Archive

Archive for the ‘เรื่องเก่าๆ’ Category

A Hard Day Night

October 30, 2009 Leave a comment

เมื่อวานนี้ผมไปเดินอ่านหนังสือ(ฟรี) อยู่ที่ร้าน B2S แล้วได้เจอประโยคนี้ในหนังสือครับ

“การได้พบกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากน้้น เป็นการพบกันที่จะตราตรึงใจที่สุด…”

คิดๆไปก็จริงนะ..

ในช่วงเลาที่ผมมีความสุขมากๆ ผมมักจะนึกรายละเอียดอะไรเล็กๆน้อยๆตอนนั้นไม่ค่อยได้

แต่ช่วงที่ชีวิตลำบากเนี่ย จำได้แทบจะทั้งหมด แทบจะทุก Detail

ผมยังจำรสชาติของ ขนมเบื้อง ที่ตกถึงท้อง เป็นอาหารมื้อแรก ในวันที่ต้องออกไปทำงานทั้งๆที่มีเงินติดตัวอยู่ไม่ถึง 30 บาทได้ดี

จำได้ว่า มัน หวานกรอบและแห้งมาก กินแล้วหิวน้ำสุดๆ แต่ก็ต้องกินเพราะหิว และที่สำคัญฟรี…

ผมยังจำความอารีของ คุณพี่ที่แบ่ง ขนมเบื้องชิ้นนั้นมาให้ ได้อย่างดี ถ้าไม่มีพี่ ผมคงต้องหิ้วท้องเปล่าๆไปจนค่ำ

ผมจำเพื่อนๆที่ พบกันในยามยาก ได้มากกว่าช่วงที่ชีวิตมีความสุข เพราะว่า ลำบากมาด้วยกัน ปั้นข้าวเหนียวจิ้มน้ำส้มตำจานเดียวกัน อดๆอยากๆ ร้องไห้ และ หัวเราะมาด้วยกัน…

จะว่าไปก็แปลกครับ ความสุขนั้นไม่จีรัง แต่ความทุกข์ กลับประทับตราตรึง ในใจ

ยิ่งใน ยุค ข้าวยากหมากแพง อย่างตอนนี้

การจะคิดอะไร ทำอะไร เป็นเรื่อง ที่ต้องไตร่ตรองให้ลึกซึ้งมาก เพราะว่าทุนรอนสำหรับความผิดพลาดมันไม่มีอีกแล้ว

ตัวของเราเองยังไม่ค่อยจะรอด

อย่าว่าแต่จะไปช่วยเหลือใคร…

นั่นทำให้หลายๆคนที่ผมได้พบได้เจอในช่วงนี้ เอาแต่ ยิ้มแหยๆ แล้วก็เดินก้มหน้างุดๆจากไป

มันจะเหี่ยวกันไปถึงไหน…

ผมเชื่อว่า พวกเราใช้ความหวัง และกำลังใจเป็นแรงผลักดันให้เราเดินบน เส้นทางสายยาวๆนี้

ใครที่เหี่ยวมาก…แปลว่าพลังของเค้าใกล้หมดครับ

ต้องให้คนรอบข้างช่วยกันเติมพลังให้ คนละนิดคนละหน่อย…

ขนมซักห่อ คำพูดดีๆซักประโยค กาแฟร้อนๆซักแก้ว ลูกอมซักเม็ด มันสามารถแปลงเป็นพลังงาน พิเศษที่เรียกว่า กำลังใจ ได้

ที่ดีมากๆก็คือ คนที่สามารถให้กำลังใจกับคนรอบข้างได้ ตัวของเค้าเอาก็จะได้รับกำลังใจส่วนหนึ่งมาด้วย อย่างไม่รู้ตัว

คนที่มีกำลังใจเท่านั้นถึงจะให้กำลังใจกับคนอื่นได้…

แถมยิ่งแลกเปลี่ยน ยิ่งเพิ่มพูนครับ

ถ้ายังไม่เชื่อ ผมแนะนำให้ลองครับ และถ้าคุณทำแล้ว รู้สึกดี ผมก็จะรู้สึกดีไปด้วย เพราะว่า ในช่วงเวลาที่ ยากลำบากอย่างนี้ กำลังใจคือสิ่งที่ทุกๆคนโหยหา

แน่นอนว่า ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ

บริการอ่านแบบเหมาจ่าย

May 5, 2009 3 comments

เรื่องนี้นึกขึ้นมาได้ตอนคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งครับ

เนื่องจาก บอสและพวกเรา เป็นแก๊ง ชอบกิน จึงสรรหา อะไรโน่นนี่ มาแนะนำกันอยู่เป็น นิจ…

เนื้อย่าง ซอยทองหล่อ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อโกเบพลับพลาชัย ของทอดแบบญี่ปุ่นแถวสุขุมวิท สุกี้เนื้อพระขโนง

กินกันไม่หวาดไม่ไหว

“ไม่ไหวแล้วพี่ แพงเหลือเกิน” น้องคนนึงที่ออฟฟิศเริ่มโอด…

“อ้าวเหรอ งั้นคราวหน้า กินไร ถูกๆหน่อยก็ได้ มรึง แนะนำหน่อยละกัน”

“สำหรับผมมันต้อง บุฟเฟ่ พี่ ถึงะเรียกได้ว่าคุ้ม” ไอ้น้องนั่นตอบยิ้มๆ

“ไมอ่ะ?”

“ก็มันกินเท่าไหร่ก็ได้”​….

ไอ้ บุฟเฟ่ นี่ผมจำได้ว่ามันเริ่ม มาจากร้าน ไดโดมอน มาก่อน ที่กินอะไรก็ได้ จนกว่าจะอิ่ม ตอนนั้น เป็นที่ นิยมมากในหมู่วัยรุ่น ผมเคยไปกินกับเพื่อน สมัย มัธยม จำได้ว่ากินกันจนตระแกรงย่างดำปี๋ เค้าต้องมาเปลี่ยนให้ 5-6 รอบ หัวเราะกัน คิกคักๆ ประหนึ่งว่าใคร กินจุที่สุดจะบรรลุ ได้ถึงขั้น เมพ…

กินเสร็จ ก็หัว หู เหม็น กลิ่น หมู กลิ่น ไก่ + กลิ่นแก๊ส ไปทั่วร่างกาย…ชื่นใจ

จาก นั้นไม่นานก็ มีร้าน ญี่ปุ่น ชื่อ โออิชิ มาเปิดครับ รายนนี้หนักข้อหน่อย เพราะว่า ราคาสูงขึ้นมาจาก ไดโดมอน มาก แต่ว่ามีเมนูให้เลือกหลากหลายกว่า สามารถ เลือก วัตถุดิบ ไปให้พ่อครัวทำให้ สดๆได้ด้วย เช่นเคยครับก็เป็นที่นิยมในหมู่ครอบครัวมาก

“โอย ไปกินแค่ ยำสาหร่าย ก็คุ้มแล้ว” อา บอกผมในวันหนึ่ง

“มันคือ อะไร”

“ก็ยำสาหร่ายญี่ปุ่นไง แพงจะตาย ไปซื้อ ซุปเปอร์ ห่อนึงก็ สี่ห้าร้อยแล้วนี่ บุฟเฟ่ หัวละ 500 กินเท่าไหร่ก็ได้ คุ้มจะตาย”

จน วันที่ผมได้ไป โออิชิ จริงๆก็ได้เห็นครับว่า ไอ้ยำสาหร่ายเนี่ย มันก็คือ สาหร่ายญี่ปุ่น ชนิดหนึ่ง รูปร่างเหมือน หนังสติ๊กสีเขียว กองสุมๆกันราด น้ำมันงา กับซอสญี่ปุ่น

“อร่อย ตรงไหนวะ?” ใจไม่ได้ชอบเล้ย…แต่ก็ต้องกิน

เดี๋ยวมันไม่คุ้ม…

พวก เรา วัยรุ่น คงรู้กันดีว่า ไม่มีปัญญาหรอกครับที่จะไปกิน โออิชิ ด้วยตัวเอง ต้องรอผู้มีวาสนา เช่น พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ พาเราไปเลี้ยง ถึงจะไปนั่งชูคอ อยู่ใน โออิชิ ได้

คติเดียวในการกิน โออิชิ คือ

“แดรกให้คุ้ม”

ผมเคยโดน อาดุในโออิชิ ว่า..

“อย่าคุยกันมากได้ไหม เดี๋ยวกินไม่คุ้ม!!!”

พอก ลับบ้านก็ล้มตัวลงบนโซฟาครับ เพราะว่าโดนความ คุ้ม เล่นงานซะเต็มพุงกะทิ ทำไรก็ไม่ได้เลย ต้องอาศัยอีโนบ้าง ยาธาตุ มาบรรเทา หรือ ฮาร์ดคอร์หน่อยก็ล้วงคอ อ้วกเอา ซึ่งก็จะโดนด่าสำทับมาอีกว่า…

“เสียดาย! กินแล้วมาล้วงออกทำไม!!!”

ดูเหมือนว่า วัฒนธรรม บุฟเฟ่ จะไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องกินแต่เพียงอย่างเดียว

เดี๋ยวนี้ พวกเราต้องเสีย สตางค์ให้กับคำว่าเหมาจ่าย ไปเดือนๆไม่รู้เท่าไหร่

“ค่าโทรเดือนนี้ เป็นโปรโมชั่นแบบ เหมาๆวันละ 90 นาที เดือนละ 1,200 บาท นะคะ”

“บวก โปรโมชั่น GPRS แบบเหมาจ่ายเดือนละ 99 บาท ไม่จำกัดการใช้งาน”

“แล้วก็ บริการส่ง SMS 90 ครั้งในราคาเหมาจ่าย 200 บาท”

“และ บริการ แฮบปี้ แวมควาย เหมาเพลงทั้งค่าย แต่จ่ายแค่ 20 บาท”

“ทั้งหมด 2,109 บาทค่ะ”

“อ้าว ผมบวกยังไง ก็ได้แค่พันห้าร้อยกว่าบาท เกินมาจากไหนเนี่ย”

“ก้อ…คุณมีค่าโทรที่เกินจาก โปรโมชั่นไปอีก 590 บาทค่ะ”

โอว แม่เจ้า… กรูนึกว่า โปรกรู เป็นโปรเทพ โทรเท่าไหร่ก็ไม่เกิน เลยจ้อซะ ลำโพงไหม้ นี่ยังเกินอีกเหรอเนี่ย….นี่กรูโทรหาใครนักหนาวะเนี่ย วันๆนึง

ขนาดเหมาๆแล้วนะ…

มา คิดๆดูแล้ว ไอ้ บุฟเฟ่ หรือ เหมาๆเนี่ย มัน มาบังคับทำให้เรา ต้องกินอะไรที่เกินความต้องการ หรือกระทั่งต้องจ่าย อะไรที่ ไม่มีความจำเป็นจะต้องจ่าย

“แต่มัน กินเท่าไหร่ก็ได้ นะพี่!!”

“มรึง กินเข้าไปหมดเหรอ?”

“โทรเท่าไหร่ก็ได้ จ่ายเหมาแค่พันสองค่ะ”

“จะให้กรูโทรหาใคร นักหนา เดี๋ยวคลื่นอัลฟ่า เบ้ต้า แกรมม่า ก็แดรกหัวสมองกรูพอดี”

“จ่าย ยี่สิบบาทต่อเดือน เหมาเพลงทั้งค่าย นะคะ”

“เอ่อ…โหลดได้ สิบเพลงก็โดนค่า GPRS บานแล้วฮะ”

“อ๋อ เรามีบริการ GPRS เหมาจ่าย เดือนละ 99 บาทค่ะ สนใจไหมคะ?”

สรุปว่า ถ้าจะใช้ บริการ แวมควาย ต้องเสียตังทั้งหมด119 บาทถึงจะไม่อั้นจริง….

นี่ยังไม่นับว่า กรูไม่ได้ชอบเพลง ค่ายนี้ทุกเพลง

นานๆกรูจะชอบทีนึง…

แต่กรูก็ต้อง โหลดให้มันเยอะๆเข้าไว้

เดี๋ยวไม่คุ้ม…

พวกเรา นิยามคำว่า คุ้มค่า เอาไว้ยังไงครับ?

ปริมาณ หรือ คุณค่า

ถ้า เป็น ปริมาณ คุณคงต้อง ทำใจเอาไว้ก่อนเลยว่า สิ่งที่คุณได้มา มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณชอบ ไม่ใช่ของที่คุณอยากได้ หรือ คุณอาจจะได้รับบริการที่ ขาดตกบกพร่อง เพราะผู้ให้บริการก็ต้องคิดว่า “มรึงจาเอาอาไรนักหนา จ่ายแค่นี้แต่เหมาเอาไปหมด ก็คุ้มจาตายห่ะ อยู่แล้ว…”

และคุณก็ไม่เถียง

เนื้อจานนี้มันดำๆหน่อย ผักเหี่ยวๆ กรูก็กินได้ เพราะว่าเค้าให้กรูกินเท่าไหร่ก็ได้

กินของห่วยๆเท่าไหร่ก็ได้….

โทรศัพท์สัญญาณแย่หน่อยเข้า ลิฟท์ก็ตัด ลงลานจอดรถก็ตัด บางทีคุยอยู่ดีๆก็ตัด ก็ไม่อยากคอมเพลนอะไร เพราะว่านี่มันราคาเหมา…

สัญญาณห่วยๆ ก็ทนได้

เพลงนี้ไม่เห็นชอบเลย เพลงที่ชอบนานๆจะมาที แต่ก็สมัครไปก่อน เพราะเค้าบอกว่าเหมาทั้งค่าย

เพลงห่วยๆ โหลดได้ไม่มีอั้น…

หลาย ครั้งครับ ที่เค้าอำพวกเรา ด้วยแผนการตลาดที่คอยจะมายัดเยียดของห่วยๆ หรือของที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ แล้วผูกโบว์ด้วยคำว่า เหมาจ่าย

อย่าปล่อยให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตแบบ เหมาๆครับ เพราะส้มดีส้มเน่าเราก็ต้องรับเค้ามาหมด

เลือกในสิ่งที่ชอบจริงๆ ใส่ใจกับรายละเอียดขึ้นมาอีกซักหน่อย และใช้งานสิ่งนั้นๆ ในปริมาณที่ พอดีๆ กับเรา

ผมว่า อย่างนี้น่าจะ คุ้มค่า มากกว่า นะ…

หลวงพี่ ไดอะรี่ (ตอนจบ)

May 5, 2009 Leave a comment

พระวินัย (พระวินัย = กฏของพระสงฆ์ ไม่ได้หมายความถึง หลวงพี่วินัย) ข้อนึง บอกว่า “ห้ามพูดเพ้อเจ้อ”

ห้ามดู ละคร คอนเสิร์ต หรือ การละเล่นต่างๆด้วย เพราะว่ามัน “ไร้สาระ”

งี้งานที่เราทำ มันก็เป็นงาน ไร้สาระอ่ะ ดิ…

สงสัยต้องใส่สาระลงไปในงานทุกชิ้นที่ทำ (สุดท้ายอาจไปลงเอยที่ สารคดี)

พระห้ามแตะตัวผู้หญิง ยกเว้นแม่ และต้องเป็นตอนที่ แม่ไม่สบายด้วย (ถือว่าไปปรนนิบัตรดูแล)

พระห้ามยืน ฉี่ ยกเว้นตอนไม่สบาย

ถ้า ทำผิดกฏ ข้อใดๆก็ตามจะต้องไป ปลงอาบ้ติ กับพระรุ่นพี่ ซึ่งการ นับรุ่นพี่ รุ่นน้องนั้น นับกันตาม พรรษาที่บวช ใครพรรษามากกว่า ก็เป็นรุ่นพี่ ไม่ได้นับกันที่อายุ

เพราะว่าการบวชทาง พุทธศาสนา ถือว่าเป็นการ เกิดใหม่ ดังนั้น แก่ หรือ เด็ก ก็ต้องมานับกันใหม่ด้วย

เป็น พระเลยได้รู้ว่า บดสวดในงานศพนั้น ชื่อว่า “เจ็ดคัมภีร์” เป็นบทสวดที่ พระพุทธเจ้า เสด็จ ขึ้นไปสวดให้ พระพุทธมารดาได้ฟัง บนสารรค์ เพื่อให้ พระพุทธมารดา บรรลุมรรคผล และไปสู่ นิพพาน

ถือเป็นบดสวดที่เป็น มงตล เลยนิยมเอามาสวดในงานศพ

ภาษาบาลี ง่ายๆ

เกสา = ผม / โลมา = ขน / นะขา = เล็บ / ทันตา = ฟัน / ตะโจ = หนัง

เพื่อน บอม เจ้าโปรเจค MRD มาบอกว่า สึกแล้วมี หลายอย่างรอให้ไปเคลียร์ และ มีประชุมรออีก 4 นัด

หนีไปไหนไม่ได้นานจริงๆ ละครสัตว์โรงนี้

ช่วงปีใหม่ไป บิณทบาตร ได้แกงได้ช้าวมากระสอบนึง แต่เอาเข้าจริงก็ ฉัน แกงได้แค่ สองถุง ที่เหลือก็ยกให้เด็กวัดไปหมด

ได้ รู้ว่า Zantiga ไฟไหม้ มีคนตายไปกว่า 50 คน สลดใจมาก เลยกรวดน้ำให้พวกเค้า ขอให้พวกเค้าหายตื่นกลัว ทำใจให้สงบ และก้าวไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

ที่ วัดคลองเตยนอก มีการสวดมนต์ ข้ามปี 2552 -2552 เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งนัดลงโบสถ์พร้อมกันทั้งวัดตอน 22:40 เราไม่มีไรทำเลย หลับรอเวลา..

มารู้สึกตัวอีกทีก็คือ เด็กวัด มาทุบประตู ปังๆๆๆๆ ตะโกน ว่า ” จะเที่ยงคืนแล้วหลวงพี่ทำอารายอยู๋!!!!!”

เดินเข้าโบสถ์เป็น องค์สุดท้าย อย่างเท่….

ไปรับงานนิมนต์ นอกสถานที่กะเค้าด้วย สวดอะไรกะเค้าก็ไม่เป็น นั่งยิ้มอย่างเดียว…

วัน นึง เราได้ยินเสียง กวาดขยะ อยู่ข้างๆกุฎิ กวาดนานมากไม่เสร็จซักทีเลยเดินออกไปดู ปรากฏเป็นป้าแก่ๆคนนึง มายืนกวาด แกบอกว่า จะมาขอกวาดลานวัดแลกข้าว น่าสงสารมาก เลยให้ข้าว และ แกงที่บิณทบาตรได้มา ไปหมดเลย ช่วงเพล พอออกมาจากกุฎิอีกที แทบไม่เชื่อสายตา… ขยะเพียบ ป้าแกเล่นกวาดจากหลายๆที่มากองหน้ากุฎิเรา พอได้อาหารจากเราไปก็ดีใจ เลิกกวาดซะงั้น…

สุดท้ายต้องกวาดเอง…

เป็นพระห้ามฉัน Dinner เราเองก็ไม่กินนะ แต่ดึกชอบฝันว่า ไปกินตามร้าน ญี่ปุ่นมั่ง เกาหลีมั่ง จีนมั่ง กินซะอิ่มแปล้เลย

สิ่งที่นักบวชต้องพึงระลึกอยู่เสมอคือ เราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ เพื่อระงับความ อาลัยอาวรณ์ อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์…

จุดหมายของนักบวชคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ จึงไม่ควรยึดติดกับสิ่งใดๆ

ทุกอย่างบนโลกใบนี้สุดท้ายก็คือ ความว่างเปล่า

ไม่มี เรา ไม่มี เขา ไม่มี ความสุข ไม่มี ความทุกข์ ไม่มี ความกลัว

ในวันสุดท้ายของการบวช ออกเดินบิณทบาตร เป็นครั้งสุดท้าย ได้เห็นแสงอาทิตย์จับที่ขอบฟ้า…

ชีวิตช่างเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ จริงๆ

ใน วันที่สึก พระอาจารย์ ให้อธิฐาน เป็นครั้งสุดท้าย เราขอให้ ทุกคนบนโลกใบนี้ รักกัน อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่แบ่งเรา แบ่งเขา เพราะสุดท้าย ทุกคนอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน ฟ้าก็ฝืนเดียวกัน เลือดก็สีแดงเหมือนกัน

ขอให้ความสงบจงเกิดขึ้นในใจของทุกๆคนครับ :-)

MV แค่หลับตา

March 11, 2008 46 comments

มาดูกันเลยเด้อ!!!ดูแล้วชอบก็อยากให้ช่วยซื้อ Album ของพี่เค้ามั่งนะฮะ  

ด.ญ วัลลี

February 21, 2008 5 comments

ยังจำ เด็กหญิง วัลลี กันได้ไหมครับ?

เด็กหญิงวัลลี ณรงค์เวทย์ นักเรียน ป.5 โรงเรียนวัดโรงธรรม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อปี พ.ศ. 2524

ปี พ.ศ.นั้น วัลลีสายตาสั้น อยู่ในชั้นเรียนต้องนั่งอยู่แถวหน้า วิ่งไปมาระหว่างโรงเรียนกับบ้าน ระยะทางเป็นกิโลๆ

วัลลี มีแม่ป่วยเป็นอัมพาต นอนแน่นิ่งให้ป้อนข้าวป้อนน้ำ มียายชราช่วยตัวเองไม่ได้ สายตาย่ำแย่เต็มทีอีกคน

เมื่อเรื่องราวเด็ก ป.5 กับภาระชีวิตหนักหนาสาหัส ปรากฏในไทยรัฐ มือไม้ขวักไขว่ของ ผู้คนในสังคม ก็ยื่นเข้าไปโอบอุ้มชีวิตวัลลี ถูกแต่งแต้มเติมสีสัน เป็นหนังขายดี จากภาพยนต์เรื่อง วัลลี

สุดท้าย เธอมีชีวิตที่ดีขึ้น จากความช่วยเหลือของผู้คนในสังคม ทุกวันนี้วัลลี ยังคงต่อสู้บนอีกเวทีหนึ่ง เวทีธุรกิจที่เธอเป็นเจ้าของ ร่วมกับ สามีและลูกๆ ที่เป็นกำลังใจของ วัลลี ตลอดมา

อ่านกันมาถึง บรรทัดนี้แล้ว หลายคนคง สงสัยว่า ผมมาเล่าเรื่องของวัลลีทำไม?

ตอบครับ

1. ผมเชื่อว่า เราควรต้องสรรเสริญคนที่ทำความดีกันบ่อยๆ และอย่าลืมความดีของคนกันง่ายๆ เพราะว่า ความดีที่แท้จริงนั้น มักไม่มีผลตอบแทน ถ้าเราไม่ยกย่องและสรรเสริญผู้ที่ทำความดีกันแล้ว…ใครมันจะอยากทำ

2.ช่วงนี้ชีวิตผมคล้ายๆ พี่วัลลี ครับ เพราะว่าคุณพ่อผ่าตัดหัวเข่าเดินไม่สะดวก เลยต้องไปๆมาๆ ระหว่างแกรมมี่ กะโรงพยาบาลวันละ 3 รอบอย่างต่ำ ต่างกันตรงที่ พี่วัลลี เดิน ส่วนผมขึ้นรถไฟฟ้า แต่พอผมเปรยกับใครๆว่า ชีวิตช่วงนี้เหมือน ด.ญวัลลี ก็จะมีแต่คนทำหน้างงๆ แล้วถามว่า “วัลลีนี่ใครอ่ะ?”

ตอนนี้คงรู้กันหมดแล้วนะ :-)

Nike Air Max 90 CMYK

ข้อมูลของ ด.ญ. วัลลี จากคอลัมภ์ ของคุณ กิเลน ประลองเชิง ครับ

rare items

January 22, 2008 3 comments

สิบกว่าปีที่แล้ว..
สมัยที่ผมยังนุ่งกางเกงขาสั้น ผมเกรียน สวมแว่นหนาเตอะ เดินสะดุดโน่นสะดุดนี่อยู่ตามทาง
สมัยที่ชีวิตมีแต่เรื่อง ไปเรียน และ โดดเรียน
สมัยที่ เริ่มรู้สึก ร้อนๆ แถวขั้วหัวใจ เวลาที่สาวห้องข้างๆเดินผ่าน
สมัยนั้น ผมได้เงินไปโรงเรียนวันละ 60 บาท (เศรษฐีแล้วนะนั้น)
สมัยที่ เหมือนจะมีอะไร แต่ที่จริง ก็ไม่มีอะไร
สมัยนั้น ถ้าจะให้มีอะไรก็คงมีอยู่อย่างเดียว….
ผมมีดนตรีครับ…

ตอนนั้น ผมกับเพื่อนๆ เริ่มเล่นดนตรี กันด้วยความที่
ผมอยากร้องเพลง ส่วนเพื่อน อยากเล่นกีต้าร์
ก็เลยเริ่มทำวงด้วยกัน
เป็น วงโฟล์ค ง่ายๆครับ แกะ ให้เหมือนแล้วก็ไปประกวดกัน ตาม เขตการศึกษาต่างๆ
ยังจำได้ว่า ในการประกวดครั้งนึง
วง ของเราถูกประกาศชื่อ ว่า ได้ที่ 3 แหม! กระโดดโลดเต้นกันแทบแย่ แต่จริงๆแล้ว เค้าประกาศผิดฮะ (อืม…)

ด้วยความที่เราต้องแกะเพลง โฟล์ค เยอะ ก็เลยทำให้ต้องฟังเพลง โฟล์คฝรั่ง เยอะตามไปด้วย
เพลงที่ชอบเล่นสมัยนั้นจะมี Leader of the band, Longer, Autograph , This old guitar, Puff (the magic dragon)
ก็ ได้อาศัย เทป Peacock ม้วนละ 20 บาท นั่นล่ะครับ ที่ช่วยให้เราแกะกีต้าร์ได้เมื้อนเหมือน :-D

(เทปฝรั่งของแท้ ม้วนนึงเป็นร้อย ซื้อไงไหว)

และด้วยความที่หลงไหลในเสียงของ Acoustic Guitar ก็เลยหาเพลงฝรั่งที่มี Guitar Line เพราะๆมาฟังกันเพิ่มเติม
อย่าง Now & Forever ของ Richard Mark , The Boxer ของ Simon & Garfunkel หรือ Tears in Heaven ของ Eric Clapton ที่ทำให้พวกเรา บ้ากระแส Unpluged ไปเป็นปีๆ

แล้วในที่สุด ร้าน เทปใน อุดมคติของพวกเราก็ถือกำเนิดขึ้นมา

นั่นก็คือ Tower Records นั่นเอง

ช่วงนั้นผมจะใช้เวลา หลังเลิกเรียน หรือ หลังโดดเรียน ไปเดิน วนไป วนมา อยู่ที่ Tower Records
ฟังเพลงโน้น เพลงนี้ ไปเรื่อย
ผมได้เปิดโลกด้วยอัลบั้มที่เราไม่เคยรู้จัก หลายๆอัลบั้มอย่าง

Keb Mo, Dakota Moon, Earl Klugh หรือ Thom Rotella รายนี้นี่ฝังใจกันมากว่าสิบปีครับ

จำได้ว่า เย็นวันนั้น หลังจากยืนงงๆ มึนๆ อยู่เป็น ชั่วโมงๆ ในร้าน Tower Records

ใจก็อยากลองฟัง อะไรที่มัน ไฮโซๆ กะเค้าบ้าง ก็เลยลองเดินไป Counter ของ Fusion Jazz ดู
แล้วด้วยความที่เป็นคนชอบกีต้าร์ สายตาก็เลยเหลือบไปเห็น CD แผ่นนึงฮะ เป็นรูปผู้ชายนั่ง จุ้มปุ๊ก กอดกีต้าร์อยู่
อัลบั้มชื่อ Can’t Stop

น่าจะเพราะ….

แล้วก็ เพราะจริงๆครับ

เป็น Jazz แรกในชีวิตของผมเลย…

ยืนหันรีหันขวางหยิบตังในกระเป๋า ยอมกระเป๋าฉีกล่ะอาทิตย์นี้

“พี่ๆ มีเทปมั้ยฮะ”

“ไม่มีอ่ะน้อง อัลบั้มนี้มีแต่ CD Imported”

ฝันสลายครับ

CD imported แผ่นละพันกว่าบาท จะเอาปัญญาที่ไหนไปซื้อ

แถมที่บ้านก็ไม่มีเครื่องเล่น CD ด้วย

ช่วงนั้นก็เลย เดินเข้าเดินออกร้าน Tower Reccords บ่อยมาก เพื่อไป ยืนฟัง อัลบั้มนี้ ฟรีๆ

จนของเค้าหมดแผงน่ะครับ…

ตั้งแต่นั้นมาก็จดไว้ในใจครับ ว่า อีตานี่ อัลบั้มชื่อ Can’t Stop ชื่อจริงจำไม่ได้ รู้แต่ว่า นำหน้าด้วย J อะไรซํกอย่าง….

เวลาผ่านไปสิบกว่าปี

ร้าน Tower Records แปลงร่างมาเป็น CD Warehouse แล้วก็ ปิดตัวไปตามกระแส MP3

ผมได้เจอกับ อัลบั้ม Can’t Stop อีกครั้ง ใน eBay ครับ

แล้วก็ได้รู้ด้วยว่า นักดนตรีเค้าชื่อ Thom Rotella (ไม่มี J ซักกะตัว มิน่าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ…)

หลังจาก Order ไปและ รอ ร๊อ รอ เกือบๆเดือน

แล้ว CD แห่งความทรงจำแผ่นนี้ ก็มาอยู่ในมือจนได้ครับ T_T

ความรู้สึกของการได้ฟัง อัลบั้มที่รอคอยมานาน มันเอ่อล้นฮะ
มันเหมือน เราเป็นเด็ก ที่เพิ่งซื้อ เทป นูโว ชุด สุดๆไปเลย ได้ แล้วรีบวิ่งตื๋อกลับบ้าน ไปฟังอย่างใจจดใจจ่อ

เมื่อคืนนี้ผมนอนฟัง Thom Rotella “Can’t Stop” อย่างเป็นสุข

แล้วการรอคอย อันแสนยาวนาน…ก็จบลงซะทีครับ :-D

PS. ตอนนี้ พวกเรานักซื้อ CD มีความหวังใหม่เกิดขึ้นแล้วครับ นั่นคือ ร้าน Gram ที่ สยาม พารากอน
ผมเพิ่งไปถอย James Ingram เจ้าพ่อเพลง Balad ยุค 80 มาได้ (คนที่ร้องเพลง Just Once น่ะ)
ขอให้ทุกคน ลอง ไปดูฮะ ไม่แน่ว่า อาจจะได้เจอ ความทรงจำดีๆของคุณ ที่ซุกตัวอยู่ในแผง CD ก็ได้ :-)

NeverKnow

December 2, 2007 1 comment

มีเรื่องอะไรบ้างที่เราไม่มีวันรู้ได้ ?
ลองนึกกันดูครับ…

น้องๆบางคนอาจจะนึกถึงผล Entrance
คนตกงานอาจจะคิดถึงอนาคตอันริบหรี่ของตัวเอง
คนขี้อาย อาจจะ คิดถึงผลลงเอย กับคนที่เราแอบชอบอยู่…
หรือกระทั่ง คนขี้สงสัย อาจจะ อยากรู้ว่า ผีมีจริง หรือเปล่า?

เราจะรู้ผลของเรื่องพวกนี้ได้ไง?

ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับ…

ผมมีเพื่อนที่เป็นนักว่ายน้ำอยู่ 2 คน
สองคนนี้ บ้าว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็ก แต่เล็ก
โตขึ้นมาก็เป็นตัวแทนโรงเรียน ไปแข่งว่ายน้ำกะโรงเรียนอื่นๆในเขตการศึกษา
โตมาอีกหน่อยก็ได้ไปเป็นตัวแทนจังหวัด
หนึ่งในสองคนนี้ พอเป็นวัยรุ่นก็ เลิกว่ายน้ำ อยากไปทำอย่างอื่นแทน
ทั้งๆที่ได้ โควต้า ช้างเผือก เข้ามหาลัย ชิลๆ
มันก็ไม่เอา
ไม่รู้ทำไม…

ส่วนอีกคนไปจนสุดครับ
ได้เป็นทีมชาติ
ไปแข่ง ซีเกมส์
ได้เหรียญทองกลับมาด้วย
ทุกวันนี้ ถึงไม่ได้ว่ายน้ำแข่งกะใครแล้ว แต่ก็ยังเป็นเรื่องเล่ากันไปจน ลูกโต ได้เลย

ผมเคยถามเพื่อนคนที่เลิกว่ายน้ำไปก่อนว่า ทำไม มึงถึงเลิก
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ..ช่วงนั้นกูบ้าๆ”
“มึงไม่ชอบว่ายน้ำเหรอ?”
“ป่าวอ่ะ แค่เบื่อๆ”

มันเคยพูดกับผมเหมือนกันว่า ถ้าวันนั้นมันไม่เลิกว่ายน้ำ
ชีวิตในวันนี้จะเป็นยังไง…

มันไม่มีวันรู้ได้อีกแล้ว

โอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ถึงมันจะ เล็กน้อยมั่กๆ
หรือจะใหญ่โตมั่กๆ
ไม่ว่าเล็ก หรือ ใหญ่
ถ้าเราปล่อยปละละเลยมันไป
มันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องที่ คาใจเรามั่กๆ เหมือนกัน

ไม่งั้น วันหนึ่ง เราต้องมานั่งเท้าคาง
แล้วถามตัวเองว่า
“ทำไมตอนนั้น ไม่ทำวะ?”

รู้งี้ทำแต่แรกก็ดี

น้องๆคงไม่มีวันรู้ผลเอ็นท์ จนกว่าจะได้ลองสอบดู
คนตกงานไม่รู้อนาคตแน่ถ้าไม่ลองไปสมัครงาน
เราคงไม่มีวันรู้ว่า คนๆนั้นจะชอบเราหรือเปล่า ถ้าเราไม่กล้าเข้าไปจีบ
แต่ส่วนคนที่สงสัยว่า ผีมีจริงหรือไม่
ผมว่าปล่อยให้มัน คาใจไว้ ก็ได้
อย่าไปลองของ เลยฮะ :-P

WhatGenreYouR?

November 23, 2007 6 comments

คุณชอบฟังเพลง แนวไหน ครับ?
ผมเคยถามคำถามนี้กับหลายๆคน
ด้วยความที่เป็นคน ค่าย เพลง ก็เลยพยายามที่จะ เชค เทรนด์อยู่เสมอ
ซึ่งก็ได้คำตอบแตกต่างกันไป ตามความชอบ
แต่หลายๆครั้ง มักจะได้คำตอบบบ คลุมเครือ..

“ไม่รู้ดิ ชอบที่มันเพราะๆ”
“เอาแบบ เบเกอรี่ น่ะ”
“ก็ฟังไปเรื่อยนะ”

สมัยเด็กๆ ผมและผองเพื่อนจะ ต้องมี แนวเพลงที่ชอบ
ยึดเหนี่ยวกันไว้ตลอด
จะเป็นชาวร็อค จะเป็นเด็กแร๊ฟ
หรือ จะเป็น กรุ๊ปปี้ ตามกรี๊ด ป๊อปไอดอล ก็ตามแต่
ถือว่าต้องมี กันเกือบทุกคนครับ คนละแนว สองแนว

แล้วเราก็จะดำเนินชีวิตวัยรุ่นไปตาม แนวเพลง และ ศิลปินที่เราชอบ

คนที่ชอบ แนวร็อค ก็อาจจะโผงผางหน่อย บางรายถึงกะชอบใช้กำลัง แต่ลึกๆแล้วเป็นคน Sensitive พ่ายแพ้ต่อความรัก

คนที่ชอบ Rap นี่เป็นพวกมือไม้อยู่ไม่สุขครับ ไอ้พวกนี้เวลาพูดจา ต้องทำมือทำไม้ประกอบไปด้วย ดูมันคุยเฉยๆก็เหนื่อยแล้ว พวกนี้ ชอบอะไรฉาบฉวย ไม่ค่อยลึกซึ้ง มาแนว Mix & Match อะไรมาก็เห่อกะเค้าเป็น พักๆไป

พวก R&B นี่ดูไปคล้ายคน Romantic แต่จริงๆแล้ว Erotic ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ SEX เป็นเรื่องสวยงามสำหรับคนกลุ่มนี้

พวก POP ถือเป็น บุคคลส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ ครับ อะไรที่มันเพราะๆ ฟังง่ายๆ นั่นล่ะเค้าเรียกว่า POP คนพวกนี้ เป็นพวกไม่ชอบใช้สมองฟังเพลง เพราะว่า วันปกติก็ปวดกบาลกันจะแย่อยู่แล้ว สำหรับพวกเค้า โลกของเสียงเพลงคือโลกที่ Relax และก็สวยงาม

คนชอบ ลูกทุ่ง หรือ Country………
เป็นคน ขี้เหงา ขี้คิดถึงบ้าน
ชอบธรรมชาติ และ อนุรักษ์นิยมหน่อยๆ

คนชอบดนตรี Funk คุณเป็นคน มีจังหวะชีวิต ครับ แต่เป็นจังหวะแบบ ยกๆถอยๆ
คือ สนุกกับการใช้ชีวิต มีแนวคิดแปลกๆ และ สร้างสรรค์ แต่อาจจะมีคนเข้าใจคุณ น้อยไปหน่อย
ซึ่ง คุณก็อาจจะไม่แคร์ อยู่แล้ว

คนชอบ Jazz เป็นคน ไม่อยู่กะร่องกะรอย กระเดียดไปทาง หัวสูงหน่อยๆ หาคนพวกนี้ได้ตาม Counter ของ ร้านกาแฟหรูๆ ทั่วไป

คนชอบ Blue ก็ไม่ค่อยอยู่กะร่องกะรอย เหมือนกันครับ แต่รายนี้จะออกแนว ชีวิต หม่นหมอง ไม่รู้ว่ามันจะเศร้าไปไหน
คนพวกนี้สามารถทำให้ทุกเรื่อง ในชีวิต กลายเป็นเรื่องเศร้าได้ ขนาดสนุก ยังสนุกแบบ Blue Blue

แต่ในชีวิตจริง คนเราชอบเพลงกันหลายแนวครับ

หลาย�ย่างดีนะ

มันก็เหมือนจังหวะชีวิตของเรานั่นแหละ
เพลง Dance จะมันขึ้นจากเดิมมาก เมื่อได้ Dance กะ เพศตรงข้าม

ในขณะที่ เพลงเศร้า ก็จะมีความหมายมากขึ้น ในวันที่เราเสียใจ

กระทั่ง เพลงชาติ ก็อาจจะกลายเป็น เพลงเพราะ จับใจ ขึ้นมาทันที เวลาที่เราอยู่ต่างบ้านต่างเมือง

คงจำเพาะเจาะจงกันไปไม่ได้ชัดๆว่าใครเป็น อะไร จากเพลงที่ฟังอย่างเดียว
แต่ที่แน่ๆก็คือ เราทุกคนใช้เพลงเป็นเครื่องปลอบโยน จิตใจ ครับ

ใครชอบแนวอะไร ก็บอกเล่ากันมาดูครับ
แต่ถ้า คุณ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรเลย

ลองคิดถึง Life Style ของตัวเองดูครับ
แล้วจะ เจอ แนวเพลงที่เราชอบ

เชื่อดิ :-)

ALIVE!

November 18, 2007 4 comments

“เอ็ง จะทำหรือเปล่า”
“ยินดีครับพี่!”
4 เดือนที่แล้วผมตอบเจ้านายไปอย่างนี้ …

วันนั้น นายเดินเข้ามาในห้อง แล้วบอกกับผมว่า
“…จะมี โปรเจกต์ ใหญ่ ของ พี่เต๋อ เข้ามา แล้ว Pass มาถึงมือเรา”
“เหรอพี่! ถ้าได้ทำก็เจ๋งไปเลยนะพี่…”

โปรเจกต์ที่นายว่าเอาไว้ ก็คือ งานเพลง ชิ้น สุดท้ายที่ พี่เต๋อ ทิ้งเอาไว้ให้พวกเรามาโปรโมทครับ
ที่เรียกว่า งานเพลง ชิ้นสุดท้ายก็เพราะว่า
เป็นงานเพลงที่ พี่เต๋อ ทำเอาไว้ ก่อนที่จะจากพวกเราไป
แถมยังไม่ได้เผยแพร่ที่ไหนมาก่อน…

ถึงกะขนลุกเลยผม…

เราตั้งใจว่าจะโปรโมทงานชุดนี้กัน
แต่การโปรโมทงานของศิลปินที่ไม่อยู่บนโลกนี้แล้วถือเป็นเรื่องใหญ่พอควรครับ
เพราะถ้าอยากได้ข้อมูลอะไร ก็ต้องไปค้นไปหาดูเอาเอง

หลายคนถ้าอ่านมาถึง บรรทัดนี้แล้วเกิดคำถามว่า
“พี่เต๋อ คือใคร?”

หลังจากที่นั่งดู DVD กับ Footage กองเท่าภูเขา มาแล้ว หลายรอบ
ผมพอจะตอบสั้นๆได้ว่า …

พี่เต๋อเป็นคนที่ วางมาตรฐานใหม่ให้กับวงการเพลงไทย ครับ

30 กว่าปีก่อนหน้านี้ เพลงไทยของเรา ยังคงเป็นแบบที่เค้าเรียกกันว่า
“ร้อยเนื้อ หนึ่งทำนอง” กันอยู่
เพลง ลูกทุ่ง ลูกกรุงส่วนมาก จะมีทำนองคล้ายๆกัน
ต่างกันตรงเนื้อหา
ในขณะเดียวกัน การนำเพลง ฮิต จาก ต่างประเทศ มา แปลงเนื้อ เป็นภาษาไทย ก็ได้รับความนิยมอยู่ใช่น้อย
เรื่อง ลิขสิทธิ์อะไรก็ไม่ได้ไปจ่ายเจ้าของเพลงเค้า
เอาทำนองเค้ามาใช้กันดื้อๆเลย

แล้วคนแต่งเพลงจะได้อะไร
มีครูเพลงท่านหนึ่งเคยเขียนหนังสือเล่า ไว้ว่า
“ยุคนั้น ใครได้เขียนเพลง ให้นักร้องดังๆ ได้ขับร้องนั้น ถือเป็นเกียรติยศ มากแล้ว เรื่องเงินเรื่องทอง ไม่ต้องพูดถึงกันหรอก…”

พี่เต๋อ เป็นคนในยุคแรกๆ ที่พยายามผลักดันให้เกิด “มาตรฐานใหม่” ขึ้นในวงการเพลงไทย
ศิลปินไทย ต้องมี งานเพลงดีๆ การบันทึกเสียงดีๆ มีทีมงาน ทำดนตรีที่ได้มาตรฐาน
และมีการ แบ่งรายได้อย่างยุติธรม

“เค้าหาว่า ผมคิดอะไรที่ไม่เป็นเรื่อง”
พี่เต๋อพูดเอาไว้ ในรายการถนนสายดนตรี รายการเพลงเมื่อ เกือบๆยี่สิบปีมาแล้ว

โชคดีของคนดนตรีไทย ที่วันหนึ่ง พี่เต๋อ ได้ไปเจอกับ คุณไพบูลย์ โดยการแนะนำของ พี่เล็ก บุษบา ดาวเรือง

แกรมมี่ก็เลยกำเนิดขึ้นมา…

ใครที่อายุซัก 30 เป็นต้นไปคงยังทัน ได้เห็นพี่เต๋อ ตามหน้าจอโทรทัศน์หรือหน้าบันเทิง ของ หนังสือพิมพ์ ฉบับต่างๆ

หรือกระทั่งได้ติดตาม งานเพลงของพี่เค้า…

เพลง หลายๆเพลงของพี่เต๋อ แฝงไปด้วยแนวคิดของคน ยุคใหม่ อย่างเจ้าสาวที่กลัวฝน
ดอกไม้พลาสติก หรือ สองเราเท่ากันนั้น ลองเอามาฟังกันใหม่วันนี้
เนื้อหาของเพลงเหล่านั้น ก็ยังเป็น ของ จริง อยู่เสมอ

พี่เต๋อ แอบเอาเรื่องหนักๆอย่างปัญหาแรงงานไทยในยุคนั้น มาใส่จังหวะ โจ๊ะ
ในเพลง สมปองน้อง สมชาย ได้อย่างแนบเนียน
คนยุคนั้น ฟังแล้วเต้นกัน ยับ
ตามผับตาม เธค เปิดกันให้พรึ่บ
ปีนี้ผมอายุ 30 แล้ว มาลองตั้งใจฟังเพลง ของพี่เต๋ออีกครั้ง
ถึงจะได้รู้ว่า วันนั้น พี่เค้าต้องการจะบอกอะไรเรา…

และงานเพลง ชุดใหม ่ของ พี่เต๋อ ที่ แกรมมี่ กำลังจะนำออกมาเผยแพร่นี้
เป็นงานเพลง ที่พี่เต๋อ หยิบมาจากงาน ชุด เต๋อ 1 เต๋อ 2 และ เต๋อ 3
เอามาเรียบเรียงใหม่ และ ที่สำคัญ ร้องใหม่
โดยที่มีเทคนิคในการร้อง แบบที่เรียกว่า ชั้นครู เลย
ควบคุมและ ดูแลต่อโดย พี่ โอม ชาตรี คงสุวรรณ โดยใช้เวลาทำเกือบ 10 ปี
ลองคิดดูว่า พวกเรากำลังจะได้ยิน เพลงของพี่เต๋อ อีกครั้ง
แต่จะได้ยินในแบบ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

ขนลุก อีกรอบครับ…

พี่ๆที่ตึก ตั้งชื่อ อัลบั้มนี้ว่า ALIVE! ซึ่งหมายถึงความมีชีวิตชีวา

ในยุคปัจจุบัน ที่เรามักจะได้เจองานเพลง ลวกๆ
งานที่ทำเพื่อ รับใช้ Sponsor
งานที่ไม่น่าจะเรียกว่างาน
งานที่คุณไม่อยากจะซื้อ ของจริง
จนต้องวิ่งไปพึ่ง บรรดา Website ที่ ให้บริการขโมยเพลงฟรี

ค่ายก็เซ็ง
คนฟังก็เซ็ง
ต่างคนต่างลืมกันไปหมดแล้วว่า

การวิ่งไปซื้อเทป ศิลปินที่เราชอบ แล้ววิ่งตื๋อกลับบ้าน
รีบเอาเทปที่เพิ่งซื้อ มาฟังอย่างมีความสุขรอบแล้วรอบเล่า
มันเป็น ยังไง

อยากให้ทุกคนได้ ALIVE! กับงานชุดนี้ครับ

p-ter-alive-copy.jpg

What we have left

September 25, 2007 6 comments

คุณมีเรื่องที่ยังค้างอยู่ในสมองเยอะไหม?
อาจฟังดูงงๆนะ แต่ที่จริงแล้ว ผมต้องการจะสื่อความหมายว่า
คุณน่ะ จดจำเรื่องราวต่างๆในชีวิตไว้มากมายแค่ไหน
หรือปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนสายลม….
วันนี้ผมออกไปทำงานข้างนอก แล้วก็เดินนึกๆถึง อดีต ที่ผ่านมาในชีวิต
นึกถึง โรงเรียนแรกที่เรียน นึกถึงเงินก้อนแรกที่ได้มาจากการทำงาน เรื่องที่คิดว่ายังจำไว้อยู่
แล้วก็ถามตัวเองว่า กูลืมมันไปหมดแล้วหรือยัง?
ปรากฏว่าสิ่งที่ผมยังพอจำได้เหลืออยู่ประมาณนี้

โรงเรียนที่ผมเรียนที่แรก ชื่อ โรงเรียนสมปราถนา ชื่อย่อคือ ส.ป.น. แต่เพื่อนๆมักจะแปลมันว่า สัปปะรดเน่า
ผู้หญิงที่ทำให้ผมรู้ว่าความน่ารักเป็นยังไง ชื่อ นุก ซึ่งเรียนอนุบาลสองด้วยกัน
เพื่อนที่ชอบร้องไห้บ่อยๆชื่อ วิชัย ร้องไห้ทุกวันที่เจอกัน
ตอนเด็กๆผมเคยเห็นตุ๊กตา แบทแมน ที่แม่ซื้อใหบินว่อนด้วยตัวเองอยู่ในบ้าน
วิธีการที่จะให้ผมไปโรงเรียนได้อย่างสงบสุขคือ แม่ต้องซื้อขนมซองๆที่มีของเล่นแถมในนั้นให้ผมอย่างน้อย
2 โหล เพื่อแบกเอาไปแจกเพื่อนๆในโรงเรียน
ผมเคยมีเรื่องกับ คุณครูตอน ป.4 สุดท้าย คุณครูโดนไล่ออก ส่วนผมพอจบ ป.4 ก็ลาออกจากโรงเรียน
ผมได้พบกับ รืกแรก ตอนมาโรงเรียนใหม่ เธอคนนั้นชื่อ ปราณี ปราณีเป็นคนที่ทำให้ผมชอบร้องเพลง
ผมไม่รู้ว่า หนังเรื่องแรกที่ดูในโรงชื่ออะไร แต่ที่จำได้ติดตา คือหนังไทยเรื่อง นักเลงคอมพิวเตอร์
พระเอก ในเรื่องนี้เป็น หุ่นยนต์…

กาก้า ซองละสองบาท แถมของเล่น วางแผงหลังโฆษณา 2 วัน
ไวไวซองละสามบาทห้าสิบ ใส่เครื่องปรุงขยำๆ ซองนึงกินได้สามคน

วงแมคอินทอช มีเพลงเพราะๆชื่อ กลับมาเถิดวันวาน
วงรอยัลสไปรท์ มีเพลงชื่อ เจงกิสข่าน
วงเพื่อนร้องเพลง งานวัด
พี่แจ้้ ร้องเพลง ยังเจ็บไม่พอจะขออีกซักที

ผมมักจะไปหาหมอบ่อยๆซึ่งถูกฉีดยาทุกที จนพ่อสงสาร ดังนั้นทุกครั้งที่ไปหาหมอผมจะได้หนังสือการ์ตูน
1 เล่มเอาไว้อ่าน หลังจากร้องไห้เสร็จแล้ว
นิยายที่มีความยาวกว่าร้อยหน้าเรื่องแรกที่อ่านคือ พล นิกร กิมหงวน
ผมชอบอ่าน มานี มานะ มากและอ่านล่วงหน้าก่อนได้เรียนจริงเสมอ แต่พอในชั่วโมงเรียน ผมมักจะแอบ
เขียนการ์์ตูนเล่นแทน
พี่เบิรด์ เล่นละครเรื่อง บ้านสอยดาว

ครูให้ไปร้องเพลงหน้าห้องทีไร ไม่เคยร้องเลย อาย….
วิชางานฝีมือเย็บปักถักร้อย…ให้แม่ทำให้ทุกครั้ง
วิชาเกษตรกรรม ครูให้เอาดินไปส่ง พ่อต้องขับรถไปซื้อมาให้ทุกที
ในวิชาเดียวกัน จะมีเด็กคนหนึ่งเอาดินเหนียวมาส่งทุกทีเหมือนกัน
วันที่ครูให้เอากับข้าวจากบ้านมากิน พ่อจะเป็นคนทำมาให้แบบ อลังการ เพราะจะได้แบ่งเพื่อนทุกคนในห้อง
การ์ตูนตัวแรกที่หัดเขียนคือ โรโบค่อน
ผมเคยเถียงๆกะเพื่อนผู้หญิงคนนึง พอเค้าเดินสะบัดจากผมไปก็หกล้ม เห็นกางเกงในสีชมพู….
ผมเคยถามแม่ว่าถุงยางอนามัยคือ อะไร แต่แม่ไม่ตอบ หัวเราะอย่างเดียว

ซี่โครงหมูทอดกระเทียมราดข้าวชามแรกที่แม่ทำให้กิน อร่อยเหมือนไม่ได้ทำบนโลกใบนี้
ผมนอนไม่ค่อยหลับ ตอนที่แม่อุ้มเด็กผู้หญิงหน้าตาตลกมานอนข้างๆแล้วบอกว่า นี่น้องของเบลล์์นะ
เพื่อนซี้ที่สุดในชีวิตชื่อ กวิน แต่ตอนแรกที่รู้จักกันมันบอกว่า กูชื่อธนู…
เพลงแรกที่หัดเล่นกีต้าร์์ คือ แมงมุงลายตัวนั้น ฉันเห็นมันอยู่บน หลังคา
ผมมักจะคิดบ่อยๆว่า โลกนี้มีเราอยู่ด้วยแฮะ เป็นไปได้ไง
อีกเรื่องที่คิดบ่อยๆคือ ตอนตายจะรู้สึกเหมือนเวลาง่วงนอนหรือเปล่า
แล้วก็อะไรอีกหลายเรื่องที่หลั่งไหลเข้ามา….

มีคนเคยบอกไว้ว่า คนที่พูดแต่เรื่องอดีตที่ผ่านมาให้สังวรไว้เลยว่า
มึงนี่เริ่มแก่ตัวแล้ว
ผมมักจะฟังแล้วก็ยิ้ม แต่ในสมองจะคิดแย้งไปอีกทาง
ผมว่า อดีต เป็นตัวกำหนด ปัจจุบัน นะ เราเป็นคนอย่างไร ทำไมเราถึงเป็นอย่างนี้
อดีตที่ผ่านมามันจะเป็นตัวบอกเรื่องราวทั้งหมด
ดังนั้นมันคงไม่ผิดอะไรที่เราจะเลือกเก็บความทรงจำพวกนั้นเอาไว้เพื่อใช้เป็นแนวในการเดินทางวันข้างหน้า
เอาเป็นว่าผมยอมถูกมองว่าแก่ ดีกว่าที่คุยกันแต่เรื่องอินๆกันเชยก็แล้วกัน
(เพราะว่าถ้าเรากลัวเชย ก็คงต้องกลัวกันทั้งชีวิตล่ะ)
ใครที่มีเรื่องเล็กๆที่ยังจำได้หรือมีความสุขในการจดจำมันไว้ เขียนมาเล่าสู่กันบ้างก็ดีครับ
เวลาที่เราได้อ่านเรื่องๆเล็กๆน้อยๆจากเพื่อน อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้จักเค้าดีขึ้น
เวลาที่เจอกัน เราจะได้มีเรื่องคุยกันเพิ่มอีก อย่างน้อย 1 เรื่องน่า

รออ่านอยู่ครับ ;-)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.