Archive

Archive for the ‘ไม่รู้เหมือนกันว่ะ’ Category

วันที่ bell ไม่อยู่

December 10, 2008 Leave a comment

ผมกำลังจะลาโลกนี้ไปครับ…

ลาจากโลกที่แสนวุ่นวาย

โลกที่ลวงตาเราด้วยภาพความฝัน

แล้วก็ล่อลวงให้เราเดินเข้าไปสู่วังวนของ การแก่งแย่ง ชิงดี

ทั้งๆที่ ของที่เรา ไป แย่ง ไปตบตี กับเค้า เนี่ย

เดิมที…มันก็ไม่ใช่ของๆเราซะหน่อย

ผม เบื่อหน่าย กับ ชีวิตที่จะต้อง คอย จูน ความต้องการ และ ผลประโยชน์ ของคนหลายๆ ฝ่าย ให้ตรงกัน

ทั้งๆที่ มันไม่มีวันที่จะตรงกันได้จริงๆ

โลกนี้คือ ละครสัตว์ ที่แสนจะวุ่นวาย เหลือเกิน…

ผมจะขอ อนุญาต ผู้เล่น และ ผู้ชม ทุกๆท่าน เดินออกจาก เต๊นท์ หลังนี้ออกไป

ไปสู่โลกที่สงบกว่า เรียบง่าย และเป็นจริงกว่า…

ผมจะบวชเป็นพระ แล้วครับ

ขอไป นั่งสงบๆ ทำใจให้สบาย ไม่มีเรื่องทุกข์ในใจ ซัก 15 วัน

แล้วจะกลับมาเจอกับทุกๆคนใหม่ครับ

ส่วน ใครที่สนใจไปร่วมงาน ล่ะก็ 21 ธันวาคมนี้ ที่วัดคลองเตยนอก ใกล้ๆกรมศุลกากรครับ

7 โมงเช้าจะเริ่มโกนหัว

มีกาแฟและอาหารเลี้ยงครับ :-)

ด.ญ วัลลี

February 21, 2008 5 comments

ยังจำ เด็กหญิง วัลลี กันได้ไหมครับ?

เด็กหญิงวัลลี ณรงค์เวทย์ นักเรียน ป.5 โรงเรียนวัดโรงธรรม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อปี พ.ศ. 2524

ปี พ.ศ.นั้น วัลลีสายตาสั้น อยู่ในชั้นเรียนต้องนั่งอยู่แถวหน้า วิ่งไปมาระหว่างโรงเรียนกับบ้าน ระยะทางเป็นกิโลๆ

วัลลี มีแม่ป่วยเป็นอัมพาต นอนแน่นิ่งให้ป้อนข้าวป้อนน้ำ มียายชราช่วยตัวเองไม่ได้ สายตาย่ำแย่เต็มทีอีกคน

เมื่อเรื่องราวเด็ก ป.5 กับภาระชีวิตหนักหนาสาหัส ปรากฏในไทยรัฐ มือไม้ขวักไขว่ของ ผู้คนในสังคม ก็ยื่นเข้าไปโอบอุ้มชีวิตวัลลี ถูกแต่งแต้มเติมสีสัน เป็นหนังขายดี จากภาพยนต์เรื่อง วัลลี

สุดท้าย เธอมีชีวิตที่ดีขึ้น จากความช่วยเหลือของผู้คนในสังคม ทุกวันนี้วัลลี ยังคงต่อสู้บนอีกเวทีหนึ่ง เวทีธุรกิจที่เธอเป็นเจ้าของ ร่วมกับ สามีและลูกๆ ที่เป็นกำลังใจของ วัลลี ตลอดมา

อ่านกันมาถึง บรรทัดนี้แล้ว หลายคนคง สงสัยว่า ผมมาเล่าเรื่องของวัลลีทำไม?

ตอบครับ

1. ผมเชื่อว่า เราควรต้องสรรเสริญคนที่ทำความดีกันบ่อยๆ และอย่าลืมความดีของคนกันง่ายๆ เพราะว่า ความดีที่แท้จริงนั้น มักไม่มีผลตอบแทน ถ้าเราไม่ยกย่องและสรรเสริญผู้ที่ทำความดีกันแล้ว…ใครมันจะอยากทำ

2.ช่วงนี้ชีวิตผมคล้ายๆ พี่วัลลี ครับ เพราะว่าคุณพ่อผ่าตัดหัวเข่าเดินไม่สะดวก เลยต้องไปๆมาๆ ระหว่างแกรมมี่ กะโรงพยาบาลวันละ 3 รอบอย่างต่ำ ต่างกันตรงที่ พี่วัลลี เดิน ส่วนผมขึ้นรถไฟฟ้า แต่พอผมเปรยกับใครๆว่า ชีวิตช่วงนี้เหมือน ด.ญวัลลี ก็จะมีแต่คนทำหน้างงๆ แล้วถามว่า “วัลลีนี่ใครอ่ะ?”

ตอนนี้คงรู้กันหมดแล้วนะ :-)

Nike Air Max 90 CMYK

ข้อมูลของ ด.ญ. วัลลี จากคอลัมภ์ ของคุณ กิเลน ประลองเชิง ครับ

Grammy Effect

February 10, 2008 9 comments

“ฮัลโหล เบลล์ เหรอ?”

“คร้าบ ป๊า”

“อยู่ไหนเนี่ย?”

“หน้าจุฬาคร้าบ”

“ไปทำอะไร? ทำไมยังไม่กลับบ้าน? รู้มั้ยเค้า รอกินก๋วยเตี๋ยวกันทั้งบ้าน?”

“รู้ แต่มันไม่มีรถ แท๊กซี่ รับเลยให้ทำไงอ่ะ?”

“แกร่ก….” (อ้าว วางหูกันซะงั้น)

ผมกำลังยืนอยู่หน้า จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ในมือ ถือถุงก๋วยเตี๋ยว ยืนตาละห้อย รอรถแท๊กซี่อยู่ครับ

ราวๆ ครึ่งชม.มาแล้วที่ไม่มี รถแท๊กซี่ คันไหนจอดรับผมเลย แถมต้องรีบเอา ก๋วยเตี๋ยวไป บำรุงกระเพาะน้อยๆ

ของคนที่บ้านอีก 4 ชีวิต ขณะที่ผมกำลังจะทำเรื่องไร้สาระ โดยทดลองเดินไปเรื่อยๆจนกว่าจะเรียกรถได้ อยู่นั้น…

” พี่ๆไปไหนครับ”

เป็น พี่ มอเตอร์ไซค์วิน เสื้อกั๊กเขียว จอดรถส่งยิ้มมาให้

ใจผมเองไม่อยากจะนั่ง มอไซค์ ไปไหนไกลๆเกินกว่า ร้านโจ๊กแถวบ้านเลย แต่วันนี้มันท่าจะ จำเป็น ครับ

“ไปกล้วยน้ำไท พี่”

“อืม…ไปกบผมแล้วกันรับรองปลอดภัย 120 บาทครับ” บอกราคามาเสร็จสรรพ

ชั่วโมงนี้ไม่มีอะไรต้องคิดมากกันแล้ว ผมก้าวขึ้นคร่อม มอเตอไซค์ ของลูกพี่เค้าโดยไม่ได้ต่อรองราคาอะไรเลยคิดแค่ อยากไปถึงบ้านเร็วๆก่อนที่ก๋วยเตี๋ยว จะพากันขึ้นอืดไปหมดทั้งถุง

เวลา 21:25 ไฟแดง สามย่าน

พี่เรียนที่จุฬาเหรอ? (คงถามเพราะอยากชวนคุย) – เปล่าครับ

อ้าว แล้วพี่มาทำอะไรแถวจุฬา? – (เอ๊ะ! ไอ้นี่ นี่) มาธุระครับ

แล้วพี่ทำงานหรือยัง? – ทำแล้วครับ

ทำที่ไหนอ่ะ? – แกรมมี่ครับ

แกรมมี่ ? – ครับ

เวลา 21:30 รถเริ่มเลี้ยวซ้ายผ่าน สภากาชาดไทย

เจอดาราเยอะมั๊ยพี่? (เอาแล้วไง) – ก็เยอะครับ

เคย เคย เจอ อำพลมั๊ยพี่? – เคยครับ

หา! เคยเจออำพลแล้วเหรอ?เป็นไงพี่หล่อหรือเปล่า? (ไม่ถามเปล่ามีการหันมาคุยด้วย) – ละ ละ หล่อ ครัาบ

อำพลนี่ผมชอบเค้ามากเลยนะพี่ เสียดายไม่ออกเทปแล้ว ชุดสุดท้ายนี่ ม้าเหล็กนะ ผมจำได้ ไม่เหมือนเพื่อนเค้า ไอ้ กบ ไมโครนี่แหละ ออกเดี่ยวมาด้วย พี่รู้รึเปล่าว่าชื่อชุดอะไร? (แน่ะมาลองภูมิกรูอีก) – รู้สึกจะชื่อ ฉันทนา อะไรเนี่ยล่ะครับผมจำไม่ค่อยได้

ถะ ถะ ถูกต้องนะคร้าบ!! พี่นี่ถือว่าใช้ได้ ชุดนี้ ชื่อเต็มๆว่า ฉันทนาโคโยตี้ แต่แกรมมี่ไม่ค่อยโปรโมท เลยไม่ค่อยมีคนรู้จัก (ตกลงใครอยู่แกรมมี่กันแน่วะเนี่ย)

“แต่เดี๋ยวปีนี้ ไมโครเค้าจะออกอัลบั้ม กับคอนเสิร์ต นะครับ”

จริงเหรอพี่? – จะ จะ จริงครับ

โห ดีมากเลย ถ้าออกจริงผมซื้อ คนนึงเลย – ขะ ขอบคุณครับ

แต่ถ้าไม่ออก พี่จะให้ผมทำไง? (อ้าว) – เอ่อ..ไม่รู้ครับ

เวลา 21:40 แยกสีลม

แล้วบิลลี่นี่พี่เคยเจอป่าว? – เคยครับ

โอย บิลลี่นี่ผมยิ่งชอบใหญ่ ทำไงผมถึงจะได้เจอเค้าบ้างล่ะ? – เอ่อ…พี่เค้าเปิดร้านอาหารอยู่ตรงซอยสุขุมวิท 24 น่ะ ลูกพี่ลองไปดูสิครับ (พี่บิลลี่ช่วยรับช่วงต่อไปทีนะพี่)

เจ๋งเลย! ผมจะลองไปดู แต่ถ้าผมไปแล้วไม่เจอ บิลลี่ จะให้ผมทำไงกะพี่ดี? – (Ship หาย) ก็..ไม่รู้ดิคับ

อีกทีพี่ ซอยอะไรนะ? – สุขุมวิท 24 ครับ ข้างๆเอ็มโพเรียมน่ะ

อ๋อ เอ็มโพเรียม เอ้อ แล้วพี่ไปทำอะไรที่ เอ็มโพเรียม อ่ะ? – (ไปตีกอล์ฟมั้ง) คือ…ไปซื้อของครับ

โห..ซื้อของ เอ็มโพเรียมเลยเหรอ? เงินเดือนเยอะซิท่า เงินเดือนเท่าไหร่พี่? (ตอบก็โง่ดิ) – ไม่เยอะหรอกครับ

สี่ – ห้า หมื่นถึงรึเปล่าพี่? อยากรู้ๆ (แต่กรูไม่อยากบอกไง) – ไม่ถึงครับ

21:45 หน้า สวนลุมไนท์บาร์ซ่า

พี่เคยเจอผู้หญิงหรือเปล่า? – (มันมาอีกแล้ว) เอ่อ..เคยครับ

มาช่านี่เคยเจอไหม? - เคยครับ

สวยป่ะ? – สวยครับ

แล้ว นัท มีเรีย กะ นิโคล ล่ะ – (เฮ่อ…เหนื่อย นะเนี่ย) เคยครับ

สวยป่ะ? – (ว๊ากกกก กรูจะบ้า) สวยครับ

พี่ พี่บอกผมตรงๆเลยดีกว่า ว่าที่ตึกแกรมมี่เนี่ยใครสวยที่สุด? – ข้างหน้าครับ

อะไรนะ? – ช่วยมองข้างหน้าหน่อยครับ ไม่ต้องหันมาคุยกะผมก็ด้าย

ขอโทษๆ คุยเพลินไปหน่อย ว่าแต่ พี่ว่าใครสวยที่สุดอ่ะ? – (สาด) ไม่รู้จริงๆครับ แล้วแต่คนชอบน่ะ

ผมว่า นัท มีเรีย สวยนะ สวยกว่า มาช่า อีก หรือพี่ว่าไง? – ไม่ว่าครับ แล้วแต่พี่ก็แล้วกัน

21:55 คาร์ฟู พระราม 4

พี่ครับ (อะไรอี๊ก!) ตอนแรกเราตกลง ราคาไว้ที่เท่าไหร่นะ 1oo นึงหรือเปล่า ผมความจำสั้นน่ะ – 120 บาทครับ

อ้าว! 120 เหรอ ขอบคุณครับพี่ ผมจำไม่ได้จริงๆ – ไม่เป็นไรครับ

พี่จะลอง ทิป ให้ผมอีกหน่อยก็ได้นะ อีกซํก 20 บาทเป็นไง? (อ้าว ยังไงของมรึงเนี่ย) – ….เงียบ….

ไม่ไหวเหรอพี่? - ไม่ใช่ไม่ไหวครับ แต่ตอนแรกพี่บอก 120 ผมไม่ต่อพี่ซักคำ ผมอยากจะจ่ายที่ 120 พอครับ

อ้อ! โอเคๆครับ เอาแบบตอนแรกก็ได้ (กรูต้องขอบคุณมรึง มั้ยเนี่ย)

22:00 ถนน พระราม 4 แยกกล้วยน้ำไท

ตอนนี้แกรมมี่ เค้าไม่ทำเทปแล้วเหรอพี่? หาซื้อยากมากเลย – เค้าลดจำนวนผลิตลงครับ

อ้าว! ทำไมอ่ะ – (มา! มรึงอยากรู้นักใช่มั๊ย?) คือ มันขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายครับ ถ้าเป็นกลุ่มลูกทุ่ง จะยังฟังเทปอยู่เยอะ ก็จะหาซื้อได้ง่ายหน่อย แต่ถ้าเป็น กลุ่ม วัยรุ่น อย่างพวก Retrospect เด็กๆมันเลิกฟังเทปกันแล้วก็จะไม่ผลิตครับ

นั่นไงๆ ไอ้ วงที่ร้อง ปล่อยให้ช้านตาย อะไร ซักอย่างเนี่ย (รู้จักด้วยวุ้ย!) มันไม่ยอมทำเทป ผมเลยไม่ฟังมันเลย!

พี่! ขอร้องเลย ช่วยไปบอกผู้ใหญ่ในตึก ให้หน่อยว่า “อย่าเลิกทำเทป” เพราะคนหาเช้ากินค่ำอย่างผม ไม่มีตังไปซื้อหรอก ซีดง ซีดี

ได้ไหมพี่? – ได้ครับ (ยิ้มน้อยๆ)

(ทำหน้าฉงน แล้วหันมามองหน้าผม) ว่าแต่…พี่น่ะ “ใหญ่” พอหรือเปล่า?- (อ้าว! ไอ้หอยนี่) ไม่…ไม่ใหญ่ครับ ช่วย ช่วยมองไปข้างหน้าด้วยครับ

อ้าวเหรอ (ทำหน้าเซ็งๆแล้วหันกลับไป) ถ้ามีโอกาสก็ช่วยบอกผู้ใหญ่ละกันนะ ผมมีปัญญา ซื้อได้แต่เทปนี่ล่ะ – ได้ครับ

22:05 หน้าบ้านของผมเอง

เดี๋ยวพี่จอดข้างหน้าเลยครับ

ไกลเหมือนกันนะพี่ 120 บาทไม่แพงเลยเนอะ… (ไม่แพงหรอกแต่กรูเหนื่อยหัวใจ)

ขอบคุณพี่มากเลย ที่ทำให้ได้รู้เรื่อง แกรมมี่เยอะแยะเลย (อ่ะ จ้ะ)

ผมเดินเข้าบ้านไปด้วยความเหนื่อยอ่อน หลังจากมอบก๋วยเตี๋ยวให้กับสมาชิกผู้หิวโหยแล้ว ก็อาบน้ำ จากนั้นก็มา Update Blog อันนี้ครับ

คืนนี้ ผมได้เรียนรู้ 2 เรื่องจาก ลูกพี่ นักบิด คนนั้น คือ

  1. เทปคลาสเซ็ท ยังคงเป็นที่ต้องการอยู่ในกลุ่มคนมีรายได้ต่ำ อย่าเพิกเฉยต่อมัน
  2. ถ้าวันหลังมีคนมาถามว่า ทำงานอะไร? ให้ตอบไปเลยว่า เป็นลูกจ้างเขาพี่ งานโคตรน่าเบื่อ ไม่อยากพูดถึงน่ะ!

PS. ใครที่รู้จัก พี่บิลลี่ โอแกน เป็นการส่วนตัวฝากเตือนด้วยครับว่า เร็วๆนี้อาจมี เจ้าหนู จำไม แวะไปเยี่ยมเยียน โปรดระวัง!

ำพลเมืงดี บิลลี่เข้ม

Big Ass – Bodyslam จับมือ

January 23, 2008 3 comments

ไม่ธรรมดา

ครับอย่างที่เห็นในภาพ
สองคนนี้ จับมือกัน ในห้องประชุม
คงจะ ตกลงใจ ทำอะไรกันซักอย่างครับ

แว่วๆ ว่าจะเป็นเรื่อง คอนเสิร์ต…

PS. มีอะไรอัพเดทจะรีบมาฟ้องด่วนๆครับ :-D

The Gifts

January 5, 2008 10 comments
    สวัสดีปีใหม่กันอีกรอบครับ

    ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา คิดว่าทุกๆคนคงจะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างสนุกสนานไปแล้ว

    ทางผมเองก็เหมือนกันครับ

    ปีใหม่นี้ ผมไป บาบีคิว ปาร์ตี้ กับ ทีมไอ้ พวก แวมไพร์ ที่ส่ง ขนมเค้ก มาในวันเกิดของผม
    พูดว่าย่าง บาบีคิว ให้มันเท่ไปงั้นล่ะ เพราะที่จริงแล้วมันคือ เตาถ่าน ใบเล็กๆ แบบที่ แม่ค้าเค้าใช้ย่างหมูปิ้ง นั่นแหละ

    อยู่กับไอ้พวกนี้ เหมือนกับได้หยุดเวลาครับ เพราะว่าพวกมันยังคุย ยังเถียงกันอยู่เรื่องเดิมๆ เช่น เทคนิคการเล่นเกม War Craft, อาทิตย์นี้ไปเดิน มาบุญครองกัน, ชอบผู้หญิงคนนี้ แต่เค้าไม่ชอบเรา ทำไงดี, ทำไม HI 5 ของมึงถึงหญิงเยอะกว่าของกู ฯลฯ

    10 กว่าปีแล้ว…

    อยู่กับเพื่อนๆกลุ่มนี้แล้ว รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลาครับ

    ส่วนคืนวันถัดมา เป็น ปาร์ตี้ จับฉลาก ที่บ้านพี่ อ๊อฟ บิ๊กแอส ซึ่งถือเป็นประเพณีประจำของทุกๆปี ที่จะต้องไปเจอกัน

    ปาร์ตี้นี้มีคนมาทั้งหมดรวม 57 คน
    ผมไม่ได้นับหรอก ใช้การคำนวณเอา ซึ่งคุณจะรู้ตอนท้ายว่าผมคิดยังไง…

    สิ่งที่เหมือนๆกันในทุกปี ที่งานปีใหม่บ้านพี่อ๊อฟ ก็คือ

    1. BIG ASS (ตอนนี้เป็น BEGINS)
    2. bodyslam (ตอนนี้กำลัง Save My Life)
    3. ศิลปินรับเชิญ
    4. ทีมงาน
    5. พี่อ้าย Hot Wave
    6. ตู้ Dart ไฟฟ้า (ก็ปาเป้านั่นแหละ)
    7. การจับฉลาก
    8. การจับฉลาก รอบพิเศษ
    9. อาหาร และ เครื่องดื่ม

    ก่อนจะพูดถึง ข้อแรก ผมขอพูดถึง ข้อสุดท้าย ก่อนเลยก็แล้วกันครับ คือ อาหารในคืนนั้น มี แกงเขียวหวานเนื้อ แกงเขียวหวานไก่ ลาบไก่ทอด ยำสิ้นคิด (ยำวุ้นเส้นน่ะ) แล้ว ก็ซี่โครงหมูย่างราดซอส บาบีคิว ซึ่ง ทุกชิ้น ย่างโดย คุณ ปาล์ม Instinct คน คนนี้มีฉายา ที่รู้กันเฉพาะพวกเราว่า “ไอ้ลูกหมี” ซึ่งเจ้าตัวก็ชอบอกชอบใจซะด้วย

    ถัดมาเป็น “เนื้อย่างสุดยอด” ของ พี่ โอ๊ค บิ๊กแอส ซึ่งสุดยอดจริงๆครับ ย่างได้แบบ คนรู้ใจเนื้อวัว เลยคือ หมักกับเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งจริงๆแล้วผมไม่รู้หรอกว่าใส่อะไรลงไปมั่ง รู้แค่ว่าสุดท้าย พี่แกใส่ แสงโสม ลงไปเกือบค่อนขวด….

    ส่วนที่ว่า สุดยอดนั้น เป็นเรื่องของเทคนิคการย่างครับ เพราะว่า พี่โอ๊ค ย่างเนื้อ ได้ แบบไม่สุกเกินไป หรือที่ภาษาของชาว สเต๊ก เค้าเรียกกันว่า Medium Rare ยังเห็นเนื้อแดง อยู่นิดนึงตรงกลางชิ้นเนื้อ พอกัดเข้าไปงี้ Juicy Juicy

    พออิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ถึงช่วงเวลา High Light ครับ นั่นก็คือ การจับฉลาก
    ปีนี้มีข้าวของหลากหลาย ครับ
    ซึ่งก็มีทั้งของที่ ดีมาก ดี ก็ดีนะ เฉยๆ เลว และ เลวมาก คละเคล้ากันไป

    คุณว่า อะไร ที่เป็นของ ที่เรามักจะจับได้บ่อยสุดๆ ในงานปีใหม่?
    กรอบรูป, โคมไฟ, นาฬิกา, พัดลม, คุกกี้, เหล้า ของพวกนี้ ถ้าใครเอามา จับ จะถูกประนามอย่างแรง ในฐานะ ไม่มีความสร้างสรรค์

    มาดูกันดีกว่า ว่าใครเอาอะไรมาบ้าง

    พี่โอม มือคีย์บอร์ด ของ bodyslam หิ้วกล่องยาวเฟื้อยมา ตอนแรกเราก็นึกว่าแกเอา คีย์บอร์ดมาจับ แต่ที่แท้ก็คือชั้นวาง CD (ลุ้นเก้อไปเลย)

    พี่ โป คนเขียนเนื้อเพลง เพราะว่ารัก ของ Retrospect เอากล่องยาวไม่แพ้กันมาจับ พอแกะออกมาเป็น กรอบรูป…( 1 โบว์ดำ)

    ไอ้โน้ต คนเขียนเพลง เพื่อนซี้ของผม เอา กรรไกร ตัดหญ้า มาจับ…สาดเอ้ย (5 โบว์ดำ)

    พี่อ้าย Hot Wave ถึงแม้ว่าขะเอา นาฬิกา มาจับ แต่ก็เป็น นาฬิกาข้อมือ Diesel ราคาหลายพัน (5 โบว์แดง)

    ปิ๊ด บอดี้สแลม เอาลำโพงสีขาว ดูทันสมัย ขนาดกำลังเหมาะกับห้องเล็กๆ มาจับ (5 โบว์แดง)

    ส่วน ตูน เอา แบรนเนอร์โปรตีนมาจับ…แต่กันคนโห่ด้วยการ ยัดตังค์ ลงไปฟ่อนนึงในกล่องด้วย (แก้ปัญหาด้วยเงิน -งดลงคะแนน)

    พี่อ๊อฟ บิ๊กแอส เอา “พระเอก ตัวจริง” มาจับ เครื่องเล่น DVD ยี่ห้อดัง ที่หน้ากล่องมีรูปใบเขื่องของ น้า สมบัติ อยู่บนนั้น (5 โบว์แดง)

    พี่หมู บิ๊ก แอส มาทำนองเดียวกัน แต่ว่า เป็น เครื่องเล่น DVD พร้อม จอ LCD ในตัว โอว! อิจฉาคนที่จับได้ (7 โบว์แดง)

    พี่กบ บิ๊กแอส เอาจักรยานมาจับ ของดี แต่ไม่มีความสร้างสรรค์ เพราะปีที่แล้วก็ จักรยาน (3 โบว์แดง)

    พี่โทน Artist Escort มือหนึ่งของประเทศไทย เอา แบรนด์ซุปไก่ มาจับ…(5 โบว์ดำ)

    “ไอ้ลูกหมี” จาก Instinct เอา “กรอบรูปอันเล็กๆ” มาจับ ซึ่งเป้นที่ประนามหยามเหยียดมาก ว่าไร้ซึ่งจินตนาการ และ ความสร้างสรรค์สิ้นดี

    พวกเรา ลองโหวตกันดูว่า ระหว่าง แบรนด์ซุปไก่ กับ กรอบรูปอันเล็กๆ เราอยากได้อะไรมากกว่ากัน ปรากฏว่า คะแนนเป็นเอกฉันท์ครับ ว่า เราอยากได้ แบรนด์ซุปไก่มากกว่า เพราะว่า ถึงจะกินไม่เป็น ก็ยังเอาไปให้ผู้ใหญ่ต่ออีกทอดได้…(รอดไปนะพี่โทน)

    งานนี้ เลยต้องมีการ ลงโทษ “ไอ้ลูกหมี” ด้วยการเต้นครับ ยังกะรับร้องมหาลัย ยังไงยังงั้น..รายละเอียดขอไม่เล่าครับ เพราะเดี๋ยวแฟนๆ Instinct เค้าจะช็อค!

    ปีนี้มีของต้องห้าม เกิดขึ้นมาใหม่อีก 2 ชิ้นครับคือ เครื่องชงกาแฟ และ กระเป๋าใส่ CD

    แล้วก็มาถึง การจับฉลากรอบพิเศษครับ นั่นก็คือ ทุกคนในงานจะต้องเอา เงิน ใส่ไว้ในขัน คนละ 20 บาท จากนั้นจะมีการทำฉลาก ชื่อ ของทุกคนใส่ไว้ใน ขันอีกอันหนึ่ง แล้วก็จะ “จับออก” ทีละชื่อ ใครที่มีชื่อเหลือ อยู่ในขันเป็นคนสุดท้ายจะได้เงินก้อนนั้นไป (ฟังดูคล้ายการพนัน นิดนึง)

    รอบแรก รวมๆตังกันได้ พันกว่าบาท ก็ขำๆดี ไม่มีซีเรียสอะไร ผู้โชคดี คือ คุณอ้อม จากมิวสิค บั๊กส์

    รอบสองพวกเรา “ลงขัน” เพิ่มเป็น คนละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 5,700 บาท (ถึงได้รู้ว่า มากัน 57 คน) งานนี้ไม่มีใคร คุยกับใครครับ เพราะว่าความโลภนั้น ได้บดบัง มิตรภาพ ที่เรามีให้กันเมื่อตอนหัวค่ำไปหมดแล้ว…

    แถมวิธีการ จับออก นั้นใช้วิธีการเดียวกับ การจับฉลากของขวัญ ทุกประการ คือ ชื่อใครถูกจับได้ ก็จะเป็นผู้ที่จับ ชื่อคนต่อไป ออกมา
    งานนี้ ไม่มีคำขอบคุณ เหมือนตอนจับของขวัญครับ…มีแต่คำสรรเสิรญในทางลบให้แก่กัน เช่น มึงจับกูขึ้นมาทำเจี้ยอะไร! สาดเอ้ย!

    สนุกจิงๆ

    ชื่อของผมสามารถเข้ารอบ 1 ใน 10 ครับ แล้วก็หล่นลงไป ส่วน น้องสาว ของผมเข้าไปถึงรอบตัดเชือกเลยทีเดียว คือเหลือแค่ สองคนสุดท้ายครับ
    และท่ามกลาง การให้กำลังใจของพวกเรา รวมถึงผมที่หวังจะมีเอี่ยวเล็กๆกับมันด้วย แล้วชื่อสุดท้ายก็ปรากฏออกมา….

    “พี่เจมส์ Sound Engineer!!!!!” (จบข่าว)

    คืนนั้นหน้าเศร้ากันทั้งพี่ทั้งน้องครับ ไม่รู้ว่า น้องผม จะถึงกับนอนไม่หลับเลยหรือเปล่า
    แต่ก็ทำให้ผมนึกถึง ประโยคหนึ่งในนิยายจีนที่ เคยผ่านตา

    “อย่าเสียดาย ในสิ่งที่ไม่ได้เป็นของเรามาตั้งแต่แรก”

    เอ้อ..ก็จริงแนอะ

    สวัสดีปีใหม่ครับ :-)

How Sweet it is

December 20, 2007 3 comments

บ่ายแก่ๆของวันนี้ ในขณะที่การประชมกำลังดำเนินไปอย่างเฉื่อยแฉะ…
โทรศัพท์ของผมก็เกิดสั่น ตื้ด!! ตื้ด!! ตื้ด!! ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ มีขลุ่ย
“สวัสดีครับ นั่น เบลล์ หรือเปล่าครับ?”
“ใช่ครับ”

“เบลล์ที่อยู่ ชั้น 33 หรือเปล่าครับ?”
“คือ มีของขวัญวันเกิดมาส่งครับ”

“ฝากพี่ ร.ป.ภ. ข้างหน้าไว้ก่อนครับ ตอนนี้ประชุมเดี๋ยวผมออกไปรับเอง”

ใช่แล้วครับ วันนี้เป็นวันเกิดของผมเอง

วันนี้เป็นวันที่ ผมอายุ 30 ปีบริบูรณ์

30 ปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก…

ผมมีความทรงจำ ที่ดีมากมาย ที่เลวก็มากมาย ได้เรียนรู้ หลายสิ่งหลายอย่าง
ทั้งที่เป็นประโยชน์ และ ไร้สาระ

ทั้งหมดนี้ประกอบขึ้นมาเป็นตัว คน คนหนึ่ง

ในวัยที่เราคิดว่า เรารู้ดีทุกอย่าง เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า ที่จริงแล้ว
เราไม่ได้รู้อะไรเลย ดีแต่เบ่งไปวันๆ

ในวัยที่เรารู้สึกรักอย่างที่ไม่เคยรักมากเท่านี้มาก่อน
แล้วเราก็ได้รู้ว่า ที่สุดแล้ว ต้องรู้จักปล่อยวาง

ในวัยที่เราห้าวสุดๆเพราะคิดว่า เรามีหน้าที่การงานที่ สุดตีน เหลือเกิน
หลังจากนั้นไม่นาน ไอ้สุดตีนที่ว่า ก็หลุดผลอย ออกจากมือไป ซะงั้น

ผมได้เรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรที่ ถูก หรือ ผิด จริงๆ
ไม่มีอะไรที่ ขาว หรือ ดำ อย่างชัดเจน (ยกเว้นเสื้อกะขอบตาของพวก เรทโทรเรียน)

โลกนี้มันเป็น สีเทาหม่นๆ ปะปนไปมา ระหว่าง ความรู้สึก กับ ความถูกต้อง

เราไม่มีสูตรสำเร็จ ในการใช้ชีวิต ไม่งั้นทุกคน คงประสบความสำเร็จกันหมด
เรามีแค่ Reference ในการใช้ชีวิต ของคนอื่นเท่านั้น
ต่างคนก็ต้อง Adapt ปรับเปลี่ยนกันไปเอง

30 ปีผ่านไปผมเพิ่งคิดได้ เมื่อบรรทัดก่อนหน้านี้เอง…

คิดไปซะยาว กลับมาเล่าต่อ ตอนที่ ประชุมเสร็จแล้ว ก็นึกขึ้นได้ ว่า มี “ของฝัน” นี่หว่า(ก็ของขวัญนั่นแหละแต่เรียกแบบจิ๊กโก๋)

ที่จริงมันไม่ใช่ “ของฝัน” ครับ

มันเป็น ขนมเค้ก Black Forrest ขนาด 2 ปอนด์

น่ากินมาก……

แต่ที่หน้าเค้กก็ดันมีข้อความที่ กวนส้นตีน มาก ดังนี้

กวนตีนนะเนี่ย

ครับ การ์ดก็ไม่มีให้ เลยไม่รู้ว่าใครส่งมา
ผมก็เดาหว่านไปเรื่อย

ว่าเป็นพวก MTV หรือเปล่า
ก็คงไม่ใช่เพราะว่า ไวยากรณ์ มันแปลก ไม่ Hip แบบ คน MTV เยย

หรือเป็นพวก Music Bugs
ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะว่า คนค่ายเพลง เค้าถือ เรื่อง MP3 กัน ล้อตัวเองมากๆเดี๋ยวจะชง

คนที่นี่ก็ไม่ใช่ เพราะว่า ก็เพิ่งซื้อเค้ก เดินเอามาให้
คงไม่ซื้อ ถึง สองก้อน เอาไว้ อำเราเนี่ยนๆ หรอก

คิดไปคิดมา ก็ ขี้เกียจคิดครับ

เวลา 30 ปีสอนผมว่า “บางเรื่องต้องรีบร้อน บางเรื่องต้องใจเย็น”
เดี๋ยวหมาจิ้งจอก ก็โผล่หาง ออกมาเอง…

แล้ว ไอ้เจ้าของเค้ก มันก็ทนไม่ได้ ต้อง ส่ง ข้อความมาถามว่าได้รับ เค้กหรือยัง?

ฮ่าๆ ไอ้วิศ ไอ้ศักดิ์ ไอ้เก็ต ไอ้นาท ไอ้โม้ เพื่อนสมัย มหาลัยนั่นเอง
ไอ้วิศ บอกว่า ตอนแรก กะจะเขียนหน้าเค้กว่า “อย่าลืมจ่ายค่าเค้กด้วย” (อืม…ก็ดีนะ)
แต่ เล่นเรื่อง MP3 ดีกว่าเพราะรู้ว่า ผมโรคจิตเรื่อง แผ่นผี ซีดีเถื่อน

คืนนี้ผมกลับมากินข้าวกับครอบครัว
แม่สงสัยว่า ลูกชายคงกลัวไม่ได้เป่าเทียนวันเกิด…
เลยถึอขนมเค้ก มาเองเลย

ขนมเค้กอร่อยมาก
ยิ่งเวลา แบ่งกันกินกับคนในครอบครัว จะอร่อยกว่าไปนั่งกิน เท่ๆคนเดียวที่ STAR BUCKS หลายเท่านัก

เวลา 30 ปี กับประสบการณ์ กินเลี้ยงวันเกิด มาแล้ว ไม่ต่ำกว่า 25 ครั้ง

กินกับเพื่อนๆ สนุกที่สุด

แต่ กิน กับ ครอบครัว มีความสุขที่สุดครับ

A Bad Dream

December 16, 2007 2 comments

เมื่อเร็วๆนี้มี เพื่อนคนหนึ่งโทรมาหาผม แล้วบอกว่า

“CD WareHouse ลดราคา 50% รีบไปด่วน!!”

ด้วยความเป็นคน บ้าซื้อ CD เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยรีบกระวีกระวาด ไป สาขาที่ใกล้ที่สุด
พ่ง เพื่อน ไม่สนมันทั้งนั้นล่ะ กูจะไปซื้อ CD

พอไปถึง ที่ร้าน ก็พบว่า อัลบั้มใหม่ๆโดนกวาดเกลี้ยงไปหมดแล้วครับ
ไม่มีเหลือดีเลย ส่วนใหญ่จะเป็น อัลบั้ม เจ๊งๆ ที่ขายไม่ออก ลดราคาให้ถูกแสนถูกยังไง ก็ไม่ได้ช่วยระบายของ ออกไปได้

ผมไปเลียบๆเคียงถาม พนักงาน ร้าน ว่าทำไมถึง ลดราคากัน สะบั้นหั่นแหลกอย่างนี้
เค้าก็บอกมาว่า
CD WareHouse Thailand จะปิดกิจการแล้ว…

แทบไม่เชื่อหูตัวเองครับ
เพราะว่า ที่นี่เป็นร้านระดับ อินเตอร์ และมีสาขาอยู่ทั่วโลก
เหมือนเป็น Burger King ของคนฟังเพลงเลย

วันน้ั้นผมเดินคอตกกลับบ้านไป พร้อม CD กิ๊กก๊อก 2-3 แผ่น
เดินไปก็ตั้งคำถามไปครับว่า ทำไมมันถึงปิดได้หว่า..

ที่จริงไม่ต้องเป็นนัก เศรษฐศาสตร์ หรือ นักบัญชีที่ไหนก็น่าจะพอเดาได้ว่า

“ที่ CD WareHouse มันปิดตัวก็เพราะว่ามัน เจ๊ง ไง!!”

และที่มัน เจ๊ง ก็เพราะว่า ไม่มีคนไปซื้อ CD….ก็แค่เนี้ย

เป็นความจริงที่ว่า CD WareHouse ขาย CD ราคาเต็ม
Sticker แปะราคาเท่าไหร่ขายเท่านั้นเลย
แต่ก็แลก กับ การมี จุด Listening Post ที่ให้เราได้ทดลองฟัง อัลบั้ม ต่างๆก่อนตัดสินใจซื้อ
การจัดวาง ชั้นสินค้าที่มี มาตรฐาน สามารถเดินเข้าไปเลือกหา อัลบั้ม ที่เราชอบได้เลย
ไม่ต้อง งง ทั้งๆที่เป็นร้านขนาดใหญ่
ส่วน Counter โปรดของผมคือ Used CD สำหรับคนที่ เบื่อ Cd เก่าของตัวเอง เอากลับมาขายต่อให้ร้าน
โดยทางร้าน จะนำแผ่นมาทำความสะอาดและ ขายต่อให้กับคนเบื้ยน้อย หอยน้อย (อย่างผม)ในราคาที่สมเหตุสมผล
พร้อมกับ พนักงาน หลายคนที่ ยืนกะลิ้มกะเหลี่ยคอยให้คำแนะ นำในการเลือกซื้อ Used CD ของเรา
คือเรียกว่า ซื้อ บริการ เพิ่ม ว่างั้นเหอะ

แต่ว่าสมัยนี้คนซื้อ Cd กันน้อยลงครับ
เพราะว่าเพลง เป็น สินค้าที่ สามารถแปรสภาพ เป็น Digital ได้
และ สามารถ หา Download ได้ง่ายมาก ตาม web bit ต่างๆ

ถึงค่ายเพลง จะพยายาม ขาย Digital Download ตามมือถือ หรือ Internet
แต่ สภาพตลาดปัจจุบัน ก็ยังมี ฐานกำลังหลักอยู่ที่ พวก ขโมย Download ฟรี อยู่ดี

แถม พฤติกรรมการฟังเพลงของคนยุคนี้ก็เปลี่ยนไปแบบ หน้ามือเป็นหลังตีน เลย
คือ 1.จากมือถือ 2.จากคอมพิวเตอร์ 3.จาก เครื่องเล่น MP3 แบบพกพา

ที่สำคัญ ทั้ง 3 แบบนี้ไม่จำเป็นต้อง พึ่งพา Tape หรือ CD ซํกกะตี๊ด

แล้วใครมันจะไปซื้อ Tape, Cd กันล่ะ?

คำถามนี้ถ้าให้ผมตอบแบบซื่อๆ ผมจะตอบว่า

คนที่เห็นคุณค่าและเคารพในลิขสิทธิ์ทางปัญญาครับ

น่าเศร้าที่คนในแบบที่ผมว่า มีน้อยยิ่งกว่าน้อยในบ้านนี้ เมืองนี้

ร้านอย่าง CD WareHouse ก้เลยต้องปิดตัวลง

ไม่มี�ีกแล้วครับ

ไม่เฉพาะแต่ร้านนี้ร้านเดียว กระทั่งร้าน พี่เปี๊ยก ดีเจสยาม ร้านโดเรมี หรือ ร้านพี่น้อง ท่าพระจันทร์
ก็กำลังอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรน

คนเหล่านี้ดำเนินธุรกิจด้วยความเชื่อครับ
เชื่อว่า สามารถดำรงชีวิตได้ ด้วยสินค้า Tape และ CD
แต่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ความเชื่อของ พวกเค้า จะถูกทำลายลง ในวันไหน

ล่าสุดก็รู้มาว่า ค่ายเพลงสากล EMI ก็กำลังปิดตัวลงอย่างถาวร ในประเทศไทย
ต่อไปนี้ ใครจะซื้อ CD ของ EMI จะต้องเป็น CD Imported เท่านั้น
เพราะว่าไม่มีการผลิตในประเทศไทยอีกแล้ว

และเมื่อขาด ร้านที่ นำเข้า CD รายใหญ่อย่าง CD WareHouse ไปอีกเจ้า
เราก็จะหาซื้อ CD ที่เราชอบ ยากขึ้น และแพงขึ้นเรื่อยๆ

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของ คนที่ ขโมย Download อยู่แล้ว
แถมจะทำให้ ผู้คนหันมา ขโมย Download กันมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมขอเดาเล่นๆว่า ถ้าจำนวนคนที่ ขโมย ยังมากขึ้นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ…

“ค่ายเพลงทุกค่าย ร้าน CD ทุกร้าน จะต้องเจ๊งภายในเวลา ไม่เกิน 10 ปีครับ”

นั่นคงจะเป็นฝันร้ายอย่างแท้จริง…

Just The Two Of Us

December 8, 2007 Leave a comment

เมื่อวานนี้ ไอ้โน้ต เพื่อนซี้ ของผมคนหนึ่ง โทรมาบอกว่า
“ไปกินข้าวกัน วันนี้กูมาลาออก เผื่อไม่ได้เจอกันอีก”

ผมพยายามนึกหน้าสาวๆที่จะชวนไป Dinner ด้วย
แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกครับ สงสัยต้องไปคนเดียว

งานนี้ก็เลยมีกัน สอง คน

ผมกับ โน้ต เป็นเพื่อนกันมาตั้งกะทำงานอยู่ที่แรก
โดย โน้ต เป็นคนเขียนเนื้อเพลง ส่วนผมเป็นคนทำโปรโมท
เวลาผ่านไป 6 ปีเรากลับมาเจอกันใหม่
โน้ต ยังคง เป็นคนเขียนเนื้อเพลง
ส่วนผม เปลี่ยนอาชีพ จากคนทำ Event มาเป็นคนทำโปรโมทศิลปิน

เวลาเหมือนไม่เคยเดินเลย ตั้งแต่วันที่เราจากกัน จนมาพบกันใหม่

โน้ต เป็นเพื่อน ที่เรียกได้ว่า เป็น บัวลอย ของพวกเราในยุคนั้น
คือ เป็นทั้งเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว และ ยังสามารถ ให้พวกเรา ยืม ตังได้ในบางโอกาส
เวลายืมเงิน โน้ต โน้ต แทบไม่เคยบ่นกะเราเลย
แถมไม่เคยคิดดอกเบี้ย ซํกกะบาท…

“มันรวยนะ แต่ใจมันมาทางนี้” พี่คนหนึ่งให้ความคิดเห็นไว้

ครับ ในสมัยก่อนนั้น ที่ ค่ายเก่าของ พวกเรา
เค้าเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เท่าเทียมกัน

หมายถึง ในเรื่อง ฐานะ น่ะ
ทุกคน “จนเท่ากัน” หมด

จะ กบ จะ อ็อฟ จะ ตูน
ทุกคน นั่ง จกข้าวเหนียวส้มตำหน้าปากซอยเหมือนกันหมด (พูดแล้วหิวแฮะ)
แต่กระนั้น เราก็ยังแอบไปหาไร เท่ๆแพงๆ มากินสนอง อีโก้ ในช่วงต้นเดือน กันเสมอ
ส่วน ไอ้โน้ต ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่เหนือปัญหาการเงิน อยู่คนเดียว
กลับเป็น คนสมถะมาก มันจะไม่ค่อยกินอะไรหรูๆแพงๆ
ไม่ซื้อ อะไรที่ไม่จำเป็นต้องใช้
โน้ตเป็นคนสุดท้ายในหมู่ชาวเราที่มี โทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเอง

ส่วนพวกเรา(ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ลูกหนี้ของโน้ต)
ไปกันถึงจอสี จอ TDF กันแล้ว
แถมด่าด้วยว่า ไอ้โน้ตมันงก…มันไม่รู้อะไรหรอก

หลายคนสงสัยว่าสมัยไม่มีมือถือแล้วจะตามงานไอ้โน้ตได้ไง?
โน้ตเป็นคน “ตรงเวลา” ครับ
นัดวันไหนได้วันนั้นเลย
โน้ตไม่เคยเบี้ยวงานใครดื้อๆโดยไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้า
และทำงานได้มาตรฐาน ภายในเวลาที่กำหนด

และยังเป็นอย่างนั้นจนถึงวันนี้…
ผมออกมาจากออฟฟิศ มาที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านหนึ่ง ที่สมัยก่อนเราได้แต่ชะเง้อ มองอยู่นอกร้าน
โน้ต นั่งรอผมอยู่ก่อน แล้วตามเวลาที่นัดกันไว้เป๊ะ…
เราลอง กลั้นใจ สั่ง ข้าวห่อสาหร่าย จานละ 1,500 มาลองกินกันขำๆ
กินไปก็หัวเราะกันไปว่ามัน อร่อย ตรงไหนวะ?
สมัยที่นั่งจก ส้มตำกัน หน้าปากซอย ยังได้อารมณ์ กว่านี้เป็นกอง

แล้วก็ร่ำลากันตามระเบียบ
โน้ต บ่น กับผมว่า
“ทำไมประเทศไทยมัน มีอยู่แค่ 2 ค่ายเองวะ -
- กูออกจากที่นี่ ก็ต้องไปอยู่อีกค่ายนึง แล้วถ้ากูออกจากอีกค่ายนึงแล้ว กูจะไปอยู่ไหน?”

“มึงก็กลับมาที่นี่ไง” เอ้อ…ไม่เห็นต้องคิดมากเลย

ผมไม่รู้ว่า มันไปอยู่ที่โน่น แล้วชีวิตจะดีขึ้นไหม จะต้องไปต่อสู้อะไรกับใครมากมายหรือเปล่า
รู้ แต่ว่า ที่ค่ายโน้นได้นักเขียนเนื้อเพลง ที่ มีวินัยในการส่งงานมากที่สุด คนหนึ่งของประเทศไทย ไปแล้ว

เท่าที่เคยเจอมา คนที่มีวินัยกับชีวิต ก็มักจะประสบความสำเร็จในชีวิต ตามกันไป

ผมเชื่อว่า ซํกวันหนึ่ง เพื่อนของผมคนนี้ จะต้องเป็นนักเขียนเพลงที่ โด่งดังไม่แพ้ใครๆ แน่นอน

อย่าทำให้กูผิดหวังนะโว้ย ไอ้โน้ต

NeverKnow

December 2, 2007 1 comment

มีเรื่องอะไรบ้างที่เราไม่มีวันรู้ได้ ?
ลองนึกกันดูครับ…

น้องๆบางคนอาจจะนึกถึงผล Entrance
คนตกงานอาจจะคิดถึงอนาคตอันริบหรี่ของตัวเอง
คนขี้อาย อาจจะ คิดถึงผลลงเอย กับคนที่เราแอบชอบอยู่…
หรือกระทั่ง คนขี้สงสัย อาจจะ อยากรู้ว่า ผีมีจริง หรือเปล่า?

เราจะรู้ผลของเรื่องพวกนี้ได้ไง?

ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับ…

ผมมีเพื่อนที่เป็นนักว่ายน้ำอยู่ 2 คน
สองคนนี้ บ้าว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็ก แต่เล็ก
โตขึ้นมาก็เป็นตัวแทนโรงเรียน ไปแข่งว่ายน้ำกะโรงเรียนอื่นๆในเขตการศึกษา
โตมาอีกหน่อยก็ได้ไปเป็นตัวแทนจังหวัด
หนึ่งในสองคนนี้ พอเป็นวัยรุ่นก็ เลิกว่ายน้ำ อยากไปทำอย่างอื่นแทน
ทั้งๆที่ได้ โควต้า ช้างเผือก เข้ามหาลัย ชิลๆ
มันก็ไม่เอา
ไม่รู้ทำไม…

ส่วนอีกคนไปจนสุดครับ
ได้เป็นทีมชาติ
ไปแข่ง ซีเกมส์
ได้เหรียญทองกลับมาด้วย
ทุกวันนี้ ถึงไม่ได้ว่ายน้ำแข่งกะใครแล้ว แต่ก็ยังเป็นเรื่องเล่ากันไปจน ลูกโต ได้เลย

ผมเคยถามเพื่อนคนที่เลิกว่ายน้ำไปก่อนว่า ทำไม มึงถึงเลิก
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ..ช่วงนั้นกูบ้าๆ”
“มึงไม่ชอบว่ายน้ำเหรอ?”
“ป่าวอ่ะ แค่เบื่อๆ”

มันเคยพูดกับผมเหมือนกันว่า ถ้าวันนั้นมันไม่เลิกว่ายน้ำ
ชีวิตในวันนี้จะเป็นยังไง…

มันไม่มีวันรู้ได้อีกแล้ว

โอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ถึงมันจะ เล็กน้อยมั่กๆ
หรือจะใหญ่โตมั่กๆ
ไม่ว่าเล็ก หรือ ใหญ่
ถ้าเราปล่อยปละละเลยมันไป
มันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องที่ คาใจเรามั่กๆ เหมือนกัน

ไม่งั้น วันหนึ่ง เราต้องมานั่งเท้าคาง
แล้วถามตัวเองว่า
“ทำไมตอนนั้น ไม่ทำวะ?”

รู้งี้ทำแต่แรกก็ดี

น้องๆคงไม่มีวันรู้ผลเอ็นท์ จนกว่าจะได้ลองสอบดู
คนตกงานไม่รู้อนาคตแน่ถ้าไม่ลองไปสมัครงาน
เราคงไม่มีวันรู้ว่า คนๆนั้นจะชอบเราหรือเปล่า ถ้าเราไม่กล้าเข้าไปจีบ
แต่ส่วนคนที่สงสัยว่า ผีมีจริงหรือไม่
ผมว่าปล่อยให้มัน คาใจไว้ ก็ได้
อย่าไปลองของ เลยฮะ :-P

เอากันดื้อๆอย่างนี้ล่ะ

November 16, 2007 2 comments

วันนี้เอา MV ตัวที่ 6 ของ Retrospect มาฝากให้ดูกันหน่อยครับ
สมัยนี้ วงที่สามารถ โปรโมทได้ถึง เพลงที่ 6 ในอัลบั้ม นี่แทบจะเป็น ปาฎิหารย์ แล้วครับ
ผมว่า Retrospect คือหนึ่งใน ปาฎิหารย์ นั้น

ตอนนี้ พวกมันกำลัง ออกเดินทาง
เพื่อ ออกหมายเรียก Retrorian รุ่นใหม่ทั่วประเทศ
ใครที่ได้ ดู Retrospect เล่นคอนเสิร์ต จะได้รู้ครับ
ว่า มันเหมือน ปาฏิหารย์ จริงๆ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.