังอันเขื่องมาให้ผม ลองฟัง เดโม แรกของ อัลบั้ม Save My Life

นั่นคือเพลง ยาพิษ นั่นเองครับ (วันนั้นรู้สึกเหมือนได้ World Premiere เป็นการส่วนตัว) 

เพลงนี้มัน เจ๋งยังไง ผมคงไม่ต้องอธิบายความรู้สึก ของผมในวันนั้นแล้วเนอะ เพราะทุกๆคนคงรู้จักเพลงนี้กันดีอยู่แล้ว เผลอๆจะรู้จักมันดีกว่าผมเองด้วยซ้ำ…

คืนนั้น รู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะได้ฟัง เดโม เจ๋งๆแล้ว มีไฟในการคิดงานขึ้นอีกเพียบเลย 

แต่นั่น มันเรื่อง จิ๊บๆ ครับ 

ที่ ไฮไลท์ กับชีวิตมากเลยคือ ตอนที่คอนเสิร์ตเล่นไปแล้วต่างหาก 

จำได้แม่นโคตรๆ เลยก็คือ ตอนนั้น บอสกำลังจะร้องเพลง ความเชื่อ ซึ่งเป็นเพลงที่บอสจะเล่น ตอนใกล้ๆจบคอนเสิร์ตแล้ว 

ผมซึ่ง ยืนแอบๆอยู่ ด้านข้างเวที อยู่ๆก็ถูกแรงดัน จากด้านหลัง และ แรงกระชากจะด้านหน้า โดย ทีมงาน Stage สองสามคน ทั้งดึง ทั้งดันให้ ผมไปปรากฏตัวอยู่บนเวที ในขณะที่ อินโทรของเพลง ความเชื่อ กำลังเล่นอยู่! 

“Ship หายแล้ว แม่รง เล่นไรกันวะเนี่ย!!!” 

บอสเดิน ยิ้มเข้ามากอดคอผมไว้แน่น และ พาผมมาหน้าเวที ซึ่งต้องจำยอมแล้วครับ เพราะการขัดขืนหรือ วิ่งหนี จะทำให้โชวนี้กร่อยไปถนัด

ผมเองก็ไม่อยาก ทำลายโชว์ บอสลง ด้วยมือตัวเอง..

เอาวะ! บอสเอาไงก็คงต้องตามนั้นแล้วล่ะ !

จำได้ว่าตอนนั้น หน้ามึน สมองพร่าไปหมดฮะ เสียงเฮของคนนับหมื่นดังระงมไปหมด เพราะคิดว่าผมเป็นผู้โชคดีได้ไป่วมสนุกกับ บอดี้สแลม บนเวที

“ตลอดชีวิต ชั้นเชื่อในสิ่งที่ คี๊ดดดดดดดด” บอสมันร้องถึงท่อนไหนแล้ววะ แล้วมันจะยื่นไมค์ ให้ตูท่อนไหนวะ โอว กรูเครียด…

“ไอ้เพลงความเชื่อนี่ ท่อนฮุค มันร้องยังไงวะ?”​

“แล้วถ้าถ้าตูร้องผิดคนมันจะโห่มั๊ยวะเนี่ย?”

 ความคิดพวกนี้วิ่งวนอยุ่ในหัวของผมเป็น ล้านๆรอบ ภายในเวลาไม่ถึงนาที ยอมรับว่ามึนฮะ! มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ บอสมันยื่นไมโครโฟนมาที่ปากแล้ว!!!

“ฉี่วิด หมั่นต้องเดินตามหาความฝานนนนนนน…” ร้องออกมาตามมีตามเกิดแล้วครับตอนนั้น 

ตื่นเต้น แล้วก็สนุกมากครับ…

วันนั้นผมได้รับการต้อนรับที่ อบอุ่น จากทีมงานทุกๆคน อาการเกร็งๆในตอนแรกหายไปหมดแล้ว 

และที่ตกตะกอนอยู่ในใจก็คือ พลังที่ได้รับมาจากบอสในวันนั้น ให้มีแรงที่จะทำงานให้ดี ให้สมกับ โอกาสดีๆที่ผมได้รับมาอีกครั้ง ในฐานะ Promoter ของ Bodyslam และ อีกหลายศิลปิน ของ Genie Records 

เมื่อกลับไปนึกถึงเรื่องนี้ทีไร ต้องอมยิ้มทุกครั้งครับ แหม…ตู ทำไปได้…

สำหรับผมเองนั้น เรื่อง จะเรื่องดีๆหรือเรื่อง แย่นั้น ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อชีวิตครับ

เรื่องดีๆจำไว้เพื่อเป็นกำลังใจ เรื่องแย่ๆก็จำไว้เพื่อตอกย้ำเตือนใจ 

แต่ถ้าจะให้ลำดับความสำคัญล่ะก็…

ผมขอเลือกที่จะจดจำเรื่องดีๆก่อนครับ 

เพราะว่า โลกเราทุกวันนี้ มีเรื่องแย่ๆให้เจอมากเกินไปแล้ว….

The Result is…

October 31, 2008 Leave a comment

เย็นวันนี้ ถือว่าเป็น อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ผมชอบมากกกก

เพราะว่าเป็น วันศุกร์ และ งานไม่สุมหัว เจ้านายก็ลาหยุด….

ชิล ชิล เลย

หลังจากที่ บอสมาโชว์ท่าเซิ้ง หมอลำซิ่ง ให้ดูก่อนที่จะไปเล่นคอนเสิร์ต แล้ว

ผมก็พิมพ์คอม ตรวจงานไปพร้อมกับฟังเพลง ประกอบภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง ที่เจ้า Nap Retrospect มาเปิดให้ฟังอยู่ข้างๆ 

กะลังฟังเพลิน หมอ ก็เปลี่ยนอารมณ์ เป็น ฮาร์ด คอร์ซะงั้น แป๊ปนึง ก็กลับมาเป็น ไทยเดิม ลูกกรุง ลูกทุ่ง Rock แจ็ส อะไรให้วุ่นไปหมด 

“ไหนว่า ร๊อก ไงวะ?” 

“โด่…พี่ แน้ป เป็นคนฟังเพลงหลายแบบ….” 

ครับ วันนี้เป็นอีกวันที่ Retrospect เข้ามาทำงานในตึก แกรมมี่ เพราะว่ามีสัมภาษณ์เรื่องเบื้องหลัง คอนเสิร์ตที่เพิ่งผ่านพ้นไป…

เกือบๆ สองปีแล้วที่ผมได้รู้จักและร่วมงานกับ Retrospect วงดนตรีที่ได้ชื่อว่า ฮาร์ดคอร์ ที่สุดวงหนึ่งของเมืองไทย

จนถึงวันนี้ พวกมันยังคงเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อเล่น ตลอดมา…

“พี่ๆน๊อต อยากเล่น เกมส์ วัลคีรี โปรไฟล์ ของ ดีเอสอ่ะ เมื่อไหร่จะออก” 

“พี่เบลล์ๆ บอมขอทำ ปก DVD คอนเสิร์ตเองได้ป่ะ?” 

น่ารักซะไม่มี….

แต่บนเวทีอย่างโหด…

อยู่กับพวก Retrospect แล้วเหมือนได้เป็นเด็กอีกครั้งครับ (แต่เป็นเด็กที่ โหดสัดอ่ะ) 

มีข่าวดีใหม่สำหรับพวกเราก็คือ Retrospect กำลังจะได้เป็น Presenter ให้กับ จักรยานยนต์ ยี่ห้อหนึ่ง 

และ จะมีการถ่ายทำ หนังโฆษณา กันถึงเมืองนอกเมืองนา…

อเมริกา โน่นเชียว 

“เจ๋งว่ะ แน้ป” ผมก้มหน้าก้มตา พิมพ์งานไปด้วยคุยกะมันไปด้วย 

“แต่เหนื่อย นรกอ่ะพี่ เพราะ แน้ป ต้องทัวร์ คอนเสิร์ตไปด้วย ไม่ได้พักเลย” 

ผม อมยิ้ม เพราะเรื่องอย่างนี้ พวกเรารู้อยู่แก่ใจว่า เหนื่อยเพราะงานหนัก ดีว่า เหนื่อยใจเพราะไม่มีอะไรจะทำ

“พี่ นึกถึง ประโยคหนึ่ง ในหนังเรื่องโหมโรง ว่ะ แน้ป”

“ประโยคไหนพี่?” 

“ตอนที่ พ่อของพระเอก กำลังจะสอนวิชา ดนตรีไทยให้ กับพระเอก ก็พูดออกมาว่า 

ให้ตั้งใจ ศึกษา วิชาดนตรีจะพาเจ้าไปสู่ดินแดนที่ไม่รู้จัก ได้เจอผู้คนอีกมากมาย…”

แน้ป หันมามองผม ด้วยสายตาลึกซึ้ง…[>_<]

ผมก็ยิ้ม บางๆให้มัน

ผมเชื่อว่าคนที่ รักและ ศรัทธาในดนตรีนั้น

จะได้ที่พักพิง ของหัวใจ ที่อบอุ่นครับ

ไม่ว่า จะเล่นดนตรี แนวไหน จะโหดจะ บ้า จะนุ่ม จะ ตื๊ดดดด แค่ไหน

จุดหมายปลายทางของดนตรีก็คือ การมอบความสุขให้แก่ผู้ที่ เสพดนตรีครับ

และ แน่นอนว่า คนที่เล่นดนตรีนั้น ย่อมได้รับผลพวงของความสุขนั้นด้วย…เช่นกัน

Categories: bodyslam, family, friend, life, music, rock Tags: ,

ฉันเป็นดีเจให้เธอ

August 28, 2008 2 comments

ถ้าชีวิตคือการเดินทางล่ะก็

เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างทาง น่าจะมีค่ากว่าจุดหมายปลายทางจริงๆซะอีกนะ

ครั้งหนึ่ง ตอนเราเด็กๆ เราอยู่ในจุดที่ คอยจะเดินตามคนอื่นอยู่ตลอดเวลา

พอเป็นวัยรุ่นก็เริ่มเดินมั่วสะเปะสะปะ ผิดมั่ง ผิดมั่ง อยู่เรื่อยไป (มีแต่ผิดน่ะ)

พอโตขึ้นมาอีกนิด ทางที่เราเดินก็เริ่มแตกต่างจากเพื่อนๆซะแล้ว

กว่าจะรู้ตัว ก็เดินอยู่คนเดียวซะงั้น…

สิ่งที่ยังอยู่เป็นเพื่อนเรา ก็เหลืออยู่แค่ ความทรงจำดีๆตอนเด็กๆเท่านั้น

เด็กๆน่ะ มีพลังครับ

พลังแบบ ไม่มีลิมิต ซะด้วย

ความทรงจำแบบห่ามๆ ทั้งหลายมันถึงได้มีเฉพาะในตอนเด็ก

ตอนนี้ ผมอายุ 30 ปีแล้ว

แต่ก้ยังได้ทำงานกับเด็กๆอยู่ ครับ (อิอิ)

เด็กคนนี้ชื่อ ฟักแฟง ครับ

แกเป็น นักร้องนำ วง No More Tear ที่พวกเราที่ จีนี่ส์ กะลัง เห่อ กันนักกันหนา

อยากให้ทุกคนได้ลองดู MV ของ  No More Tear ดูครับ

เพลงนี้ชื่อ ฉันเป็นดีเจ ให้เธอ

(ไม่รู้มั่วเข้าเพลงได้ไง ไปดูกันเลยละกัน)

Boss & Me

March 26, 2008 13 comments

ครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับ Boss ก็เป็นเวลา 5 -6 ปีมาแล้ว…

ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กต๊อกต๋อย วิ่งไปวิ่งมาอยู่ที่ Music Bugs อยู่เลย

ช่วงเช้าของวันนั้น ผมกำลังนั่งขีดๆเขียนๆอะไรเพลินๆอยู่ ตามประสาคนว่าง หูก็ได้ยินเสียงกีต้าร์โปร่ง และ ร้องเพลงอยู่

ใจก็คิดครับว่า ใครวะ? มานั่งร้องเพลงแต่เช้า งานการไม่รู้จักทำ (ทีตัวเองก็อู้แต่ไม่รู้จักคิด)

แต่ก็ รู้สึกครับ ว่า ไอ้หมอนี่มันร้องเพลงดีมาก ดีเกินกว่าศิลปินที่ผมรู้จักหลายๆคนในตอนนั้น พอถามตัวเองว่า ตัวเราเองร้องได้อย่างเค้าหรือเปล่า คำตอบผุดออกมาเลยครับว่า ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องของเทคนิค หรือ วิธีการร้อง

แต่เป็นเรื่องของ เนื้อเสียงล้วนๆ

เรื่องเทคนิค เราฝึกกันได้ครับ แต่เรื่องเสียงร้องเพราะไม่เพราะเนี่ย ไม่สามารถครับ

คนที่มีแก้วเสียงดี คือคนที่พระเจ้ารักใคร่ และมอบเสียงดีๆให้เป็นของรางวัลครับ

“ร้องเพลงเพราะจังครับ” ผมเดินเข้าไปทักทาย Boss ด้วยประโยคนี้เป็นครั้งแรก

“ขอบคุณครับ” Boss ก็ตอบกลับมาแบบงงๆ ว่าไอ้นี่คือใครวะ

“ผมชื่อ เบลล์ฮะ เป็นพนักงานใหม่ที่นี่ แล้ว เอ่อ….(ผายมือไปทาง Boss เป็นเชิงถามไถ่)

“ผมชื่อ ตูน ครับ เป็นนักร้อง วงละอ่อน”

แล้วเราก็รู้จักกันตั้งแต่วันนั้น…

ตลอดเวลาที่ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับ Boss นั้น Boss เป็นมนุษย์ที่จริงจัง กับการทำงาน มาก ถึง มากที่สุด หรือ ที่สุด ของที่สุด ขนาดที่เรียกว่า จะสุดก็ยังไม่สุด ยังมีสุดๆไปเลยอีกขั้นหนึ่งขึ้นไปอีก

จะว่าไปก็เหมือน ขี้ไหล น่ะครับ เราไม่มีทางรู้หรอกว่ามันจะสุดเมื่อไหร่ พอรู้ตัวอีกทีก็หมดเรี่ยวหมดแรงไปแล้ว….

ผมทำงานกับ Boss และ เพื่อนๆร่วม วงของ Boss อยู่สองชุด ได้ไปอยู่กับ Boss ในวันที่ งานจ้างมีคนโคตรจะโหรงเหรง จนถึงวันที่ มีคนมาดู วงของ Boss กันเต็ม หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ไปหมด นับว่าเป็นวันเวลาที่มีค่าของชีวิตจริงๆ

Boss กล่าวอำลาชาว Music Bugs ไปด้วยรอยยิ้ม ในงานเลี้ยงที่ สุพรรณบ้านของ Boss เอง วันนั้น ผมเป็นตัวแทนเพื่อนๆน้องๆ พนักงาน กล่าวอำลา Boss ว่า…

“วันเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน มันเพียงพอและสวยงามมากครับ ขอให้เราทุกคนโชคดีและมีโอกาสเราคงได้พบกันใหม่”

ผมไม่เจอ Boss เป็นเวลา 2 ปีได้ นับจากนั้น…

จะว่าไม่เจอเลยก็จะเว่อร์ไปนิดครับ ผมยังได้เห็น Boss ออกตามสื่อต่างๆ ตอนที่โปรโมท อัลบั้ม believe บ้าง แล้ว วง bodyslam เองก็เคยมาร่วมงานที่ ออฟฟิศของผม (MTV Thailand) จัดบ้างเป็นครั้งคราว แต่เอาเข้าจริงผมก็ไม่ค่อยได้คุยกับ Boss มากนัก เพราะว่า ถึงย้ายมาที่ทำงานใหม่ ผมเองก็ถือเป็นพนักงานระดับล่างถึง ล่างที่สุดอยู่ ไม่มีเวลาไป ปั้นจิ้ม ปั้นเจ๋อ กับ ศิลปินหรอก อันนั้นถือเป็นหน้าที่ของแผนกดูแลศิลปินเขา

ในวันนั้น Boss เป็นนักร้องขวัญใจ ประชาชน เป็นแรงบันดาลใจของวัยรุ่น นับล้านคนในประเทศไทย

ผม…เป็นเด็ก ยกเหล็กอยู่ที่ MTV

คำว่าเพื่อน ของผมกับ Boss มันดูเจือจาง สำหรับผมไปแล้วในวันนั้น

ผมไม่เคยกดโทรศัพท์โทรไปคุยกับ Boss เลยเพราะว่าเกรงใจ เพื่อนเป็นคนของประชาชนไปแล้ว ไม่น่าจะว่างรับสายใคร

แต่ Boss เองก็โทรมาหาผมบ้าง เวลาที่มีคอนเสิร์ตเมืองนอกมา แล้วไม่อยากเสียตังค์…

ซึ่งผมก็ต้องไปแสดงพลังปลาซิวปลาสร้อย ด้วยการอ้างตนว่าเป็นเพื่อนกับ Boss แล้วก็จะได้บัตรมาง่ายๆ

มีครั้งหนึ่ง ผมรับ Job ไปอ่าน สปอต โฆษณา วง Bliss Sonic ที่ GMM GRAMMY

เชื่อไหมครับ ผมได้เจอ Boss ที่ห้องอัดวันนั้น

“พี่ ไมค์ที่พี่อ่าน สปอตนะ เป็นตัวเดียวกับที่ผมอัดร้องเลย”​ Boss ยังพูดคุยกับผมอย่างร่าเริง

วันนั้น เราคุยกันหลายเรื่อง เรื่องที่ต่างคนต่างไปเจอกัน เรื่องเพลงที่เราต่างก็ชอบลงเอยแล้ว

คืนนั้น Boss ขับรถไปส่งผมที่บ้าน จากนั้นก็เข้าบ้านผมไป หวัดดี แม่และ อา

คืนนั้น แม่ผมถึงกะสะอื้นฮะ “เค้าดีนะลูกดังแล้วก็ยังไม่ลืมเรา”

ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง แต่เพื่อนไม่เคยเปลี่ยนไปจริงๆครับ

ผมตั้งอกตั้งใจทำงาน จนเริ่มที่จะขยับตำแหน่งตัวเองจาก เด็กยกเหล็ก เป็น คนคุมเด็กยกเหล็ก และเป็น คนคุมของคนคุมเด็กยกเหล็กอีกที จนได้เป็น คนคุมของคนคุมของคนคุมเด็กยกเหล็กอีกที (มึนว่ะ)

หน้าที่การงานดีขึ้น สิ่งที่ต้องการก็เริ่มไม่ใช่เงินอย่างเดียว

พอ อุดมการณ์ในการทำงานของผมกับ ออฟฟิศเริ่มไม่ตรงกัน แถมจูนกันก็ไม่ติด ก็คงต้องมีใครซักคนเป็นฝ่าย ไป

ในตอนนั้นก็ยังนึกไม่ออกว่า ชีวิตจะไปทำอะไรดี

ผมได้รับโทรศัพท์จาก พี่ชายที่เคารพกันคนหนึ่ง ชวนไปทำงานที่ GRAMMY

“ฝ่ายไหนอ่ะพี่”

“ค่ายเพลง ว่ะ Genie Records”

โอว…นั่นมันค่ายที่ Boss อยู่นี่หว่า

ผมเข้าไป สมัครงานกับ พี่นิค เจ้านายคนใหม่ของผม และทำการบ้าน ที่พี่นิค ให้ทดลองทำ ด้วยแนวคิดแบบ Boss คือ ทำแล้วทำอีก ตรวจแล้ว ตรวจอีก จนเซ็งตัวเอง ถึงกล้าเอาไป เสนอให้ พี่นิค ดู…

ตอนนี้ ผมได้กลับมาทำงานกับ Boss อีกแล้วครับ

Boss ยังคงเหมือนเดิมเป๊ะ คือ ไม่รู้ แม่งจะละเอียดไปไหน งานทุกชิ้น ต้องตรวจแล้วตรวจอีก ดูแล้วดูอีก แก้กันจนเอือม จนหลายๆคนทนทำงานกับ Boss ไม่ไหว และยกให้ Boss เป็น ศิลปินเทพ อย่างที่หลายๆคน คงเคยอ่านเจอตามหน้าหนังสือ พิมพ์

แต่ผมเข้าใจ Boss ดีครับ…

Boss เป็นคนที่มีความเชื่อ เหมือนเพลง ของ Boss นั่นล่ะ Boss เชื่อว่าเพลงของ Boss จะเข้าไปช่วยให้กำลังใจกับหลายๆคนที่ได้ฟัง ให้แง่คิดสำหรับคนที่ยังหาอะไรยึดเหนี่ยว เพื่อที่จะมีเรี่ยวแรงออกไปต่อสู้ชีวิต ในวันใหม่ได้

คนที่มีความเชื่อที่จริงจังขนาดนี้ เวลาทำงาน มันจะจริงจังขนาดไหน…

ต้องเจอกับตัวครับ

แต่ถึงแม้ว่าทำงานกับ Boss จะเหนื่อยกว่า ทำกับคนอื่น 10 เท่า พวกเราก็ยังคง รัก และ ภูมิใจ ในตัวของ Boss เสมอ เพราะถึงแม้ว่า Boss จะเป็นคุณชาย ละเอียด ขนาดไหน นอกเวลางาน Boss ก็คือเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ที่เราจะมีได้ในชีวิตนี้เลย

เมื่อก่อน Boss เคยเลี้ยง เบียร์ ผม 1 ขวด ตามกำลังทรัพย์ในสมัยนั้น พร้อมกับยิ้มแหยๆ

“ผมจะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยงได้มากกว่านี้วะพี่”

แต่เดี๋ยวนี้ Boss เป็นคนที่ไม่ยอมให้เพื่อนออกตังค่าอะไรซักกะอย่าง เลี้ยงดะไปหมด ผมเคยไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วเจอ Boss โดยบังเอิญ พอตอนเรียกเชคบิล พนักงานเดินอมยิ้มเข้ามาบอกว่า…

“คุณผู้ชายโต๊ะนั้นเค้าจ่ายให้เรียบร้อยแล้วค่ะ”

มองไปที่โต๊ะของ Boss ก็พบกับรอยยิ้ม และตีนกาของ Boss ที่ส่งมาทักทายผมอย่างจริงใจ

ถ้าผมเป็นผู้หญิง คงคิดไปแล้วว่า Boss คงอยากเคลมโต๊ะเราแน่นอน…

คิดๆไป ถ้าผมไม่มีคำแทนตัวมันว่า Boss ผมก็อยากจะเรียกมันว่า เฮียเลี้ยง เหมือนกัน

แต่เห็นว่า Boss เป็นเหมือนหัวหน้าทีม ทั้งในเรื่องดี และเรื่อง เลวของเรา ก็เลยยกให้มันเป็น Boss

ไม่ง้นมันคงต้องมีชื่อเชี้ยๆ ไว้ใช้อีกหลายชื่อเป็นแน่แท้

ได้ร่วมงานกันคราวนี้ แล้ว ผมกับ Boss จะต้องแยกกันอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

แต่คราวนี้ ผมคงไม่บ่นน้อยอกน้อยใจเหมือนสมัยก่อนแล้ว

เพราะว่า ความเชื่อ ของ Boss ได้ถูกแบ่งมาให้ผมกำมันไว้ เพื่อเดินไปข้างหน้าตามเส้นทางของผมเองเหมือนกัน

MV แค่หลับตา

March 11, 2008 46 comments

มาดูกันเลยเด้อ!!!ดูแล้วชอบก็อยากให้ช่วยซื้อ Album ของพี่เค้ามั่งนะฮะ  

Big Ass – Bodyslam จับมือ

January 23, 2008 3 comments

ไม่ธรรมดา

ครับอย่างที่เห็นในภาพ
สองคนนี้ จับมือกัน ในห้องประชุม
คงจะ ตกลงใจ ทำอะไรกันซักอย่างครับ

แว่วๆ ว่าจะเป็นเรื่อง คอนเสิร์ต…

PS. มีอะไรอัพเดทจะรีบมาฟ้องด่วนๆครับ :-D

มาดู MV นาฬิกาตาย ของจริงกัน

January 18, 2008 106 comments

หลังจากฉายกันไปแค่สองวัน
ก็มีมือดี เอา Music Series
เพลง นาฬิกาตาย ของ bodyslam
ไปลงไว้ใน youtube ซะแล้วครับ

ผมก็เลยคิดว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว
Link มาไว้ที่ wordpress กันไปเลยดีกว่า…(เฮ่อ)
เอ้า เข้ามาดูกันไปเลย!!

ดูแล้วรู้สึกยังไง บอกต่อๆกันด้วยครับ :-)

The Gifts

January 5, 2008 10 comments
    สวัสดีปีใหม่กันอีกรอบครับ

    ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา คิดว่าทุกๆคนคงจะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างสนุกสนานไปแล้ว

    ทางผมเองก็เหมือนกันครับ

    ปีใหม่นี้ ผมไป บาบีคิว ปาร์ตี้ กับ ทีมไอ้ พวก แวมไพร์ ที่ส่ง ขนมเค้ก มาในวันเกิดของผม
    พูดว่าย่าง บาบีคิว ให้มันเท่ไปงั้นล่ะ เพราะที่จริงแล้วมันคือ เตาถ่าน ใบเล็กๆ แบบที่ แม่ค้าเค้าใช้ย่างหมูปิ้ง นั่นแหละ

    อยู่กับไอ้พวกนี้ เหมือนกับได้หยุดเวลาครับ เพราะว่าพวกมันยังคุย ยังเถียงกันอยู่เรื่องเดิมๆ เช่น เทคนิคการเล่นเกม War Craft, อาทิตย์นี้ไปเดิน มาบุญครองกัน, ชอบผู้หญิงคนนี้ แต่เค้าไม่ชอบเรา ทำไงดี, ทำไม HI 5 ของมึงถึงหญิงเยอะกว่าของกู ฯลฯ

    10 กว่าปีแล้ว…

    อยู่กับเพื่อนๆกลุ่มนี้แล้ว รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลาครับ

    ส่วนคืนวันถัดมา เป็น ปาร์ตี้ จับฉลาก ที่บ้านพี่ อ๊อฟ บิ๊กแอส ซึ่งถือเป็นประเพณีประจำของทุกๆปี ที่จะต้องไปเจอกัน

    ปาร์ตี้นี้มีคนมาทั้งหมดรวม 57 คน
    ผมไม่ได้นับหรอก ใช้การคำนวณเอา ซึ่งคุณจะรู้ตอนท้ายว่าผมคิดยังไง…

    สิ่งที่เหมือนๆกันในทุกปี ที่งานปีใหม่บ้านพี่อ๊อฟ ก็คือ

    1. BIG ASS (ตอนนี้เป็น BEGINS)
    2. bodyslam (ตอนนี้กำลัง Save My Life)
    3. ศิลปินรับเชิญ
    4. ทีมงาน
    5. พี่อ้าย Hot Wave
    6. ตู้ Dart ไฟฟ้า (ก็ปาเป้านั่นแหละ)
    7. การจับฉลาก
    8. การจับฉลาก รอบพิเศษ
    9. อาหาร และ เครื่องดื่ม

    ก่อนจะพูดถึง ข้อแรก ผมขอพูดถึง ข้อสุดท้าย ก่อนเลยก็แล้วกันครับ คือ อาหารในคืนนั้น มี แกงเขียวหวานเนื้อ แกงเขียวหวานไก่ ลาบไก่ทอด ยำสิ้นคิด (ยำวุ้นเส้นน่ะ) แล้ว ก็ซี่โครงหมูย่างราดซอส บาบีคิว ซึ่ง ทุกชิ้น ย่างโดย คุณ ปาล์ม Instinct คน คนนี้มีฉายา ที่รู้กันเฉพาะพวกเราว่า “ไอ้ลูกหมี” ซึ่งเจ้าตัวก็ชอบอกชอบใจซะด้วย

    ถัดมาเป็น “เนื้อย่างสุดยอด” ของ พี่ โอ๊ค บิ๊กแอส ซึ่งสุดยอดจริงๆครับ ย่างได้แบบ คนรู้ใจเนื้อวัว เลยคือ หมักกับเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งจริงๆแล้วผมไม่รู้หรอกว่าใส่อะไรลงไปมั่ง รู้แค่ว่าสุดท้าย พี่แกใส่ แสงโสม ลงไปเกือบค่อนขวด….

    ส่วนที่ว่า สุดยอดนั้น เป็นเรื่องของเทคนิคการย่างครับ เพราะว่า พี่โอ๊ค ย่างเนื้อ ได้ แบบไม่สุกเกินไป หรือที่ภาษาของชาว สเต๊ก เค้าเรียกกันว่า Medium Rare ยังเห็นเนื้อแดง อยู่นิดนึงตรงกลางชิ้นเนื้อ พอกัดเข้าไปงี้ Juicy Juicy

    พออิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ถึงช่วงเวลา High Light ครับ นั่นก็คือ การจับฉลาก
    ปีนี้มีข้าวของหลากหลาย ครับ
    ซึ่งก็มีทั้งของที่ ดีมาก ดี ก็ดีนะ เฉยๆ เลว และ เลวมาก คละเคล้ากันไป

    คุณว่า อะไร ที่เป็นของ ที่เรามักจะจับได้บ่อยสุดๆ ในงานปีใหม่?
    กรอบรูป, โคมไฟ, นาฬิกา, พัดลม, คุกกี้, เหล้า ของพวกนี้ ถ้าใครเอามา จับ จะถูกประนามอย่างแรง ในฐานะ ไม่มีความสร้างสรรค์

    มาดูกันดีกว่า ว่าใครเอาอะไรมาบ้าง

    พี่โอม มือคีย์บอร์ด ของ bodyslam หิ้วกล่องยาวเฟื้อยมา ตอนแรกเราก็นึกว่าแกเอา คีย์บอร์ดมาจับ แต่ที่แท้ก็คือชั้นวาง CD (ลุ้นเก้อไปเลย)

    พี่ โป คนเขียนเนื้อเพลง เพราะว่ารัก ของ Retrospect เอากล่องยาวไม่แพ้กันมาจับ พอแกะออกมาเป็น กรอบรูป…( 1 โบว์ดำ)

    ไอ้โน้ต คนเขียนเพลง เพื่อนซี้ของผม เอา กรรไกร ตัดหญ้า มาจับ…สาดเอ้ย (5 โบว์ดำ)

    พี่อ้าย Hot Wave ถึงแม้ว่าขะเอา นาฬิกา มาจับ แต่ก็เป็น นาฬิกาข้อมือ Diesel ราคาหลายพัน (5 โบว์แดง)

    ปิ๊ด บอดี้สแลม เอาลำโพงสีขาว ดูทันสมัย ขนาดกำลังเหมาะกับห้องเล็กๆ มาจับ (5 โบว์แดง)

    ส่วน ตูน เอา แบรนเนอร์โปรตีนมาจับ…แต่กันคนโห่ด้วยการ ยัดตังค์ ลงไปฟ่อนนึงในกล่องด้วย (แก้ปัญหาด้วยเงิน -งดลงคะแนน)

    พี่อ๊อฟ บิ๊กแอส เอา “พระเอก ตัวจริง” มาจับ เครื่องเล่น DVD ยี่ห้อดัง ที่หน้ากล่องมีรูปใบเขื่องของ น้า สมบัติ อยู่บนนั้น (5 โบว์แดง)

    พี่หมู บิ๊ก แอส มาทำนองเดียวกัน แต่ว่า เป็น เครื่องเล่น DVD พร้อม จอ LCD ในตัว โอว! อิจฉาคนที่จับได้ (7 โบว์แดง)

    พี่กบ บิ๊กแอส เอาจักรยานมาจับ ของดี แต่ไม่มีความสร้างสรรค์ เพราะปีที่แล้วก็ จักรยาน (3 โบว์แดง)

    พี่โทน Artist Escort มือหนึ่งของประเทศไทย เอา แบรนด์ซุปไก่ มาจับ…(5 โบว์ดำ)

    “ไอ้ลูกหมี” จาก Instinct เอา “กรอบรูปอันเล็กๆ” มาจับ ซึ่งเป้นที่ประนามหยามเหยียดมาก ว่าไร้ซึ่งจินตนาการ และ ความสร้างสรรค์สิ้นดี

    พวกเรา ลองโหวตกันดูว่า ระหว่าง แบรนด์ซุปไก่ กับ กรอบรูปอันเล็กๆ เราอยากได้อะไรมากกว่ากัน ปรากฏว่า คะแนนเป็นเอกฉันท์ครับ ว่า เราอยากได้ แบรนด์ซุปไก่มากกว่า เพราะว่า ถึงจะกินไม่เป็น ก็ยังเอาไปให้ผู้ใหญ่ต่ออีกทอดได้…(รอดไปนะพี่โทน)

    งานนี้ เลยต้องมีการ ลงโทษ “ไอ้ลูกหมี” ด้วยการเต้นครับ ยังกะรับร้องมหาลัย ยังไงยังงั้น..รายละเอียดขอไม่เล่าครับ เพราะเดี๋ยวแฟนๆ Instinct เค้าจะช็อค!

    ปีนี้มีของต้องห้าม เกิดขึ้นมาใหม่อีก 2 ชิ้นครับคือ เครื่องชงกาแฟ และ กระเป๋าใส่ CD

    แล้วก็มาถึง การจับฉลากรอบพิเศษครับ นั่นก็คือ ทุกคนในงานจะต้องเอา เงิน ใส่ไว้ในขัน คนละ 20 บาท จากนั้นจะมีการทำฉลาก ชื่อ ของทุกคนใส่ไว้ใน ขันอีกอันหนึ่ง แล้วก็จะ “จับออก” ทีละชื่อ ใครที่มีชื่อเหลือ อยู่ในขันเป็นคนสุดท้ายจะได้เงินก้อนนั้นไป (ฟังดูคล้ายการพนัน นิดนึง)

    รอบแรก รวมๆตังกันได้ พันกว่าบาท ก็ขำๆดี ไม่มีซีเรียสอะไร ผู้โชคดี คือ คุณอ้อม จากมิวสิค บั๊กส์

    รอบสองพวกเรา “ลงขัน” เพิ่มเป็น คนละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 5,700 บาท (ถึงได้รู้ว่า มากัน 57 คน) งานนี้ไม่มีใคร คุยกับใครครับ เพราะว่าความโลภนั้น ได้บดบัง มิตรภาพ ที่เรามีให้กันเมื่อตอนหัวค่ำไปหมดแล้ว…

    แถมวิธีการ จับออก นั้นใช้วิธีการเดียวกับ การจับฉลากของขวัญ ทุกประการ คือ ชื่อใครถูกจับได้ ก็จะเป็นผู้ที่จับ ชื่อคนต่อไป ออกมา
    งานนี้ ไม่มีคำขอบคุณ เหมือนตอนจับของขวัญครับ…มีแต่คำสรรเสิรญในทางลบให้แก่กัน เช่น มึงจับกูขึ้นมาทำเจี้ยอะไร! สาดเอ้ย!

    สนุกจิงๆ

    ชื่อของผมสามารถเข้ารอบ 1 ใน 10 ครับ แล้วก็หล่นลงไป ส่วน น้องสาว ของผมเข้าไปถึงรอบตัดเชือกเลยทีเดียว คือเหลือแค่ สองคนสุดท้ายครับ
    และท่ามกลาง การให้กำลังใจของพวกเรา รวมถึงผมที่หวังจะมีเอี่ยวเล็กๆกับมันด้วย แล้วชื่อสุดท้ายก็ปรากฏออกมา….

    “พี่เจมส์ Sound Engineer!!!!!” (จบข่าว)

    คืนนั้นหน้าเศร้ากันทั้งพี่ทั้งน้องครับ ไม่รู้ว่า น้องผม จะถึงกับนอนไม่หลับเลยหรือเปล่า
    แต่ก็ทำให้ผมนึกถึง ประโยคหนึ่งในนิยายจีนที่ เคยผ่านตา

    “อย่าเสียดาย ในสิ่งที่ไม่ได้เป็นของเรามาตั้งแต่แรก”

    เอ้อ..ก็จริงแนอะ

    สวัสดีปีใหม่ครับ :-)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.