Archive

Archive for the ‘bakery’ Category

Music is My Life

March 17, 2008 2 comments

คุณเคยฝันอะไรไว้ตอนเด็กๆครับ?

ผมมีความฝันเยอะแยะไปหมด

อยากเป็นนักเขียนการ์ตูน อยากเป็นนักร้อง อยากอยู่แกรมมี่ อยากเจอพี่เบิร์ด อยากเป็นใครซักคน…

หลายครั้งที่ผมจมอยู่กับห้วงความคิด ประเภทเพ้อฝัน ลมๆแล้งๆ เพื่อที่ชีวืตน่าเบื่อจะได้ผ่านพ้นไป

ยังจำได้ว่ามีเด็ก ญี่ปุ่น คนนึง ฆ่าตัวตาย เพราะว่าเล่นเกม มากเกินไป

เค้าเขียนใน จม.ว่า โลกนี้มันแสนน่าเบื่อ ไม่เหมือนในเกม

ไม่แน่ว่าถ้าเค้าตายไป โลกหน้าอาจจะแฟนตาซีเหมือนกับ เกมที่เค้าเล่นอยู่ก็ได้

ผมเองก็เคยคิดอะไรพรรณนั้นอยู่แว้บๆ

ยังดีที่ ผมยังมีอะไรยึดเหนี่ยวจิตใจไว้บ้าง

ดนตรี….

ถ้าเราด่วนตายไปก่อน เราคงอดฟังเพลงเพราะๆที่ จะเกิดขึ้นในอนาคต อีกเยอะเลย

ถ้าตายไปซะตั้งแต่ตอนนั้น คงไม่ได้รู้จัก Jack Johnson, John Mayer, Norah Jones, Keane, Coldplay, BIG ASS, Bodyslam หรือ ศิลปิน เจ๋งๆ อีกหลายคน

หลายครั้งที่คำในเพลง ได้ถูกใช้เป็นแรงบันดาลใจ ในการใช้ชีวิตของผม อย่าง

ชีวิต มันต้องเดินตามหาความฝัน – น้าแอ๊ด คาราบาวร้องเอาไว้ในเพลง ความเชื่อ ของ Bodyslam ที่ทำให้ผมมีแรงเดินมาจนถึงทุกวันนี้

เก็บเอาไว้บ้าง เก็บเอาไว้ เผื่อใจไว้ซักหน่อย ความรักมันเป็นเพียง แค่เรื่องเล็กน้อย ในชีวิตคนเรา เจ็บมาแล้ว ก็เจ็บไปแล้ว เจ็บมาจนเข้มแข็ง หลับซักตื่น พักฟื้น เอาเรี่ยวเอาแรง ต่อสู้ชีวิตกันใหม่ – น้าแอ๊ดคนเดิมร้องไว้ในเพลง รักต้องสู้

กอดตัวเองซะบ้าง เนิ่นนานเท่าไร มากมายเท่าไร ที่เธอนั้นมีแต่ให้ – เพลง เพื่อเธอ ของ หิน เหล็ก ไฟ ที่บอกให้เรารักตัวเอง

อดทนเวลาที่ฝนพรำ – Season Change ของ พี่บอยด์ โก

ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งเหงายิ่งห่าง อยู่บนทางนึกหวั่น นึกพรั่นความหนาว – ยิ่งสูงยิ่งหนาว ของ พี่เต๋อ เรวัต ที่เตือนให้เรารู้ว่า ถ้าคิดจะอยู่ที่สูงต้องไมม่กลัวความเหงาและ ว้าเหว่
ได้เกิดมาเจอเธอทั้งที ผิดถูกยังไงจะลองดี ซํกวัน – เพลง เล่นของสูง ของพี่ๆ BIG ASS ที่ให้กำลังใจผมเวลาอยากจะจีบใครสักคน

ประโยคพวกนี้ ผมขอเรียกว่าเป็น วรรคทอง ของยุคเลย

เพราะว่าได้บอกเรื่องดีๆกับผม มากมายเหลือเกิน ผมไม่ต้องอ่านหนังสือ จิตวิทยา  ไม่ต้องให้หมอโรคจิตมาตรวจอาการความซึมเศร้า ไม่ไปเป็นวัยรุ่น กวนส้นตีนใคร เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับการได้ฟังเพลงใหม่ๆ จากศิลปินหลากหลายทั่วโลก ที่ผลิตชิ้นงาน ชั้นเยี่ยมมาให้เราฟังไม่ได้จักหยุด จักหย่อน

ดนตรี ช่าง มหัศจรรย์ ครับ

ผมมีความเชื่อ ส่วนตัว อยู่ว่า

คนที่รักดนตรี ไม่มีคนเลว

คนเลว ไม่มีจิตใจละเอียดอ่อน พอสำหรับดนตรีหรอกครับ

งานทุกวันที่ผมทำอยู่นี่ก็เป็นงานเกี่ยวกับดนตรี และผมภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้สอดแทรกสิ่งดีๆ ลงในชิ้นงานที่ผลิตออกไป

เพื่อที่ว่า คนที่ได้รับสารจากเรา จะได้รับกำลังใจดีๆ ที่ดนตรีมีให้กับผม และเพื่อนๆ มาตลอดชีวิตบ้าง ไม่มากก็น้อย

ผมคงบอกกับทุกคนได้ว่า

ชีวิตผม คือดนตรีครับ…

ถึงแม้ว่า มันอาจจะเป็นชีวิตที่ ไม่มีคุณค่า ในสายตาของ คนรุ่นใหม่หลายคน  ที่ชอบดาวโหลด เพลงไปฟรีๆ แบบไม่มีลิขสิทธิ์

ทุกวันนี้ ผมเห็นเพื่อนๆ นักแต่งเพลง พากัน ลาวงการไป ทีละคน สองคน

เพราะว่า เดี๋ยวนี้คนไม่ซื้อ เทป ซีดี กันแล้ว

คนพวกนี้ อยู่ได้ด้วยค่า เปอร์เซ็นต์เทปครับ

เทปขายไม่ออก เค้าก็อยู่ไม่ได้

หลายๆคนอาจจะเถียงว่า ” แล้วไอ้ดาวโหลดเสียงรอสายโทรศัพท์มือถือ มันไม่ได้เงินเหรอ?”

ได้ครับ  แต่ผมเชื่อว่า ไม่มีใคร ดาวโหลดเพลงที่เราไม่ได้โปรโมทหรอก  (พวกเพลงที่เหลือของ อัลบั้มน่ะ)

ไม่โหลด คนแต่งเค้าก็ไม่ได้เงิน เทป ซีดี ก็ไม่มีใครซื้อ…

นักแต่งเพลงหน้าใหม่ เมื่อไหร่จะได้ ลืมตา อ้าปาก กับเค้า

ส่วนตัวผมเอง ก็แอบคิดไม่ได้ครับ ว่า

ถ้าเหตุการณ์ยังเป็นอยู่อย่างนี้

ซักวัน ผมคงจะไม่ได้ทำงานที่ตัวเองรักอีกต่อไป

เพลงดีๆ คงเป็นแค่ ตำนานหน้าหนึ่งที่ รอให้คนลืมเลือน

ถ้าชีวิต ของผมคือ ดนตรี

ในวันที่ ไม่มีดนตรี…

ชีวิตของผม ก็คงไม่มีความหมาย อีกต่อไป

ปล. ไม่ได้ลาตายนะครับ แต่ท้อแท้นิดหน่อย :-)

The Gifts

January 5, 2008 10 comments
    สวัสดีปีใหม่กันอีกรอบครับ

    ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา คิดว่าทุกๆคนคงจะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างสนุกสนานไปแล้ว

    ทางผมเองก็เหมือนกันครับ

    ปีใหม่นี้ ผมไป บาบีคิว ปาร์ตี้ กับ ทีมไอ้ พวก แวมไพร์ ที่ส่ง ขนมเค้ก มาในวันเกิดของผม
    พูดว่าย่าง บาบีคิว ให้มันเท่ไปงั้นล่ะ เพราะที่จริงแล้วมันคือ เตาถ่าน ใบเล็กๆ แบบที่ แม่ค้าเค้าใช้ย่างหมูปิ้ง นั่นแหละ

    อยู่กับไอ้พวกนี้ เหมือนกับได้หยุดเวลาครับ เพราะว่าพวกมันยังคุย ยังเถียงกันอยู่เรื่องเดิมๆ เช่น เทคนิคการเล่นเกม War Craft, อาทิตย์นี้ไปเดิน มาบุญครองกัน, ชอบผู้หญิงคนนี้ แต่เค้าไม่ชอบเรา ทำไงดี, ทำไม HI 5 ของมึงถึงหญิงเยอะกว่าของกู ฯลฯ

    10 กว่าปีแล้ว…

    อยู่กับเพื่อนๆกลุ่มนี้แล้ว รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลาครับ

    ส่วนคืนวันถัดมา เป็น ปาร์ตี้ จับฉลาก ที่บ้านพี่ อ๊อฟ บิ๊กแอส ซึ่งถือเป็นประเพณีประจำของทุกๆปี ที่จะต้องไปเจอกัน

    ปาร์ตี้นี้มีคนมาทั้งหมดรวม 57 คน
    ผมไม่ได้นับหรอก ใช้การคำนวณเอา ซึ่งคุณจะรู้ตอนท้ายว่าผมคิดยังไง…

    สิ่งที่เหมือนๆกันในทุกปี ที่งานปีใหม่บ้านพี่อ๊อฟ ก็คือ

    1. BIG ASS (ตอนนี้เป็น BEGINS)
    2. bodyslam (ตอนนี้กำลัง Save My Life)
    3. ศิลปินรับเชิญ
    4. ทีมงาน
    5. พี่อ้าย Hot Wave
    6. ตู้ Dart ไฟฟ้า (ก็ปาเป้านั่นแหละ)
    7. การจับฉลาก
    8. การจับฉลาก รอบพิเศษ
    9. อาหาร และ เครื่องดื่ม

    ก่อนจะพูดถึง ข้อแรก ผมขอพูดถึง ข้อสุดท้าย ก่อนเลยก็แล้วกันครับ คือ อาหารในคืนนั้น มี แกงเขียวหวานเนื้อ แกงเขียวหวานไก่ ลาบไก่ทอด ยำสิ้นคิด (ยำวุ้นเส้นน่ะ) แล้ว ก็ซี่โครงหมูย่างราดซอส บาบีคิว ซึ่ง ทุกชิ้น ย่างโดย คุณ ปาล์ม Instinct คน คนนี้มีฉายา ที่รู้กันเฉพาะพวกเราว่า “ไอ้ลูกหมี” ซึ่งเจ้าตัวก็ชอบอกชอบใจซะด้วย

    ถัดมาเป็น “เนื้อย่างสุดยอด” ของ พี่ โอ๊ค บิ๊กแอส ซึ่งสุดยอดจริงๆครับ ย่างได้แบบ คนรู้ใจเนื้อวัว เลยคือ หมักกับเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งจริงๆแล้วผมไม่รู้หรอกว่าใส่อะไรลงไปมั่ง รู้แค่ว่าสุดท้าย พี่แกใส่ แสงโสม ลงไปเกือบค่อนขวด….

    ส่วนที่ว่า สุดยอดนั้น เป็นเรื่องของเทคนิคการย่างครับ เพราะว่า พี่โอ๊ค ย่างเนื้อ ได้ แบบไม่สุกเกินไป หรือที่ภาษาของชาว สเต๊ก เค้าเรียกกันว่า Medium Rare ยังเห็นเนื้อแดง อยู่นิดนึงตรงกลางชิ้นเนื้อ พอกัดเข้าไปงี้ Juicy Juicy

    พออิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ถึงช่วงเวลา High Light ครับ นั่นก็คือ การจับฉลาก
    ปีนี้มีข้าวของหลากหลาย ครับ
    ซึ่งก็มีทั้งของที่ ดีมาก ดี ก็ดีนะ เฉยๆ เลว และ เลวมาก คละเคล้ากันไป

    คุณว่า อะไร ที่เป็นของ ที่เรามักจะจับได้บ่อยสุดๆ ในงานปีใหม่?
    กรอบรูป, โคมไฟ, นาฬิกา, พัดลม, คุกกี้, เหล้า ของพวกนี้ ถ้าใครเอามา จับ จะถูกประนามอย่างแรง ในฐานะ ไม่มีความสร้างสรรค์

    มาดูกันดีกว่า ว่าใครเอาอะไรมาบ้าง

    พี่โอม มือคีย์บอร์ด ของ bodyslam หิ้วกล่องยาวเฟื้อยมา ตอนแรกเราก็นึกว่าแกเอา คีย์บอร์ดมาจับ แต่ที่แท้ก็คือชั้นวาง CD (ลุ้นเก้อไปเลย)

    พี่ โป คนเขียนเนื้อเพลง เพราะว่ารัก ของ Retrospect เอากล่องยาวไม่แพ้กันมาจับ พอแกะออกมาเป็น กรอบรูป…( 1 โบว์ดำ)

    ไอ้โน้ต คนเขียนเพลง เพื่อนซี้ของผม เอา กรรไกร ตัดหญ้า มาจับ…สาดเอ้ย (5 โบว์ดำ)

    พี่อ้าย Hot Wave ถึงแม้ว่าขะเอา นาฬิกา มาจับ แต่ก็เป็น นาฬิกาข้อมือ Diesel ราคาหลายพัน (5 โบว์แดง)

    ปิ๊ด บอดี้สแลม เอาลำโพงสีขาว ดูทันสมัย ขนาดกำลังเหมาะกับห้องเล็กๆ มาจับ (5 โบว์แดง)

    ส่วน ตูน เอา แบรนเนอร์โปรตีนมาจับ…แต่กันคนโห่ด้วยการ ยัดตังค์ ลงไปฟ่อนนึงในกล่องด้วย (แก้ปัญหาด้วยเงิน -งดลงคะแนน)

    พี่อ๊อฟ บิ๊กแอส เอา “พระเอก ตัวจริง” มาจับ เครื่องเล่น DVD ยี่ห้อดัง ที่หน้ากล่องมีรูปใบเขื่องของ น้า สมบัติ อยู่บนนั้น (5 โบว์แดง)

    พี่หมู บิ๊ก แอส มาทำนองเดียวกัน แต่ว่า เป็น เครื่องเล่น DVD พร้อม จอ LCD ในตัว โอว! อิจฉาคนที่จับได้ (7 โบว์แดง)

    พี่กบ บิ๊กแอส เอาจักรยานมาจับ ของดี แต่ไม่มีความสร้างสรรค์ เพราะปีที่แล้วก็ จักรยาน (3 โบว์แดง)

    พี่โทน Artist Escort มือหนึ่งของประเทศไทย เอา แบรนด์ซุปไก่ มาจับ…(5 โบว์ดำ)

    “ไอ้ลูกหมี” จาก Instinct เอา “กรอบรูปอันเล็กๆ” มาจับ ซึ่งเป้นที่ประนามหยามเหยียดมาก ว่าไร้ซึ่งจินตนาการ และ ความสร้างสรรค์สิ้นดี

    พวกเรา ลองโหวตกันดูว่า ระหว่าง แบรนด์ซุปไก่ กับ กรอบรูปอันเล็กๆ เราอยากได้อะไรมากกว่ากัน ปรากฏว่า คะแนนเป็นเอกฉันท์ครับ ว่า เราอยากได้ แบรนด์ซุปไก่มากกว่า เพราะว่า ถึงจะกินไม่เป็น ก็ยังเอาไปให้ผู้ใหญ่ต่ออีกทอดได้…(รอดไปนะพี่โทน)

    งานนี้ เลยต้องมีการ ลงโทษ “ไอ้ลูกหมี” ด้วยการเต้นครับ ยังกะรับร้องมหาลัย ยังไงยังงั้น..รายละเอียดขอไม่เล่าครับ เพราะเดี๋ยวแฟนๆ Instinct เค้าจะช็อค!

    ปีนี้มีของต้องห้าม เกิดขึ้นมาใหม่อีก 2 ชิ้นครับคือ เครื่องชงกาแฟ และ กระเป๋าใส่ CD

    แล้วก็มาถึง การจับฉลากรอบพิเศษครับ นั่นก็คือ ทุกคนในงานจะต้องเอา เงิน ใส่ไว้ในขัน คนละ 20 บาท จากนั้นจะมีการทำฉลาก ชื่อ ของทุกคนใส่ไว้ใน ขันอีกอันหนึ่ง แล้วก็จะ “จับออก” ทีละชื่อ ใครที่มีชื่อเหลือ อยู่ในขันเป็นคนสุดท้ายจะได้เงินก้อนนั้นไป (ฟังดูคล้ายการพนัน นิดนึง)

    รอบแรก รวมๆตังกันได้ พันกว่าบาท ก็ขำๆดี ไม่มีซีเรียสอะไร ผู้โชคดี คือ คุณอ้อม จากมิวสิค บั๊กส์

    รอบสองพวกเรา “ลงขัน” เพิ่มเป็น คนละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 5,700 บาท (ถึงได้รู้ว่า มากัน 57 คน) งานนี้ไม่มีใคร คุยกับใครครับ เพราะว่าความโลภนั้น ได้บดบัง มิตรภาพ ที่เรามีให้กันเมื่อตอนหัวค่ำไปหมดแล้ว…

    แถมวิธีการ จับออก นั้นใช้วิธีการเดียวกับ การจับฉลากของขวัญ ทุกประการ คือ ชื่อใครถูกจับได้ ก็จะเป็นผู้ที่จับ ชื่อคนต่อไป ออกมา
    งานนี้ ไม่มีคำขอบคุณ เหมือนตอนจับของขวัญครับ…มีแต่คำสรรเสิรญในทางลบให้แก่กัน เช่น มึงจับกูขึ้นมาทำเจี้ยอะไร! สาดเอ้ย!

    สนุกจิงๆ

    ชื่อของผมสามารถเข้ารอบ 1 ใน 10 ครับ แล้วก็หล่นลงไป ส่วน น้องสาว ของผมเข้าไปถึงรอบตัดเชือกเลยทีเดียว คือเหลือแค่ สองคนสุดท้ายครับ
    และท่ามกลาง การให้กำลังใจของพวกเรา รวมถึงผมที่หวังจะมีเอี่ยวเล็กๆกับมันด้วย แล้วชื่อสุดท้ายก็ปรากฏออกมา….

    “พี่เจมส์ Sound Engineer!!!!!” (จบข่าว)

    คืนนั้นหน้าเศร้ากันทั้งพี่ทั้งน้องครับ ไม่รู้ว่า น้องผม จะถึงกับนอนไม่หลับเลยหรือเปล่า
    แต่ก็ทำให้ผมนึกถึง ประโยคหนึ่งในนิยายจีนที่ เคยผ่านตา

    “อย่าเสียดาย ในสิ่งที่ไม่ได้เป็นของเรามาตั้งแต่แรก”

    เอ้อ..ก็จริงแนอะ

    สวัสดีปีใหม่ครับ :-)

How Sweet it is

December 20, 2007 3 comments

บ่ายแก่ๆของวันนี้ ในขณะที่การประชมกำลังดำเนินไปอย่างเฉื่อยแฉะ…
โทรศัพท์ของผมก็เกิดสั่น ตื้ด!! ตื้ด!! ตื้ด!! ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ มีขลุ่ย
“สวัสดีครับ นั่น เบลล์ หรือเปล่าครับ?”
“ใช่ครับ”

“เบลล์ที่อยู่ ชั้น 33 หรือเปล่าครับ?”
“คือ มีของขวัญวันเกิดมาส่งครับ”

“ฝากพี่ ร.ป.ภ. ข้างหน้าไว้ก่อนครับ ตอนนี้ประชุมเดี๋ยวผมออกไปรับเอง”

ใช่แล้วครับ วันนี้เป็นวันเกิดของผมเอง

วันนี้เป็นวันที่ ผมอายุ 30 ปีบริบูรณ์

30 ปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก…

ผมมีความทรงจำ ที่ดีมากมาย ที่เลวก็มากมาย ได้เรียนรู้ หลายสิ่งหลายอย่าง
ทั้งที่เป็นประโยชน์ และ ไร้สาระ

ทั้งหมดนี้ประกอบขึ้นมาเป็นตัว คน คนหนึ่ง

ในวัยที่เราคิดว่า เรารู้ดีทุกอย่าง เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า ที่จริงแล้ว
เราไม่ได้รู้อะไรเลย ดีแต่เบ่งไปวันๆ

ในวัยที่เรารู้สึกรักอย่างที่ไม่เคยรักมากเท่านี้มาก่อน
แล้วเราก็ได้รู้ว่า ที่สุดแล้ว ต้องรู้จักปล่อยวาง

ในวัยที่เราห้าวสุดๆเพราะคิดว่า เรามีหน้าที่การงานที่ สุดตีน เหลือเกิน
หลังจากนั้นไม่นาน ไอ้สุดตีนที่ว่า ก็หลุดผลอย ออกจากมือไป ซะงั้น

ผมได้เรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรที่ ถูก หรือ ผิด จริงๆ
ไม่มีอะไรที่ ขาว หรือ ดำ อย่างชัดเจน (ยกเว้นเสื้อกะขอบตาของพวก เรทโทรเรียน)

โลกนี้มันเป็น สีเทาหม่นๆ ปะปนไปมา ระหว่าง ความรู้สึก กับ ความถูกต้อง

เราไม่มีสูตรสำเร็จ ในการใช้ชีวิต ไม่งั้นทุกคน คงประสบความสำเร็จกันหมด
เรามีแค่ Reference ในการใช้ชีวิต ของคนอื่นเท่านั้น
ต่างคนก็ต้อง Adapt ปรับเปลี่ยนกันไปเอง

30 ปีผ่านไปผมเพิ่งคิดได้ เมื่อบรรทัดก่อนหน้านี้เอง…

คิดไปซะยาว กลับมาเล่าต่อ ตอนที่ ประชุมเสร็จแล้ว ก็นึกขึ้นได้ ว่า มี “ของฝัน” นี่หว่า(ก็ของขวัญนั่นแหละแต่เรียกแบบจิ๊กโก๋)

ที่จริงมันไม่ใช่ “ของฝัน” ครับ

มันเป็น ขนมเค้ก Black Forrest ขนาด 2 ปอนด์

น่ากินมาก……

แต่ที่หน้าเค้กก็ดันมีข้อความที่ กวนส้นตีน มาก ดังนี้

กวนตีนนะเนี่ย

ครับ การ์ดก็ไม่มีให้ เลยไม่รู้ว่าใครส่งมา
ผมก็เดาหว่านไปเรื่อย

ว่าเป็นพวก MTV หรือเปล่า
ก็คงไม่ใช่เพราะว่า ไวยากรณ์ มันแปลก ไม่ Hip แบบ คน MTV เยย

หรือเป็นพวก Music Bugs
ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะว่า คนค่ายเพลง เค้าถือ เรื่อง MP3 กัน ล้อตัวเองมากๆเดี๋ยวจะชง

คนที่นี่ก็ไม่ใช่ เพราะว่า ก็เพิ่งซื้อเค้ก เดินเอามาให้
คงไม่ซื้อ ถึง สองก้อน เอาไว้ อำเราเนี่ยนๆ หรอก

คิดไปคิดมา ก็ ขี้เกียจคิดครับ

เวลา 30 ปีสอนผมว่า “บางเรื่องต้องรีบร้อน บางเรื่องต้องใจเย็น”
เดี๋ยวหมาจิ้งจอก ก็โผล่หาง ออกมาเอง…

แล้ว ไอ้เจ้าของเค้ก มันก็ทนไม่ได้ ต้อง ส่ง ข้อความมาถามว่าได้รับ เค้กหรือยัง?

ฮ่าๆ ไอ้วิศ ไอ้ศักดิ์ ไอ้เก็ต ไอ้นาท ไอ้โม้ เพื่อนสมัย มหาลัยนั่นเอง
ไอ้วิศ บอกว่า ตอนแรก กะจะเขียนหน้าเค้กว่า “อย่าลืมจ่ายค่าเค้กด้วย” (อืม…ก็ดีนะ)
แต่ เล่นเรื่อง MP3 ดีกว่าเพราะรู้ว่า ผมโรคจิตเรื่อง แผ่นผี ซีดีเถื่อน

คืนนี้ผมกลับมากินข้าวกับครอบครัว
แม่สงสัยว่า ลูกชายคงกลัวไม่ได้เป่าเทียนวันเกิด…
เลยถึอขนมเค้ก มาเองเลย

ขนมเค้กอร่อยมาก
ยิ่งเวลา แบ่งกันกินกับคนในครอบครัว จะอร่อยกว่าไปนั่งกิน เท่ๆคนเดียวที่ STAR BUCKS หลายเท่านัก

เวลา 30 ปี กับประสบการณ์ กินเลี้ยงวันเกิด มาแล้ว ไม่ต่ำกว่า 25 ครั้ง

กินกับเพื่อนๆ สนุกที่สุด

แต่ กิน กับ ครอบครัว มีความสุขที่สุดครับ

A Bad Dream

December 16, 2007 2 comments

เมื่อเร็วๆนี้มี เพื่อนคนหนึ่งโทรมาหาผม แล้วบอกว่า

“CD WareHouse ลดราคา 50% รีบไปด่วน!!”

ด้วยความเป็นคน บ้าซื้อ CD เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยรีบกระวีกระวาด ไป สาขาที่ใกล้ที่สุด
พ่ง เพื่อน ไม่สนมันทั้งนั้นล่ะ กูจะไปซื้อ CD

พอไปถึง ที่ร้าน ก็พบว่า อัลบั้มใหม่ๆโดนกวาดเกลี้ยงไปหมดแล้วครับ
ไม่มีเหลือดีเลย ส่วนใหญ่จะเป็น อัลบั้ม เจ๊งๆ ที่ขายไม่ออก ลดราคาให้ถูกแสนถูกยังไง ก็ไม่ได้ช่วยระบายของ ออกไปได้

ผมไปเลียบๆเคียงถาม พนักงาน ร้าน ว่าทำไมถึง ลดราคากัน สะบั้นหั่นแหลกอย่างนี้
เค้าก็บอกมาว่า
CD WareHouse Thailand จะปิดกิจการแล้ว…

แทบไม่เชื่อหูตัวเองครับ
เพราะว่า ที่นี่เป็นร้านระดับ อินเตอร์ และมีสาขาอยู่ทั่วโลก
เหมือนเป็น Burger King ของคนฟังเพลงเลย

วันน้ั้นผมเดินคอตกกลับบ้านไป พร้อม CD กิ๊กก๊อก 2-3 แผ่น
เดินไปก็ตั้งคำถามไปครับว่า ทำไมมันถึงปิดได้หว่า..

ที่จริงไม่ต้องเป็นนัก เศรษฐศาสตร์ หรือ นักบัญชีที่ไหนก็น่าจะพอเดาได้ว่า

“ที่ CD WareHouse มันปิดตัวก็เพราะว่ามัน เจ๊ง ไง!!”

และที่มัน เจ๊ง ก็เพราะว่า ไม่มีคนไปซื้อ CD….ก็แค่เนี้ย

เป็นความจริงที่ว่า CD WareHouse ขาย CD ราคาเต็ม
Sticker แปะราคาเท่าไหร่ขายเท่านั้นเลย
แต่ก็แลก กับ การมี จุด Listening Post ที่ให้เราได้ทดลองฟัง อัลบั้ม ต่างๆก่อนตัดสินใจซื้อ
การจัดวาง ชั้นสินค้าที่มี มาตรฐาน สามารถเดินเข้าไปเลือกหา อัลบั้ม ที่เราชอบได้เลย
ไม่ต้อง งง ทั้งๆที่เป็นร้านขนาดใหญ่
ส่วน Counter โปรดของผมคือ Used CD สำหรับคนที่ เบื่อ Cd เก่าของตัวเอง เอากลับมาขายต่อให้ร้าน
โดยทางร้าน จะนำแผ่นมาทำความสะอาดและ ขายต่อให้กับคนเบื้ยน้อย หอยน้อย (อย่างผม)ในราคาที่สมเหตุสมผล
พร้อมกับ พนักงาน หลายคนที่ ยืนกะลิ้มกะเหลี่ยคอยให้คำแนะ นำในการเลือกซื้อ Used CD ของเรา
คือเรียกว่า ซื้อ บริการ เพิ่ม ว่างั้นเหอะ

แต่ว่าสมัยนี้คนซื้อ Cd กันน้อยลงครับ
เพราะว่าเพลง เป็น สินค้าที่ สามารถแปรสภาพ เป็น Digital ได้
และ สามารถ หา Download ได้ง่ายมาก ตาม web bit ต่างๆ

ถึงค่ายเพลง จะพยายาม ขาย Digital Download ตามมือถือ หรือ Internet
แต่ สภาพตลาดปัจจุบัน ก็ยังมี ฐานกำลังหลักอยู่ที่ พวก ขโมย Download ฟรี อยู่ดี

แถม พฤติกรรมการฟังเพลงของคนยุคนี้ก็เปลี่ยนไปแบบ หน้ามือเป็นหลังตีน เลย
คือ 1.จากมือถือ 2.จากคอมพิวเตอร์ 3.จาก เครื่องเล่น MP3 แบบพกพา

ที่สำคัญ ทั้ง 3 แบบนี้ไม่จำเป็นต้อง พึ่งพา Tape หรือ CD ซํกกะตี๊ด

แล้วใครมันจะไปซื้อ Tape, Cd กันล่ะ?

คำถามนี้ถ้าให้ผมตอบแบบซื่อๆ ผมจะตอบว่า

คนที่เห็นคุณค่าและเคารพในลิขสิทธิ์ทางปัญญาครับ

น่าเศร้าที่คนในแบบที่ผมว่า มีน้อยยิ่งกว่าน้อยในบ้านนี้ เมืองนี้

ร้านอย่าง CD WareHouse ก้เลยต้องปิดตัวลง

ไม่มี�ีกแล้วครับ

ไม่เฉพาะแต่ร้านนี้ร้านเดียว กระทั่งร้าน พี่เปี๊ยก ดีเจสยาม ร้านโดเรมี หรือ ร้านพี่น้อง ท่าพระจันทร์
ก็กำลังอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรน

คนเหล่านี้ดำเนินธุรกิจด้วยความเชื่อครับ
เชื่อว่า สามารถดำรงชีวิตได้ ด้วยสินค้า Tape และ CD
แต่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ความเชื่อของ พวกเค้า จะถูกทำลายลง ในวันไหน

ล่าสุดก็รู้มาว่า ค่ายเพลงสากล EMI ก็กำลังปิดตัวลงอย่างถาวร ในประเทศไทย
ต่อไปนี้ ใครจะซื้อ CD ของ EMI จะต้องเป็น CD Imported เท่านั้น
เพราะว่าไม่มีการผลิตในประเทศไทยอีกแล้ว

และเมื่อขาด ร้านที่ นำเข้า CD รายใหญ่อย่าง CD WareHouse ไปอีกเจ้า
เราก็จะหาซื้อ CD ที่เราชอบ ยากขึ้น และแพงขึ้นเรื่อยๆ

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของ คนที่ ขโมย Download อยู่แล้ว
แถมจะทำให้ ผู้คนหันมา ขโมย Download กันมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมขอเดาเล่นๆว่า ถ้าจำนวนคนที่ ขโมย ยังมากขึ้นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ…

“ค่ายเพลงทุกค่าย ร้าน CD ทุกร้าน จะต้องเจ๊งภายในเวลา ไม่เกิน 10 ปีครับ”

นั่นคงจะเป็นฝันร้ายอย่างแท้จริง…

WhatGenreYouR?

November 23, 2007 6 comments

คุณชอบฟังเพลง แนวไหน ครับ?
ผมเคยถามคำถามนี้กับหลายๆคน
ด้วยความที่เป็นคน ค่าย เพลง ก็เลยพยายามที่จะ เชค เทรนด์อยู่เสมอ
ซึ่งก็ได้คำตอบแตกต่างกันไป ตามความชอบ
แต่หลายๆครั้ง มักจะได้คำตอบบบ คลุมเครือ..

“ไม่รู้ดิ ชอบที่มันเพราะๆ”
“เอาแบบ เบเกอรี่ น่ะ”
“ก็ฟังไปเรื่อยนะ”

สมัยเด็กๆ ผมและผองเพื่อนจะ ต้องมี แนวเพลงที่ชอบ
ยึดเหนี่ยวกันไว้ตลอด
จะเป็นชาวร็อค จะเป็นเด็กแร๊ฟ
หรือ จะเป็น กรุ๊ปปี้ ตามกรี๊ด ป๊อปไอดอล ก็ตามแต่
ถือว่าต้องมี กันเกือบทุกคนครับ คนละแนว สองแนว

แล้วเราก็จะดำเนินชีวิตวัยรุ่นไปตาม แนวเพลง และ ศิลปินที่เราชอบ

คนที่ชอบ แนวร็อค ก็อาจจะโผงผางหน่อย บางรายถึงกะชอบใช้กำลัง แต่ลึกๆแล้วเป็นคน Sensitive พ่ายแพ้ต่อความรัก

คนที่ชอบ Rap นี่เป็นพวกมือไม้อยู่ไม่สุขครับ ไอ้พวกนี้เวลาพูดจา ต้องทำมือทำไม้ประกอบไปด้วย ดูมันคุยเฉยๆก็เหนื่อยแล้ว พวกนี้ ชอบอะไรฉาบฉวย ไม่ค่อยลึกซึ้ง มาแนว Mix & Match อะไรมาก็เห่อกะเค้าเป็น พักๆไป

พวก R&B นี่ดูไปคล้ายคน Romantic แต่จริงๆแล้ว Erotic ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ SEX เป็นเรื่องสวยงามสำหรับคนกลุ่มนี้

พวก POP ถือเป็น บุคคลส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ ครับ อะไรที่มันเพราะๆ ฟังง่ายๆ นั่นล่ะเค้าเรียกว่า POP คนพวกนี้ เป็นพวกไม่ชอบใช้สมองฟังเพลง เพราะว่า วันปกติก็ปวดกบาลกันจะแย่อยู่แล้ว สำหรับพวกเค้า โลกของเสียงเพลงคือโลกที่ Relax และก็สวยงาม

คนชอบ ลูกทุ่ง หรือ Country………
เป็นคน ขี้เหงา ขี้คิดถึงบ้าน
ชอบธรรมชาติ และ อนุรักษ์นิยมหน่อยๆ

คนชอบดนตรี Funk คุณเป็นคน มีจังหวะชีวิต ครับ แต่เป็นจังหวะแบบ ยกๆถอยๆ
คือ สนุกกับการใช้ชีวิต มีแนวคิดแปลกๆ และ สร้างสรรค์ แต่อาจจะมีคนเข้าใจคุณ น้อยไปหน่อย
ซึ่ง คุณก็อาจจะไม่แคร์ อยู่แล้ว

คนชอบ Jazz เป็นคน ไม่อยู่กะร่องกะรอย กระเดียดไปทาง หัวสูงหน่อยๆ หาคนพวกนี้ได้ตาม Counter ของ ร้านกาแฟหรูๆ ทั่วไป

คนชอบ Blue ก็ไม่ค่อยอยู่กะร่องกะรอย เหมือนกันครับ แต่รายนี้จะออกแนว ชีวิต หม่นหมอง ไม่รู้ว่ามันจะเศร้าไปไหน
คนพวกนี้สามารถทำให้ทุกเรื่อง ในชีวิต กลายเป็นเรื่องเศร้าได้ ขนาดสนุก ยังสนุกแบบ Blue Blue

แต่ในชีวิตจริง คนเราชอบเพลงกันหลายแนวครับ

หลาย�ย่างดีนะ

มันก็เหมือนจังหวะชีวิตของเรานั่นแหละ
เพลง Dance จะมันขึ้นจากเดิมมาก เมื่อได้ Dance กะ เพศตรงข้าม

ในขณะที่ เพลงเศร้า ก็จะมีความหมายมากขึ้น ในวันที่เราเสียใจ

กระทั่ง เพลงชาติ ก็อาจจะกลายเป็น เพลงเพราะ จับใจ ขึ้นมาทันที เวลาที่เราอยู่ต่างบ้านต่างเมือง

คงจำเพาะเจาะจงกันไปไม่ได้ชัดๆว่าใครเป็น อะไร จากเพลงที่ฟังอย่างเดียว
แต่ที่แน่ๆก็คือ เราทุกคนใช้เพลงเป็นเครื่องปลอบโยน จิตใจ ครับ

ใครชอบแนวอะไร ก็บอกเล่ากันมาดูครับ
แต่ถ้า คุณ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรเลย

ลองคิดถึง Life Style ของตัวเองดูครับ
แล้วจะ เจอ แนวเพลงที่เราชอบ

เชื่อดิ :-)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.