Archive

Archive for December, 2007

ภาพวง bodyslam จาก MV นาฬิกาตาย

December 31, 2007 59 comments

ได้มาแล้วครับ
นี่น่าจะเป็นภาพ เส้นร้อง ของเพลง นาฬิกาตาย
เพลงนี้ผู้กำกับแอบบอกมาว่า
พวกเราจะได้เห็นภาพของ วง บอดี้สแลม น้อยลง
เพราะจะเน้น เส้นเรื่อง ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น
นี่จึงเป็นภาพ วง บอดี้สแลม หนึ่งในไม่กี่ซีนของ Music video เพลงนี้

สมารถ Click ที่รูปเพื่อไปดูภาพอื่นๆครับ

สวัสดีปีใหม่เพื่อนๆทุกคนครับ!!

ภาพแรกจาก MV นาฬิกาตาย

December 27, 2007 9 comments

อย่างที่เคยบอกไว้ครับว่า
จะเอา ภาพแรกจาก MV นาฬิกาตายของ Bodyslam มาฝากกัน

นี่เป็นภาพบรรยากาศของ MV นาฬิกาตาย
เห็นได้ว่า ไม่ใช่แค่นาฬิกาในเพลงเท่านั้นครับที่ตาย

คนก็ด้วย….

ท. ทหารดทน

ยังไม่รู้ว่าเนื้อเรื่องจริงๆตัดค่ออกมาจะใช้ทหารเหล่านี้ เป็น Simbolic
หรือว่า จะเป็น ตัวแสดงไปเลย คงต้องติดตามกันต่อไป

คราวหน้าจะเอา รูป bodyslam ใน MV มาฝากครับ..

พระเอก กะ นางเอก จาก MV ใหม่ของ บอดี้สแลม “นาฬิกาตาย”

December 21, 2007 Leave a comment

อย่างที่หลายๆคนคงรู้กันแล้วนะครับ
ว่า เพลง โปรโมท ต่อจาก เพลง อกหัก ของ Bodyslam
คือเพลง นาฬิกาตาย

และในส่วนของ MV นั้น เพลง นาฬิกาตาย จะถูกสร้างขัึ้นในแบบ
Musc Series เป็นครั้งแรกของ Bodyslam
ซึ่ง ดูจากการ แต่งกายของ พระเอก น่าจะเป้นเรื่องเกี่ยวกับทหาร

picture-1.png

นี่เป็นภาพจากวัน Casting ครับ
ส่วนตัว MV นั้นจะถ่ายทำกันวันเสาร์ที่ 22 ธ.ค. นี้
และจะได้ดูพร้อมกันทั่วประเทศ ในเดือน มกราคมปี 51′

เมื่อได้ภาพแรกจาก MV นาฬิกาตาย เมื่อไหร่จะรีบเอามา Update กันครับ

How Sweet it is

December 20, 2007 3 comments

บ่ายแก่ๆของวันนี้ ในขณะที่การประชมกำลังดำเนินไปอย่างเฉื่อยแฉะ…
โทรศัพท์ของผมก็เกิดสั่น ตื้ด!! ตื้ด!! ตื้ด!! ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ มีขลุ่ย
“สวัสดีครับ นั่น เบลล์ หรือเปล่าครับ?”
“ใช่ครับ”

“เบลล์ที่อยู่ ชั้น 33 หรือเปล่าครับ?”
“คือ มีของขวัญวันเกิดมาส่งครับ”

“ฝากพี่ ร.ป.ภ. ข้างหน้าไว้ก่อนครับ ตอนนี้ประชุมเดี๋ยวผมออกไปรับเอง”

ใช่แล้วครับ วันนี้เป็นวันเกิดของผมเอง

วันนี้เป็นวันที่ ผมอายุ 30 ปีบริบูรณ์

30 ปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก…

ผมมีความทรงจำ ที่ดีมากมาย ที่เลวก็มากมาย ได้เรียนรู้ หลายสิ่งหลายอย่าง
ทั้งที่เป็นประโยชน์ และ ไร้สาระ

ทั้งหมดนี้ประกอบขึ้นมาเป็นตัว คน คนหนึ่ง

ในวัยที่เราคิดว่า เรารู้ดีทุกอย่าง เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า ที่จริงแล้ว
เราไม่ได้รู้อะไรเลย ดีแต่เบ่งไปวันๆ

ในวัยที่เรารู้สึกรักอย่างที่ไม่เคยรักมากเท่านี้มาก่อน
แล้วเราก็ได้รู้ว่า ที่สุดแล้ว ต้องรู้จักปล่อยวาง

ในวัยที่เราห้าวสุดๆเพราะคิดว่า เรามีหน้าที่การงานที่ สุดตีน เหลือเกิน
หลังจากนั้นไม่นาน ไอ้สุดตีนที่ว่า ก็หลุดผลอย ออกจากมือไป ซะงั้น

ผมได้เรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรที่ ถูก หรือ ผิด จริงๆ
ไม่มีอะไรที่ ขาว หรือ ดำ อย่างชัดเจน (ยกเว้นเสื้อกะขอบตาของพวก เรทโทรเรียน)

โลกนี้มันเป็น สีเทาหม่นๆ ปะปนไปมา ระหว่าง ความรู้สึก กับ ความถูกต้อง

เราไม่มีสูตรสำเร็จ ในการใช้ชีวิต ไม่งั้นทุกคน คงประสบความสำเร็จกันหมด
เรามีแค่ Reference ในการใช้ชีวิต ของคนอื่นเท่านั้น
ต่างคนก็ต้อง Adapt ปรับเปลี่ยนกันไปเอง

30 ปีผ่านไปผมเพิ่งคิดได้ เมื่อบรรทัดก่อนหน้านี้เอง…

คิดไปซะยาว กลับมาเล่าต่อ ตอนที่ ประชุมเสร็จแล้ว ก็นึกขึ้นได้ ว่า มี “ของฝัน” นี่หว่า(ก็ของขวัญนั่นแหละแต่เรียกแบบจิ๊กโก๋)

ที่จริงมันไม่ใช่ “ของฝัน” ครับ

มันเป็น ขนมเค้ก Black Forrest ขนาด 2 ปอนด์

น่ากินมาก……

แต่ที่หน้าเค้กก็ดันมีข้อความที่ กวนส้นตีน มาก ดังนี้

กวนตีนนะเนี่ย

ครับ การ์ดก็ไม่มีให้ เลยไม่รู้ว่าใครส่งมา
ผมก็เดาหว่านไปเรื่อย

ว่าเป็นพวก MTV หรือเปล่า
ก็คงไม่ใช่เพราะว่า ไวยากรณ์ มันแปลก ไม่ Hip แบบ คน MTV เยย

หรือเป็นพวก Music Bugs
ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะว่า คนค่ายเพลง เค้าถือ เรื่อง MP3 กัน ล้อตัวเองมากๆเดี๋ยวจะชง

คนที่นี่ก็ไม่ใช่ เพราะว่า ก็เพิ่งซื้อเค้ก เดินเอามาให้
คงไม่ซื้อ ถึง สองก้อน เอาไว้ อำเราเนี่ยนๆ หรอก

คิดไปคิดมา ก็ ขี้เกียจคิดครับ

เวลา 30 ปีสอนผมว่า “บางเรื่องต้องรีบร้อน บางเรื่องต้องใจเย็น”
เดี๋ยวหมาจิ้งจอก ก็โผล่หาง ออกมาเอง…

แล้ว ไอ้เจ้าของเค้ก มันก็ทนไม่ได้ ต้อง ส่ง ข้อความมาถามว่าได้รับ เค้กหรือยัง?

ฮ่าๆ ไอ้วิศ ไอ้ศักดิ์ ไอ้เก็ต ไอ้นาท ไอ้โม้ เพื่อนสมัย มหาลัยนั่นเอง
ไอ้วิศ บอกว่า ตอนแรก กะจะเขียนหน้าเค้กว่า “อย่าลืมจ่ายค่าเค้กด้วย” (อืม…ก็ดีนะ)
แต่ เล่นเรื่อง MP3 ดีกว่าเพราะรู้ว่า ผมโรคจิตเรื่อง แผ่นผี ซีดีเถื่อน

คืนนี้ผมกลับมากินข้าวกับครอบครัว
แม่สงสัยว่า ลูกชายคงกลัวไม่ได้เป่าเทียนวันเกิด…
เลยถึอขนมเค้ก มาเองเลย

ขนมเค้กอร่อยมาก
ยิ่งเวลา แบ่งกันกินกับคนในครอบครัว จะอร่อยกว่าไปนั่งกิน เท่ๆคนเดียวที่ STAR BUCKS หลายเท่านัก

เวลา 30 ปี กับประสบการณ์ กินเลี้ยงวันเกิด มาแล้ว ไม่ต่ำกว่า 25 ครั้ง

กินกับเพื่อนๆ สนุกที่สุด

แต่ กิน กับ ครอบครัว มีความสุขที่สุดครับ

A Bad Dream

December 16, 2007 2 comments

เมื่อเร็วๆนี้มี เพื่อนคนหนึ่งโทรมาหาผม แล้วบอกว่า

“CD WareHouse ลดราคา 50% รีบไปด่วน!!”

ด้วยความเป็นคน บ้าซื้อ CD เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยรีบกระวีกระวาด ไป สาขาที่ใกล้ที่สุด
พ่ง เพื่อน ไม่สนมันทั้งนั้นล่ะ กูจะไปซื้อ CD

พอไปถึง ที่ร้าน ก็พบว่า อัลบั้มใหม่ๆโดนกวาดเกลี้ยงไปหมดแล้วครับ
ไม่มีเหลือดีเลย ส่วนใหญ่จะเป็น อัลบั้ม เจ๊งๆ ที่ขายไม่ออก ลดราคาให้ถูกแสนถูกยังไง ก็ไม่ได้ช่วยระบายของ ออกไปได้

ผมไปเลียบๆเคียงถาม พนักงาน ร้าน ว่าทำไมถึง ลดราคากัน สะบั้นหั่นแหลกอย่างนี้
เค้าก็บอกมาว่า
CD WareHouse Thailand จะปิดกิจการแล้ว…

แทบไม่เชื่อหูตัวเองครับ
เพราะว่า ที่นี่เป็นร้านระดับ อินเตอร์ และมีสาขาอยู่ทั่วโลก
เหมือนเป็น Burger King ของคนฟังเพลงเลย

วันน้ั้นผมเดินคอตกกลับบ้านไป พร้อม CD กิ๊กก๊อก 2-3 แผ่น
เดินไปก็ตั้งคำถามไปครับว่า ทำไมมันถึงปิดได้หว่า..

ที่จริงไม่ต้องเป็นนัก เศรษฐศาสตร์ หรือ นักบัญชีที่ไหนก็น่าจะพอเดาได้ว่า

“ที่ CD WareHouse มันปิดตัวก็เพราะว่ามัน เจ๊ง ไง!!”

และที่มัน เจ๊ง ก็เพราะว่า ไม่มีคนไปซื้อ CD….ก็แค่เนี้ย

เป็นความจริงที่ว่า CD WareHouse ขาย CD ราคาเต็ม
Sticker แปะราคาเท่าไหร่ขายเท่านั้นเลย
แต่ก็แลก กับ การมี จุด Listening Post ที่ให้เราได้ทดลองฟัง อัลบั้ม ต่างๆก่อนตัดสินใจซื้อ
การจัดวาง ชั้นสินค้าที่มี มาตรฐาน สามารถเดินเข้าไปเลือกหา อัลบั้ม ที่เราชอบได้เลย
ไม่ต้อง งง ทั้งๆที่เป็นร้านขนาดใหญ่
ส่วน Counter โปรดของผมคือ Used CD สำหรับคนที่ เบื่อ Cd เก่าของตัวเอง เอากลับมาขายต่อให้ร้าน
โดยทางร้าน จะนำแผ่นมาทำความสะอาดและ ขายต่อให้กับคนเบื้ยน้อย หอยน้อย (อย่างผม)ในราคาที่สมเหตุสมผล
พร้อมกับ พนักงาน หลายคนที่ ยืนกะลิ้มกะเหลี่ยคอยให้คำแนะ นำในการเลือกซื้อ Used CD ของเรา
คือเรียกว่า ซื้อ บริการ เพิ่ม ว่างั้นเหอะ

แต่ว่าสมัยนี้คนซื้อ Cd กันน้อยลงครับ
เพราะว่าเพลง เป็น สินค้าที่ สามารถแปรสภาพ เป็น Digital ได้
และ สามารถ หา Download ได้ง่ายมาก ตาม web bit ต่างๆ

ถึงค่ายเพลง จะพยายาม ขาย Digital Download ตามมือถือ หรือ Internet
แต่ สภาพตลาดปัจจุบัน ก็ยังมี ฐานกำลังหลักอยู่ที่ พวก ขโมย Download ฟรี อยู่ดี

แถม พฤติกรรมการฟังเพลงของคนยุคนี้ก็เปลี่ยนไปแบบ หน้ามือเป็นหลังตีน เลย
คือ 1.จากมือถือ 2.จากคอมพิวเตอร์ 3.จาก เครื่องเล่น MP3 แบบพกพา

ที่สำคัญ ทั้ง 3 แบบนี้ไม่จำเป็นต้อง พึ่งพา Tape หรือ CD ซํกกะตี๊ด

แล้วใครมันจะไปซื้อ Tape, Cd กันล่ะ?

คำถามนี้ถ้าให้ผมตอบแบบซื่อๆ ผมจะตอบว่า

คนที่เห็นคุณค่าและเคารพในลิขสิทธิ์ทางปัญญาครับ

น่าเศร้าที่คนในแบบที่ผมว่า มีน้อยยิ่งกว่าน้อยในบ้านนี้ เมืองนี้

ร้านอย่าง CD WareHouse ก้เลยต้องปิดตัวลง

ไม่มี�ีกแล้วครับ

ไม่เฉพาะแต่ร้านนี้ร้านเดียว กระทั่งร้าน พี่เปี๊ยก ดีเจสยาม ร้านโดเรมี หรือ ร้านพี่น้อง ท่าพระจันทร์
ก็กำลังอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรน

คนเหล่านี้ดำเนินธุรกิจด้วยความเชื่อครับ
เชื่อว่า สามารถดำรงชีวิตได้ ด้วยสินค้า Tape และ CD
แต่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ความเชื่อของ พวกเค้า จะถูกทำลายลง ในวันไหน

ล่าสุดก็รู้มาว่า ค่ายเพลงสากล EMI ก็กำลังปิดตัวลงอย่างถาวร ในประเทศไทย
ต่อไปนี้ ใครจะซื้อ CD ของ EMI จะต้องเป็น CD Imported เท่านั้น
เพราะว่าไม่มีการผลิตในประเทศไทยอีกแล้ว

และเมื่อขาด ร้านที่ นำเข้า CD รายใหญ่อย่าง CD WareHouse ไปอีกเจ้า
เราก็จะหาซื้อ CD ที่เราชอบ ยากขึ้น และแพงขึ้นเรื่อยๆ

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของ คนที่ ขโมย Download อยู่แล้ว
แถมจะทำให้ ผู้คนหันมา ขโมย Download กันมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมขอเดาเล่นๆว่า ถ้าจำนวนคนที่ ขโมย ยังมากขึ้นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ…

“ค่ายเพลงทุกค่าย ร้าน CD ทุกร้าน จะต้องเจ๊งภายในเวลา ไม่เกิน 10 ปีครับ”

นั่นคงจะเป็นฝันร้ายอย่างแท้จริง…

เอากันดื้อๆอย่างนี้ อีกแล้ว

December 12, 2007 Leave a comment

วันนี้ขอมามั่วหน่อยครับ
สำหรับคนที่ยังไม่เคยดู scoop พิเศษของ Bodyslam
ดูแล้วจะได้รู้ครับว่า
ที่มา ที่ไป ของ อัลบั้ม Save My Life มันเป็นยังไง
เพลงหลายๆเพลง มีที่มายังไง
ทำไมเพลง อกหัก มันถึงดังหยั่งงี๊วะ?
จากบทสัมภาษณ์ พิเศษ จาก Bodyslam เด็มเซ้ว…
พร้อม High Light จากคอนเสิร์ต bodyslam Save MY Life Concert
โอ้ว! เรื่องราวมันมากมายอย่างนี้
ต้อง Click ไปดูโดยพลัน

Just The Two Of Us

December 8, 2007 Leave a comment

เมื่อวานนี้ ไอ้โน้ต เพื่อนซี้ ของผมคนหนึ่ง โทรมาบอกว่า
“ไปกินข้าวกัน วันนี้กูมาลาออก เผื่อไม่ได้เจอกันอีก”

ผมพยายามนึกหน้าสาวๆที่จะชวนไป Dinner ด้วย
แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกครับ สงสัยต้องไปคนเดียว

งานนี้ก็เลยมีกัน สอง คน

ผมกับ โน้ต เป็นเพื่อนกันมาตั้งกะทำงานอยู่ที่แรก
โดย โน้ต เป็นคนเขียนเนื้อเพลง ส่วนผมเป็นคนทำโปรโมท
เวลาผ่านไป 6 ปีเรากลับมาเจอกันใหม่
โน้ต ยังคง เป็นคนเขียนเนื้อเพลง
ส่วนผม เปลี่ยนอาชีพ จากคนทำ Event มาเป็นคนทำโปรโมทศิลปิน

เวลาเหมือนไม่เคยเดินเลย ตั้งแต่วันที่เราจากกัน จนมาพบกันใหม่

โน้ต เป็นเพื่อน ที่เรียกได้ว่า เป็น บัวลอย ของพวกเราในยุคนั้น
คือ เป็นทั้งเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว และ ยังสามารถ ให้พวกเรา ยืม ตังได้ในบางโอกาส
เวลายืมเงิน โน้ต โน้ต แทบไม่เคยบ่นกะเราเลย
แถมไม่เคยคิดดอกเบี้ย ซํกกะบาท…

“มันรวยนะ แต่ใจมันมาทางนี้” พี่คนหนึ่งให้ความคิดเห็นไว้

ครับ ในสมัยก่อนนั้น ที่ ค่ายเก่าของ พวกเรา
เค้าเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เท่าเทียมกัน

หมายถึง ในเรื่อง ฐานะ น่ะ
ทุกคน “จนเท่ากัน” หมด

จะ กบ จะ อ็อฟ จะ ตูน
ทุกคน นั่ง จกข้าวเหนียวส้มตำหน้าปากซอยเหมือนกันหมด (พูดแล้วหิวแฮะ)
แต่กระนั้น เราก็ยังแอบไปหาไร เท่ๆแพงๆ มากินสนอง อีโก้ ในช่วงต้นเดือน กันเสมอ
ส่วน ไอ้โน้ต ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่เหนือปัญหาการเงิน อยู่คนเดียว
กลับเป็น คนสมถะมาก มันจะไม่ค่อยกินอะไรหรูๆแพงๆ
ไม่ซื้อ อะไรที่ไม่จำเป็นต้องใช้
โน้ตเป็นคนสุดท้ายในหมู่ชาวเราที่มี โทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเอง

ส่วนพวกเรา(ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ลูกหนี้ของโน้ต)
ไปกันถึงจอสี จอ TDF กันแล้ว
แถมด่าด้วยว่า ไอ้โน้ตมันงก…มันไม่รู้อะไรหรอก

หลายคนสงสัยว่าสมัยไม่มีมือถือแล้วจะตามงานไอ้โน้ตได้ไง?
โน้ตเป็นคน “ตรงเวลา” ครับ
นัดวันไหนได้วันนั้นเลย
โน้ตไม่เคยเบี้ยวงานใครดื้อๆโดยไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้า
และทำงานได้มาตรฐาน ภายในเวลาที่กำหนด

และยังเป็นอย่างนั้นจนถึงวันนี้…
ผมออกมาจากออฟฟิศ มาที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านหนึ่ง ที่สมัยก่อนเราได้แต่ชะเง้อ มองอยู่นอกร้าน
โน้ต นั่งรอผมอยู่ก่อน แล้วตามเวลาที่นัดกันไว้เป๊ะ…
เราลอง กลั้นใจ สั่ง ข้าวห่อสาหร่าย จานละ 1,500 มาลองกินกันขำๆ
กินไปก็หัวเราะกันไปว่ามัน อร่อย ตรงไหนวะ?
สมัยที่นั่งจก ส้มตำกัน หน้าปากซอย ยังได้อารมณ์ กว่านี้เป็นกอง

แล้วก็ร่ำลากันตามระเบียบ
โน้ต บ่น กับผมว่า
“ทำไมประเทศไทยมัน มีอยู่แค่ 2 ค่ายเองวะ -
- กูออกจากที่นี่ ก็ต้องไปอยู่อีกค่ายนึง แล้วถ้ากูออกจากอีกค่ายนึงแล้ว กูจะไปอยู่ไหน?”

“มึงก็กลับมาที่นี่ไง” เอ้อ…ไม่เห็นต้องคิดมากเลย

ผมไม่รู้ว่า มันไปอยู่ที่โน่น แล้วชีวิตจะดีขึ้นไหม จะต้องไปต่อสู้อะไรกับใครมากมายหรือเปล่า
รู้ แต่ว่า ที่ค่ายโน้นได้นักเขียนเนื้อเพลง ที่ มีวินัยในการส่งงานมากที่สุด คนหนึ่งของประเทศไทย ไปแล้ว

เท่าที่เคยเจอมา คนที่มีวินัยกับชีวิต ก็มักจะประสบความสำเร็จในชีวิต ตามกันไป

ผมเชื่อว่า ซํกวันหนึ่ง เพื่อนของผมคนนี้ จะต้องเป็นนักเขียนเพลงที่ โด่งดังไม่แพ้ใครๆ แน่นอน

อย่าทำให้กูผิดหวังนะโว้ย ไอ้โน้ต

NeverKnow

December 2, 2007 1 comment

มีเรื่องอะไรบ้างที่เราไม่มีวันรู้ได้ ?
ลองนึกกันดูครับ…

น้องๆบางคนอาจจะนึกถึงผล Entrance
คนตกงานอาจจะคิดถึงอนาคตอันริบหรี่ของตัวเอง
คนขี้อาย อาจจะ คิดถึงผลลงเอย กับคนที่เราแอบชอบอยู่…
หรือกระทั่ง คนขี้สงสัย อาจจะ อยากรู้ว่า ผีมีจริง หรือเปล่า?

เราจะรู้ผลของเรื่องพวกนี้ได้ไง?

ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับ…

ผมมีเพื่อนที่เป็นนักว่ายน้ำอยู่ 2 คน
สองคนนี้ บ้าว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็ก แต่เล็ก
โตขึ้นมาก็เป็นตัวแทนโรงเรียน ไปแข่งว่ายน้ำกะโรงเรียนอื่นๆในเขตการศึกษา
โตมาอีกหน่อยก็ได้ไปเป็นตัวแทนจังหวัด
หนึ่งในสองคนนี้ พอเป็นวัยรุ่นก็ เลิกว่ายน้ำ อยากไปทำอย่างอื่นแทน
ทั้งๆที่ได้ โควต้า ช้างเผือก เข้ามหาลัย ชิลๆ
มันก็ไม่เอา
ไม่รู้ทำไม…

ส่วนอีกคนไปจนสุดครับ
ได้เป็นทีมชาติ
ไปแข่ง ซีเกมส์
ได้เหรียญทองกลับมาด้วย
ทุกวันนี้ ถึงไม่ได้ว่ายน้ำแข่งกะใครแล้ว แต่ก็ยังเป็นเรื่องเล่ากันไปจน ลูกโต ได้เลย

ผมเคยถามเพื่อนคนที่เลิกว่ายน้ำไปก่อนว่า ทำไม มึงถึงเลิก
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ..ช่วงนั้นกูบ้าๆ”
“มึงไม่ชอบว่ายน้ำเหรอ?”
“ป่าวอ่ะ แค่เบื่อๆ”

มันเคยพูดกับผมเหมือนกันว่า ถ้าวันนั้นมันไม่เลิกว่ายน้ำ
ชีวิตในวันนี้จะเป็นยังไง…

มันไม่มีวันรู้ได้อีกแล้ว

โอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ถึงมันจะ เล็กน้อยมั่กๆ
หรือจะใหญ่โตมั่กๆ
ไม่ว่าเล็ก หรือ ใหญ่
ถ้าเราปล่อยปละละเลยมันไป
มันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องที่ คาใจเรามั่กๆ เหมือนกัน

ไม่งั้น วันหนึ่ง เราต้องมานั่งเท้าคาง
แล้วถามตัวเองว่า
“ทำไมตอนนั้น ไม่ทำวะ?”

รู้งี้ทำแต่แรกก็ดี

น้องๆคงไม่มีวันรู้ผลเอ็นท์ จนกว่าจะได้ลองสอบดู
คนตกงานไม่รู้อนาคตแน่ถ้าไม่ลองไปสมัครงาน
เราคงไม่มีวันรู้ว่า คนๆนั้นจะชอบเราหรือเปล่า ถ้าเราไม่กล้าเข้าไปจีบ
แต่ส่วนคนที่สงสัยว่า ผีมีจริงหรือไม่
ผมว่าปล่อยให้มัน คาใจไว้ ก็ได้
อย่าไปลองของ เลยฮะ :-P

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.