A Hard Day Night

•October 30, 2009 • Leave a Comment

เมื่อวานนี้ผมไปเดินอ่านหนังสือ(ฟรี) อยู่ที่ร้าน B2S แล้วได้เจอประโยคนี้ในหนังสือครับ

“การได้พบกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากน้้น เป็นการพบกันที่จะตราตรึงใจที่สุด…”

คิดๆไปก็จริงนะ..

ในช่วงเลาที่ผมมีความสุขมากๆ ผมมักจะนึกรายละเอียดอะไรเล็กๆน้อยๆตอนนั้นไม่ค่อยได้

แต่ช่วงที่ชีวิตลำบากเนี่ย จำได้แทบจะทั้งหมด แทบจะทุก Detail

ผมยังจำรสชาติของ ขนมเบื้อง ที่ตกถึงท้อง เป็นอาหารมื้อแรก ในวันที่ต้องออกไปทำงานทั้งๆที่มีเงินติดตัวอยู่ไม่ถึง 30 บาทได้ดี

จำได้ว่า มัน หวานกรอบและแห้งมาก กินแล้วหิวน้ำสุดๆ แต่ก็ต้องกินเพราะหิว และที่สำคัญฟรี…

ผมยังจำความอารีของ คุณพี่ที่แบ่ง ขนมเบื้องชิ้นนั้นมาให้ ได้อย่างดี ถ้าไม่มีพี่ ผมคงต้องหิ้วท้องเปล่าๆไปจนค่ำ

ผมจำเพื่อนๆที่ พบกันในยามยาก ได้มากกว่าช่วงที่ชีวิตมีความสุข เพราะว่า ลำบากมาด้วยกัน ปั้นข้าวเหนียวจิ้มน้ำส้มตำจานเดียวกัน อดๆอยากๆ ร้องไห้ และ หัวเราะมาด้วยกัน…

จะว่าไปก็แปลกครับ ความสุขนั้นไม่จีรัง แต่ความทุกข์ กลับประทับตราตรึง ในใจ

ยิ่งใน ยุค ข้าวยากหมากแพง อย่างตอนนี้

การจะคิดอะไร ทำอะไร เป็นเรื่อง ที่ต้องไตร่ตรองให้ลึกซึ้งมาก เพราะว่าทุนรอนสำหรับความผิดพลาดมันไม่มีอีกแล้ว

ตัวของเราเองยังไม่ค่อยจะรอด

อย่าว่าแต่จะไปช่วยเหลือใคร…

นั่นทำให้หลายๆคนที่ผมได้พบได้เจอในช่วงนี้ เอาแต่ ยิ้มแหยๆ แล้วก็เดินก้มหน้างุดๆจากไป

มันจะเหี่ยวกันไปถึงไหน…

ผมเชื่อว่า พวกเราใช้ความหวัง และกำลังใจเป็นแรงผลักดันให้เราเดินบน เส้นทางสายยาวๆนี้

ใครที่เหี่ยวมาก…แปลว่าพลังของเค้าใกล้หมดครับ

ต้องให้คนรอบข้างช่วยกันเติมพลังให้ คนละนิดคนละหน่อย…

ขนมซักห่อ คำพูดดีๆซักประโยค กาแฟร้อนๆซักแก้ว ลูกอมซักเม็ด มันสามารถแปลงเป็นพลังงาน พิเศษที่เรียกว่า กำลังใจ ได้

ที่ดีมากๆก็คือ คนที่สามารถให้กำลังใจกับคนรอบข้างได้ ตัวของเค้าเอาก็จะได้รับกำลังใจส่วนหนึ่งมาด้วย อย่างไม่รู้ตัว

คนที่มีกำลังใจเท่านั้นถึงจะให้กำลังใจกับคนอื่นได้…

แถมยิ่งแลกเปลี่ยน ยิ่งเพิ่มพูนครับ

ถ้ายังไม่เชื่อ ผมแนะนำให้ลองครับ และถ้าคุณทำแล้ว รู้สึกดี ผมก็จะรู้สึกดีไปด้วย เพราะว่า ในช่วงเวลาที่ ยากลำบากอย่างนี้ กำลังใจคือสิ่งที่ทุกๆคนโหยหา

แน่นอนว่า ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ

บริการอ่านแบบเหมาจ่าย

•May 5, 2009 • 3 Comments

เรื่องนี้นึกขึ้นมาได้ตอนคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งครับ

เนื่องจาก บอสและพวกเรา เป็นแก๊ง ชอบกิน จึงสรรหา อะไรโน่นนี่ มาแนะนำกันอยู่เป็น นิจ…

เนื้อย่าง ซอยทองหล่อ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อโกเบพลับพลาชัย ของทอดแบบญี่ปุ่นแถวสุขุมวิท สุกี้เนื้อพระขโนง

กินกันไม่หวาดไม่ไหว

“ไม่ไหวแล้วพี่ แพงเหลือเกิน” น้องคนนึงที่ออฟฟิศเริ่มโอด…

“อ้าวเหรอ งั้นคราวหน้า กินไร ถูกๆหน่อยก็ได้ มรึง แนะนำหน่อยละกัน”

“สำหรับผมมันต้อง บุฟเฟ่ พี่ ถึงะเรียกได้ว่าคุ้ม” ไอ้น้องนั่นตอบยิ้มๆ

“ไมอ่ะ?”

“ก็มันกินเท่าไหร่ก็ได้”​….

ไอ้ บุฟเฟ่ นี่ผมจำได้ว่ามันเริ่ม มาจากร้าน ไดโดมอน มาก่อน ที่กินอะไรก็ได้ จนกว่าจะอิ่ม ตอนนั้น เป็นที่ นิยมมากในหมู่วัยรุ่น ผมเคยไปกินกับเพื่อน สมัย มัธยม จำได้ว่ากินกันจนตระแกรงย่างดำปี๋ เค้าต้องมาเปลี่ยนให้ 5-6 รอบ หัวเราะกัน คิกคักๆ ประหนึ่งว่าใคร กินจุที่สุดจะบรรลุ ได้ถึงขั้น เมพ…

กินเสร็จ ก็หัว หู เหม็น กลิ่น หมู กลิ่น ไก่ + กลิ่นแก๊ส ไปทั่วร่างกาย…ชื่นใจ

จาก นั้นไม่นานก็ มีร้าน ญี่ปุ่น ชื่อ โออิชิ มาเปิดครับ รายนนี้หนักข้อหน่อย เพราะว่า ราคาสูงขึ้นมาจาก ไดโดมอน มาก แต่ว่ามีเมนูให้เลือกหลากหลายกว่า สามารถ เลือก วัตถุดิบ ไปให้พ่อครัวทำให้ สดๆได้ด้วย เช่นเคยครับก็เป็นที่นิยมในหมู่ครอบครัวมาก

“โอย ไปกินแค่ ยำสาหร่าย ก็คุ้มแล้ว” อา บอกผมในวันหนึ่ง

“มันคือ อะไร”

“ก็ยำสาหร่ายญี่ปุ่นไง แพงจะตาย ไปซื้อ ซุปเปอร์ ห่อนึงก็ สี่ห้าร้อยแล้วนี่ บุฟเฟ่ หัวละ 500 กินเท่าไหร่ก็ได้ คุ้มจะตาย”

จน วันที่ผมได้ไป โออิชิ จริงๆก็ได้เห็นครับว่า ไอ้ยำสาหร่ายเนี่ย มันก็คือ สาหร่ายญี่ปุ่น ชนิดหนึ่ง รูปร่างเหมือน หนังสติ๊กสีเขียว กองสุมๆกันราด น้ำมันงา กับซอสญี่ปุ่น

“อร่อย ตรงไหนวะ?” ใจไม่ได้ชอบเล้ย…แต่ก็ต้องกิน

เดี๋ยวมันไม่คุ้ม…

พวก เรา วัยรุ่น คงรู้กันดีว่า ไม่มีปัญญาหรอกครับที่จะไปกิน โออิชิ ด้วยตัวเอง ต้องรอผู้มีวาสนา เช่น พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ พาเราไปเลี้ยง ถึงจะไปนั่งชูคอ อยู่ใน โออิชิ ได้

คติเดียวในการกิน โออิชิ คือ

“แดรกให้คุ้ม”

ผมเคยโดน อาดุในโออิชิ ว่า..

“อย่าคุยกันมากได้ไหม เดี๋ยวกินไม่คุ้ม!!!”

พอก ลับบ้านก็ล้มตัวลงบนโซฟาครับ เพราะว่าโดนความ คุ้ม เล่นงานซะเต็มพุงกะทิ ทำไรก็ไม่ได้เลย ต้องอาศัยอีโนบ้าง ยาธาตุ มาบรรเทา หรือ ฮาร์ดคอร์หน่อยก็ล้วงคอ อ้วกเอา ซึ่งก็จะโดนด่าสำทับมาอีกว่า…

“เสียดาย! กินแล้วมาล้วงออกทำไม!!!”

ดูเหมือนว่า วัฒนธรรม บุฟเฟ่ จะไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องกินแต่เพียงอย่างเดียว

เดี๋ยวนี้ พวกเราต้องเสีย สตางค์ให้กับคำว่าเหมาจ่าย ไปเดือนๆไม่รู้เท่าไหร่

“ค่าโทรเดือนนี้ เป็นโปรโมชั่นแบบ เหมาๆวันละ 90 นาที เดือนละ 1,200 บาท นะคะ”

“บวก โปรโมชั่น GPRS แบบเหมาจ่ายเดือนละ 99 บาท ไม่จำกัดการใช้งาน”

“แล้วก็ บริการส่ง SMS 90 ครั้งในราคาเหมาจ่าย 200 บาท”

“และ บริการ แฮบปี้ แวมควาย เหมาเพลงทั้งค่าย แต่จ่ายแค่ 20 บาท”

“ทั้งหมด 2,109 บาทค่ะ”

“อ้าว ผมบวกยังไง ก็ได้แค่พันห้าร้อยกว่าบาท เกินมาจากไหนเนี่ย”

“ก้อ…คุณมีค่าโทรที่เกินจาก โปรโมชั่นไปอีก 590 บาทค่ะ”

โอว แม่เจ้า… กรูนึกว่า โปรกรู เป็นโปรเทพ โทรเท่าไหร่ก็ไม่เกิน เลยจ้อซะ ลำโพงไหม้ นี่ยังเกินอีกเหรอเนี่ย….นี่กรูโทรหาใครนักหนาวะเนี่ย วันๆนึง

ขนาดเหมาๆแล้วนะ…

มา คิดๆดูแล้ว ไอ้ บุฟเฟ่ หรือ เหมาๆเนี่ย มัน มาบังคับทำให้เรา ต้องกินอะไรที่เกินความต้องการ หรือกระทั่งต้องจ่าย อะไรที่ ไม่มีความจำเป็นจะต้องจ่าย

“แต่มัน กินเท่าไหร่ก็ได้ นะพี่!!”

“มรึง กินเข้าไปหมดเหรอ?”

“โทรเท่าไหร่ก็ได้ จ่ายเหมาแค่พันสองค่ะ”

“จะให้กรูโทรหาใคร นักหนา เดี๋ยวคลื่นอัลฟ่า เบ้ต้า แกรมม่า ก็แดรกหัวสมองกรูพอดี”

“จ่าย ยี่สิบบาทต่อเดือน เหมาเพลงทั้งค่าย นะคะ”

“เอ่อ…โหลดได้ สิบเพลงก็โดนค่า GPRS บานแล้วฮะ”

“อ๋อ เรามีบริการ GPRS เหมาจ่าย เดือนละ 99 บาทค่ะ สนใจไหมคะ?”

สรุปว่า ถ้าจะใช้ บริการ แวมควาย ต้องเสียตังทั้งหมด119 บาทถึงจะไม่อั้นจริง….

นี่ยังไม่นับว่า กรูไม่ได้ชอบเพลง ค่ายนี้ทุกเพลง

นานๆกรูจะชอบทีนึง…

แต่กรูก็ต้อง โหลดให้มันเยอะๆเข้าไว้

เดี๋ยวไม่คุ้ม…

พวกเรา นิยามคำว่า คุ้มค่า เอาไว้ยังไงครับ?

ปริมาณ หรือ คุณค่า

ถ้า เป็น ปริมาณ คุณคงต้อง ทำใจเอาไว้ก่อนเลยว่า สิ่งที่คุณได้มา มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณชอบ ไม่ใช่ของที่คุณอยากได้ หรือ คุณอาจจะได้รับบริการที่ ขาดตกบกพร่อง เพราะผู้ให้บริการก็ต้องคิดว่า “มรึงจาเอาอาไรนักหนา จ่ายแค่นี้แต่เหมาเอาไปหมด ก็คุ้มจาตายห่ะ อยู่แล้ว…”

และคุณก็ไม่เถียง

เนื้อจานนี้มันดำๆหน่อย ผักเหี่ยวๆ กรูก็กินได้ เพราะว่าเค้าให้กรูกินเท่าไหร่ก็ได้

กินของห่วยๆเท่าไหร่ก็ได้….

โทรศัพท์สัญญาณแย่หน่อยเข้า ลิฟท์ก็ตัด ลงลานจอดรถก็ตัด บางทีคุยอยู่ดีๆก็ตัด ก็ไม่อยากคอมเพลนอะไร เพราะว่านี่มันราคาเหมา…

สัญญาณห่วยๆ ก็ทนได้

เพลงนี้ไม่เห็นชอบเลย เพลงที่ชอบนานๆจะมาที แต่ก็สมัครไปก่อน เพราะเค้าบอกว่าเหมาทั้งค่าย

เพลงห่วยๆ โหลดได้ไม่มีอั้น…

หลาย ครั้งครับ ที่เค้าอำพวกเรา ด้วยแผนการตลาดที่คอยจะมายัดเยียดของห่วยๆ หรือของที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ แล้วผูกโบว์ด้วยคำว่า เหมาจ่าย

อย่าปล่อยให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตแบบ เหมาๆครับ เพราะส้มดีส้มเน่าเราก็ต้องรับเค้ามาหมด

เลือกในสิ่งที่ชอบจริงๆ ใส่ใจกับรายละเอียดขึ้นมาอีกซักหน่อย และใช้งานสิ่งนั้นๆ ในปริมาณที่ พอดีๆ กับเรา

ผมว่า อย่างนี้น่าจะ คุ้มค่า มากกว่า นะ…

หลวงพี่ ไดอะรี่ (ตอนจบ)

•May 5, 2009 • Leave a Comment

พระวินัย (พระวินัย = กฏของพระสงฆ์ ไม่ได้หมายความถึง หลวงพี่วินัย) ข้อนึง บอกว่า “ห้ามพูดเพ้อเจ้อ”

ห้ามดู ละคร คอนเสิร์ต หรือ การละเล่นต่างๆด้วย เพราะว่ามัน “ไร้สาระ”

งี้งานที่เราทำ มันก็เป็นงาน ไร้สาระอ่ะ ดิ…

สงสัยต้องใส่สาระลงไปในงานทุกชิ้นที่ทำ (สุดท้ายอาจไปลงเอยที่ สารคดี)

พระห้ามแตะตัวผู้หญิง ยกเว้นแม่ และต้องเป็นตอนที่ แม่ไม่สบายด้วย (ถือว่าไปปรนนิบัตรดูแล)

พระห้ามยืน ฉี่ ยกเว้นตอนไม่สบาย

ถ้า ทำผิดกฏ ข้อใดๆก็ตามจะต้องไป ปลงอาบ้ติ กับพระรุ่นพี่ ซึ่งการ นับรุ่นพี่ รุ่นน้องนั้น นับกันตาม พรรษาที่บวช ใครพรรษามากกว่า ก็เป็นรุ่นพี่ ไม่ได้นับกันที่อายุ

เพราะว่าการบวชทาง พุทธศาสนา ถือว่าเป็นการ เกิดใหม่ ดังนั้น แก่ หรือ เด็ก ก็ต้องมานับกันใหม่ด้วย

เป็น พระเลยได้รู้ว่า บดสวดในงานศพนั้น ชื่อว่า “เจ็ดคัมภีร์” เป็นบทสวดที่ พระพุทธเจ้า เสด็จ ขึ้นไปสวดให้ พระพุทธมารดาได้ฟัง บนสารรค์ เพื่อให้ พระพุทธมารดา บรรลุมรรคผล และไปสู่ นิพพาน

ถือเป็นบดสวดที่เป็น มงตล เลยนิยมเอามาสวดในงานศพ

ภาษาบาลี ง่ายๆ

เกสา = ผม / โลมา = ขน / นะขา = เล็บ / ทันตา = ฟัน / ตะโจ = หนัง

เพื่อน บอม เจ้าโปรเจค MRD มาบอกว่า สึกแล้วมี หลายอย่างรอให้ไปเคลียร์ และ มีประชุมรออีก 4 นัด

หนีไปไหนไม่ได้นานจริงๆ ละครสัตว์โรงนี้

ช่วงปีใหม่ไป บิณทบาตร ได้แกงได้ช้าวมากระสอบนึง แต่เอาเข้าจริงก็ ฉัน แกงได้แค่ สองถุง ที่เหลือก็ยกให้เด็กวัดไปหมด

ได้ รู้ว่า Zantiga ไฟไหม้ มีคนตายไปกว่า 50 คน สลดใจมาก เลยกรวดน้ำให้พวกเค้า ขอให้พวกเค้าหายตื่นกลัว ทำใจให้สงบ และก้าวไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

ที่ วัดคลองเตยนอก มีการสวดมนต์ ข้ามปี 2552 -2552 เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งนัดลงโบสถ์พร้อมกันทั้งวัดตอน 22:40 เราไม่มีไรทำเลย หลับรอเวลา..

มารู้สึกตัวอีกทีก็คือ เด็กวัด มาทุบประตู ปังๆๆๆๆ ตะโกน ว่า ” จะเที่ยงคืนแล้วหลวงพี่ทำอารายอยู๋!!!!!”

เดินเข้าโบสถ์เป็น องค์สุดท้าย อย่างเท่….

ไปรับงานนิมนต์ นอกสถานที่กะเค้าด้วย สวดอะไรกะเค้าก็ไม่เป็น นั่งยิ้มอย่างเดียว…

วัน นึง เราได้ยินเสียง กวาดขยะ อยู่ข้างๆกุฎิ กวาดนานมากไม่เสร็จซักทีเลยเดินออกไปดู ปรากฏเป็นป้าแก่ๆคนนึง มายืนกวาด แกบอกว่า จะมาขอกวาดลานวัดแลกข้าว น่าสงสารมาก เลยให้ข้าว และ แกงที่บิณทบาตรได้มา ไปหมดเลย ช่วงเพล พอออกมาจากกุฎิอีกที แทบไม่เชื่อสายตา… ขยะเพียบ ป้าแกเล่นกวาดจากหลายๆที่มากองหน้ากุฎิเรา พอได้อาหารจากเราไปก็ดีใจ เลิกกวาดซะงั้น…

สุดท้ายต้องกวาดเอง…

เป็นพระห้ามฉัน Dinner เราเองก็ไม่กินนะ แต่ดึกชอบฝันว่า ไปกินตามร้าน ญี่ปุ่นมั่ง เกาหลีมั่ง จีนมั่ง กินซะอิ่มแปล้เลย

สิ่งที่นักบวชต้องพึงระลึกอยู่เสมอคือ เราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ เพื่อระงับความ อาลัยอาวรณ์ อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์…

จุดหมายของนักบวชคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ จึงไม่ควรยึดติดกับสิ่งใดๆ

ทุกอย่างบนโลกใบนี้สุดท้ายก็คือ ความว่างเปล่า

ไม่มี เรา ไม่มี เขา ไม่มี ความสุข ไม่มี ความทุกข์ ไม่มี ความกลัว

ในวันสุดท้ายของการบวช ออกเดินบิณทบาตร เป็นครั้งสุดท้าย ได้เห็นแสงอาทิตย์จับที่ขอบฟ้า…

ชีวิตช่างเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ จริงๆ

ใน วันที่สึก พระอาจารย์ ให้อธิฐาน เป็นครั้งสุดท้าย เราขอให้ ทุกคนบนโลกใบนี้ รักกัน อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่แบ่งเรา แบ่งเขา เพราะสุดท้าย ทุกคนอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน ฟ้าก็ฝืนเดียวกัน เลือดก็สีแดงเหมือนกัน

ขอให้ความสงบจงเกิดขึ้นในใจของทุกๆคนครับ :-)

หลวงพี่ ไดอะรี่

•January 27, 2009 • Leave a Comment

การผลัดวันประกันพรุ่งนั้นเป็นเรื่อง ไม่ดี

แต่ก็ทุกที ที่เราคิดว่า “แหม..ไม่ต้องรีบก็ด้ายย”

แล้วก็หลายๆครั้งที่คิดอะไรอย่างงี้

เราก็จะลงเอยด้วยการไม่ได้ทำอะไรซะที….

คืนนี้ถึงแม้ว่ามันจะดึกแล้ว แต่ผมว่าคงจะต้องเริ่มเขียนอะไรซักที…

ว่าจะเริ่มด้วย เรื่องที่ไปมีประสบการณ์ด้านศาสนา มาฮะ

แต่จะเล่าด้วย ตัวองก็จะเป็นมุมมองของ ฆาราวาส เกินไป

เลยให้ หลวงพี่ เบลล์ ชาคโร มาเล่าเองเลยดีกว่า…

บรรทัดต่อไปนี้ จะเป็น ไดอะรี่ที่เขียนโดย หลวงพี่ฮะ :-)

30/12/08

เรื่องเล็กๆน้อยๆ

บวช วันที่ 21 ธันวาคม 51

ส่วนฤกษ์สึกนั้นต้องบวชเป็นพระห่อนถึงจะไปถามพระ อุปปัชฌาย์ ได้

บดสวดในวันบวช เรียกว่า บทสวดแบบ เอสาหัง

ใน วันบวชมีเพื่อนๆ ไปเยอะเหมือนกัน มี ตูน-ฝน,พี่โทน,น้าหมู,พี่โจ้,เอี่ยม,Peppy-เมย์,พี่โอ Yeah,โอ๊ต จว.มาถ่ายรูปให้ มล,พี่บี มาถ่าย วิดีโอ,คิม, กอล์ฟ อีโบล่า, โอ็ต MTV – หลี, วิน-ชา,ฺBom-Benz,Dano-ปลา,สายชล,อั๋น,หญิง,น้องแยม…

พี่นิคก็มา…

ในกุฏิตอนแรกมีเตียงไม้ 1 เตียง กับหิ่งพระ 1 นาฬิกาตาย 1 เรือน

ตอนหลังเพิ่ม พัดลม 1 ตัว เสื่อ 1 ผืน หมอน 1 ใบ กระติกน้ำแข็ง 1 ใบ หนังสือสวดมนต์อีกหลายเล่ม และ นาฬิกาปลุกอีก 1 เรือน

ต้อง ง่วงอย่างแรง เท่านั้นถึงจะหลับลง เพราะว่า หมาจะเห่า และหอน ระคนกันไป แถมเราอยู่ กุฏิริมน้ำ ก็ะได้ยินเสียง เรือหางยาวข้ามฝั่ง ระหว่าง คลองเตย และ ยางกะเจ้า ทั้งคืน

หลังๆต้องพึ่งที่อุดหู…

วันแรกที่บวช งง!! เหมือน นักเรียนมาเข้าโรงเรียนใหม่ ทำอะไรก็ไม่ถูก ห่มจีวรก็ไม่เป็น โอว…ต้องให้หลวงลุง กุฏิข้างๆ มาชวยบ่อยๆ

หลวงลุง เป็นลุงจริงๆ นามสกุลเดียวกัน เบื่อทางโลก เลยหันมาบวชเป็นพระ

การห่มจีวรนั้น มี 2 แบบ คือ ห่มคลุมสำหรับออกบิณทบาตร และ ห่มเฉียงสำหรับอยู่ในวัด

ถ้า เราจะต้องไป กิจ ที่วัดอื่น ต้องห่มคลุมก่อนตอนออกจากวัด พอไปถึงอีกวัดหนึ่งก็ต้องเปลี่ยนกลับมาห่มเฉียง พอเสร็จกิจ จะกลับก็ต้อง ห่มคลุม และเมื่อกลับถึงวัดของเราก็ต้อง เปลี่ยนเป็น ห่มเฉียงอีกรอบ…รวมแล้ว 4 หน พอดี

พระบวชใหม่ เดินๆอยู่ จีวรหลุดกันเป็นธรรมดา…

เวลา ที่นี่ ผ่านไปช้ามาก….ไม่เหมือนเวลาทำงาน แป๊ปๆอาทิตย์นึงแล้ว แต่ ที่นี่เหมือน นาฬิกา ถ่านอ่อน หันไปมองทีไร เข็มไม่ค่อยกระดิกเลย…

ลองเปลี่ยนถ่านนาฬิกาดูแล้ว…ไม่ช่วยอะไร

โยม แม่เอาหนังสือ อัตชีวะประวัติ ของ เกจิอาจารย์หลายๆรูป มาให้อ่าน ทำให้รู้ว่า พระที่จะบวชได้ตลอดชีวิตนั้น ต้องมีวาสนากับทางพุทธจริงๆ (ทุกๆท่านจะได้คลุกคลี กับ วัด หรือ พระ ตั้งแต่เด็กๆเลย)

แต่เราก็ชอบความสงบ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต มันเหมือนกับว่าความสับสนวุ่นวายทั้งหมด มัน Fade ไปจากเราเฉยๆซะงั้น

วัน ที่ออก บิณทบาตรครั้งแรก เดินไปจนถึงบ้านเลย…เมื่อยสุดๆ แต่อยากให้คนที่บ้านได้บุญกันเยอะๆ พอถึงบ้านเท่านั้น จีวรก็หลุด! (ดีนะที่เป็นบ้านตัวเอง) ยังห่มจีวรไม่เก่งน่ะ…

วันที่สองเดินไปยัง ไม่พ้นเขตวัดดี บาตรเต็ม! ไอ้เราเด็กวัดซักคนก็ไม่มีในสังกัด เลยเดินออกกำลังขำๆ ไปอีกซัก 500 เมตร แล้วก็กลับวัด…

วันที่สาม เดินจนทั่วตลาดคลองเตย ได้แกง มาสองถุง (ความศรัทธาไม่เท่าเทียม) เหยียบน้ำในตลาด เป็นเมือกๆลื่นๆ หยุมเหยะ มาก… กลับวัดมา ต้องขัดฝ่าเท้าเป็นการใหญ่…

ตอนใกล้เพล กำลังนั่งสมาธิเคลิ้มๆจะไปเฝ้าพระอินทร์ ก็ปรากฏว่า มีชาวคณะมาถวายเพล คือ ตูน-ฝน,พี่โทน,Peppy,น้าหมู,อาเฉินหลง ส่วน โยมพ่อ โยมแม่ นิด้า และ โยมอามากันป็นปกติ

อาหาร บานเบะ! เกาเหลาเนื้อ วัฒนาพานิชย์ เป็ดย่างราชวัตร ปลาทอดกระเทียม ไก่คั่ว อะไรไม่รู้เต็มโต็ะไปหมด ชดเชย สารอาหารที่ขาดหายไปเมื่อเช้าได้หมด…

ตอนกลับ ตูน ชวนไปงานเลี้ยงปีใหม่บ้าน พี่อ๊อฟ บิ๊ก แอส พร้อมบอกราคาของขวัญสำหรับ จับฉลากมาเสร็จสรรพ พนักงาน 500 บาท ศิลปิน 1000 บาทขึ้นไป เลยถามกลับไปว่า “มีราคาพระภิกษุไหม?”

(อ่านต่อตอนหน้าจ้า)

วันที่ bell ไม่อยู่

•December 10, 2008 • Leave a Comment

ผมกำลังจะลาโลกนี้ไปครับ…

ลาจากโลกที่แสนวุ่นวาย

โลกที่ลวงตาเราด้วยภาพความฝัน

แล้วก็ล่อลวงให้เราเดินเข้าไปสู่วังวนของ การแก่งแย่ง ชิงดี

ทั้งๆที่ ของที่เรา ไป แย่ง ไปตบตี กับเค้า เนี่ย

เดิมที…มันก็ไม่ใช่ของๆเราซะหน่อย

ผม เบื่อหน่าย กับ ชีวิตที่จะต้อง คอย จูน ความต้องการ และ ผลประโยชน์ ของคนหลายๆ ฝ่าย ให้ตรงกัน

ทั้งๆที่ มันไม่มีวันที่จะตรงกันได้จริงๆ

โลกนี้คือ ละครสัตว์ ที่แสนจะวุ่นวาย เหลือเกิน…

ผมจะขอ อนุญาต ผู้เล่น และ ผู้ชม ทุกๆท่าน เดินออกจาก เต๊นท์ หลังนี้ออกไป

ไปสู่โลกที่สงบกว่า เรียบง่าย และเป็นจริงกว่า…

ผมจะบวชเป็นพระ แล้วครับ

ขอไป นั่งสงบๆ ทำใจให้สบาย ไม่มีเรื่องทุกข์ในใจ ซัก 15 วัน

แล้วจะกลับมาเจอกับทุกๆคนใหม่ครับ

ส่วน ใครที่สนใจไปร่วมงาน ล่ะก็ 21 ธันวาคมนี้ ที่วัดคลองเตยนอก ใกล้ๆกรมศุลกากรครับ

7 โมงเช้าจะเริ่มโกนหัว

มีกาแฟและอาหารเลี้ยงครับ :-)

ของใครก็ของใคร

•November 19, 2008 • 3 Comments

ผมเคยออกไปยืนพูดหน้าแถว ในงานเลี้ยงรุ่นชมรมกระจายเสียง ม.กรุงเทพ ด้วยประโยคที่คิดมาล่วงหน้าแล้ว 2 ชม. ว่า

“ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ รุ่นพี่ทุกๆคนทำอะไรกันบ้าง หรือ พวกเราที่จบไป จะได้ไปทำอะไรกันในอนาคต ผมรู้แต่ว่า พวกเราเคยมีฝันก้อนเดียวกันมาก่อน..ที่นี่ ที่ชมรมของพวกเราครับ” 

อืม…. คิดแล้ว เป็นประโยคที่หล่อ โคตรๆ

จำได้ว่าตอนนั้พูดไปเพราะว่า อยากพูดอะไรเท่ๆ ต่อหน้าสาว แล้วก็เผื่อที่จะเรียกความสนใจ จากรุ่นพี่ที่กะลังมองหาเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่ๆบ้าง…

วัตถุประสงค์แอบแฝงล้วนๆ

ในสมัยที่เราเรียนหนังสืออยู่นั้น เรื่อง อกหัก หรือ ไม่ส่งรายงานนั้นก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตแล้ว 

อย่าให้ไปคิดอะไรไกลๆเลย แค่คิดว่าเย็นนี้จะหาตังที่ไหนไปกินเหล้ากะเพื่อนก็เครียดจะแย่แล้ว

ส่วนความฝัน น่ะเหรอ…

เรามักจะใช้ความอยากเป็นที่ตั้ง

อยากจะเป็น Creative Director อยากจะเป็น นักแสดง อยากจะเป็น ดีเจ อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่ 

แต่นึกไม่ค่อยออกครับว่าจะต้องทำยังไง 

สงสัยต้อง รอ..โอกาสดีๆ และ ร้องขอ กับคนที่ให้โอกาสดีๆนั้นกับเราได้ 

แต่วิธีการที่ถูกต้องนั้น ผมเพิ่งมารู้แจ้งเอาเมื่อ อาทิตย์ที่แล้วนี่เอง…

วันนั้นเป็นวันเสาร์ ซึ่งหยุดงาน แต่ก็ยังเข้าไปตึกเพราะว่ามีการลืมของเกิดขึ้น 

ผมขับรถไปจอดที่ชั้น B2 ของตึก จากนั้นก็เดิน ชิลๆไป รอลิฟท์ เพื่อที่จะเข้าไปที่ Genie Records 

“พี่ มาติดต่ออะไรครับ” 

รปภ. ท่าทางวัยรุ่น คนหนึ่งถามผมอย่างสุภาพ เพราะว่า กฏของตึกคือ พนักงานทุกคนต้อง ห้อยบัตรเมื่อเข้าตึกทุกครั้ง ถ้าไม่พกบัตรอะไรมา ก็ต้องไปแลกบัตร Visitor ที่เคาเตอร์ทุกครั้ง

“อ๋อ มาทำงานน่ะครับ แต่ลืมเอาบัตรพนักงานมา” ผมตอบแบบ ยิ้มๆ พยายามทำสีหน้าขอความเห็นใจสุดฤทธิ์ เพราะขี้เกียจแลกบัตร

น้อง รปภ. เค้าก็คงไม่รู้จะทำไงต่อ ก็ได้แต่ถามผมกลับว่า ” แล้วพี่จะไปชั้นไหนครับ” 

“33 ครับ “ 

“แกรมมี่โกลด์ เหรอครับ” 

“เปล่าอ่ะ Genie records ครับ” 

“จีนี่?” 

“ช่ายยย” 

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรครับ เพราะใจมันแต่จดจ่อยู่กับ ลูกศร หน้าลิฟท์ว่าเมื่อไหร่จะมาถึงเราซะที..

“พี่ๆ” 

“อะไรเหรอ?” 

“ถ้าผมจะเอาเพลงไปส่งพี่ ดะ ได้ไหมพี่?” 

“ได้เลยน้อง ทำเสร็จเมื่อไหร่เอามาส่งพี่ได้เลย ที่ชั้น 33 ถ้างานดีแล้วมาว่ากัน” จำได้ว่าตอบอย่างคล่องแคล่วครับ เพราะว่าเคยชินกับ การที่มีคนมาส่ง Demo เราบ่อยๆ 

“ผม ผม มีเพลง อยู่พอดีเลยพี่ ฟังไหม” 

“เอ่อ…เอาซีดีมาแล้วเหรอ?” คิดในใจว่า มันพร้อมวุ้ย ไอ้นี่ 

“ป่าวพี่ แต่ผมมี นี่!!!” ว่าแล้วก็เอามือล้วง กระเป๋าก้น ยุกยิกๆ ดึงกระดาษสมุดแบบมีเส้นยับๆขึ้นมา ก้อนหนึ่ง พอ “คลี่” ออกมาถึงได้รู้ว่ามีตัวหนังสือ ยุ่บยั่บ ไปหมด (ยังดีที่ไม่มีกลิ่นแถมมาด้วย)

“นี่คือ เนื้อเพลง พี่…ผมแต่งไว้เป็นร้อย” 

“ดีจ้ะ…แล้วจะให้ผมฟังยังไงเหรอ” (ที่จริงแล้วผมก็พอเดาออกนะ)

“เดี๋ยวผมร้องให้พี่ฟังสดๆตรงนี้เลย!!” (กรูว่าแล้ว) 

มากันถึงขนาดนี้แล้ว ก็ต้องเลยตามเลยครับ ไม่อยากจะไปดับฝันใครเล่นในวันหยุด คิดซะว่า เป็น Activity เพลินระหว่างรอลิฟท์ไปละกัน 

“ร้องเลยน้อง” 

“เดี๋ยวก่อนพี่” 

“อะไรอีก”

“ผมจะบอกว่าเพลงของผมน่ะ มันเป็นแนว ช้าๆเพราะๆ แบบ แบ่บ วงอะไรนะ” (กรูจะรู้มั๊ยล่ะเนี่ย) 

“วงที่นักร้องนำ มันลาออกไปอ่ะ” (ข้อมูล ละเอียดมาก) 

“ที่ชื่อ พี่ พี่บี น่ะ” (-_-)”

“อ้อ! คือ เพลงของผม มันจะเป็น แบบ เครสเชนโด้ น่ะพี่”      (โอว….ทำไมคิดไม่ถึงมาก่อนเลย) 

“เครสเชนโด้เลยเหรอ ดีนะ” ยังคงให้กำลังใจกันต่อไป

“ผมร้องเลยนะพี่” (เอาซะทีเถอะ) 

“ชั้นรั่กเธอ เธอรักฉัน ชั้นไม่ใช่แบบนั้น เธอจะใช่แบบไหน แต่ฉันไม่ใช่แบบไหน แต่เธอจะใช่อย่างง้าาานนนนน” (ประมาณเนี้ย) 

ความเครียดมาเยือนครับ เพราะไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้มันจะจบลงตรงไหน คือ ต้องฟังน้องมันไปถึงจบเพลง เลยหรือเปล่า แล้วต้อง วิจารณ์ด้วยป่าววะ โอว แล้วความฝันของน้องเค้า ต้องมาถูกบดขยี้ ด้วยน้ำมือของผมเองหรือนี่ โถว ดูน้องมันสิ ถือกระดาษ ยับๆย่นๆ มือไม้สั่นเชียว…

“ติ๊ง ต่อง!!!!!” เสียงลิฟท์มาครับ โอว เพิ่งรู้สึกว่า มันเป็นเสียงที่เพราะมากกก ก็วันนี้นี่เอง

“เฮ้ย น้องพี่ต้องรีบขึ้นไปก่อนนะ เดี๋ยววันหลังเจอกัน” 

“แล้ว แล้ว ผมขึ้นไปร้องให้พี่ฟังใหม่ได้ไหมครับ? ” (อืม…ก็น่าสนุกดีนะ) 

“ได้เลย!! แต่ตอนนี้ต้องไปก่อนน้าาา” ประตูลิฟท์ปิดลง พร้อมๆกับ โอกาสของน้อง รปภ. ในบ่ายวันนั้น 

พอเข้าไปในออฟฟิศก็รีบไป เอาของครับ ดูความเรียบร้อยของงานนิดๆหน่อยๆแล้วก็รีบกลับ เพราะว่ามีธุระอื่นๆให้ต้องไปทำต่ออีก 

ผมรีบซะจนลืม ไปอย่างนึง…

ลิมว่า ผมต้องลงลิฟท์ตัวเดิม เพราะว่าต้องไปที่รถ….

พอประตูลิฟท์เปิดออก ภาพที่เห็นก็คือ

น้อง รปภ. วัยจ๊าบ คนเดิม ยืนหัดร้องเพลง ของตัวเองอยู่หน้า ลิฟท์ พร้อมกับส่งยิ้มให้ผมอย่างรื่นเริง 

ผมยิ้ม ตอบไปให้และ พยายามก้าวเท้าเร็วๆ เพื่อจะได้ไปถึงรถโดยเร็วที่สุด…ไม่งั้นอาจมีอีกหลายเพลง น้องเค้าแต่งไว้เป็นร้อย…

“เดี๋ยวพี่..” (นั่นไง…)

“อะไรครับ” 

“พี่บอกผมตรงๆดีกว่าพี่ ว่าผมต้องทำยังไง?” 

คิดในใจว่า เอาวะ มัน มาเต็ม ขนาดนี้ ต้องตอบแทนความตั้งใจของมันซะหน่อย…อย่างน้อยเราต้องชัดเจน

“อย่างงี้ครับ น้องต้องทำเพลงของตัวเองออกมา เป็น Demo แล้วเอามาส่งพี่…น้องมี วงของตัวเองหรือเปล่า?”

“โอย ไม่มีหรอกพี่ ผมไม่ได้อยากเป็นศิลปิน ผมอยากเป็นคนแต่งเพลง เขียนไว้เป็นร้อยเลยนะ” (เออ..รู้)

 ”อย่างงั้น ก็ลองฝึก เอาเพลงดังๆ ของคนอื่น มาลองใส่เนื้อเพลงใหม่ ดูไหม จะได้ทดสอบตัวเองด้วยว่า เนื้อเพลงของเรา กับ เนื้อเพลงเดิม อันไหน เจ๋งกว่ากัน แล้วเขียนคำโกงโน้ตหรือเปล่า…ลองหัดร้องกับ คาราโอเกะก็ได้ ง่ายๆ” 

“คือออ ผมเบื่อ พี่ ผมเบื่อกับ เพลงของชาวบ้าน ผมอยากที่จะมีงานเพลงที่เป็นของผมเองแท้ๆ” (โถ…อุดมการณ์) 

“ถ้างั้น..น้องก็ต้องทำเพลงมาส่ง สถานเดียวแล้วล่ะ พี่ถึงจะรับพิจารณา” 

“ผมเป็นแค่ยามอ่ะพี่…ผมจะมีปัญญา อะไร” (โลกแห่งความจริงปรากฏ ขึ้นตรงหน้า…)

“ผมทำได้อย่างมาก ก็ร้องใส่มือถือ แล้วให้พี่ไปฟัง…ได้ไหมพี่”

“ไม่พอครับ อย่างนั้นพี่ไม่รู้จะฟังยังไง” 

พอพูดจบเท่านั้น ก็มาทันที! สายตาเว้าวอน กับสีหน้าที่ คุณจะได้เห็นบ่อยๆเวลาที่ ลูกหมาที่บ้าน อยากให้คุณพาไปเดินเล่น..

“เอ่อ…” คิดในใจว่า จะตอบมันไปว่ายังไงดีวะ?

“คืองี้นะ น้อง…” ตบไหล่น้องมัน เบาๆ 

“ไอ้สิ่งที่น้องอยากจะเป็นเนี่ย…มันเรียกว่าความฝัน ความฝันที่ใครหลายๆคนก็อยากจะเป็นกันทั้งนั้น แต่ไอ้การที่จะไปถึงฝันนั้นได้เนี่ย น้องต้องทำมันให้ได้ด้วยตัวเอง…ไม่ใช่ไปร้องขอจากใคร พี่ไม่รับรู้ว่าน้องจะทำมันด้วยวิธีไหน พี่รู้แต่ว่าถ้าน้องมีงานมาส่ง และงานดี ถึงจะมีขั้นต่อไปได้…โอเคมั๊ย” 

“โอ..เค..ครับ..พี่” อันนี้เหมือน ลูกหมาที่อยากให้คุณพาไปเดินเล่น..แต่คุณไม่ไป

พอ กลับมาที่รถ ก็นึกถึง ตัวเอง ชีวิต และก็ ความจริงบนโลกใบนี้ครับ…

ว่าความฝันนั้น เป็นเหมือนแรงผลักดันให้กับคนหลายๆคน

แต่การที่จะไปถึงฝันนั้น มันคงต้องแลกกับอะไรอีกหลายๆอย่าง หรือบางทีก็ ทุกอย่าง…

ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันคุ้มหรือเปล่า…

คงต้องเป็นเจ้าของความฝัน อันนั้นแล้วล่ะที่จะรู้ 

เพราะว่า ฝัน ของใครก็ ฝันของใคร ครับ!

 

PS. ผมยังจินตนาการอยู่ลึกๆว่า ซักวันน้อง รปภ. คนนั้นมันจะเอาเพลงมาส่ง แล้วเพลงมัน โคตรดี…(จะได้ไม่เครียด)

ก่อนที่จะลืมมันไป

•November 7, 2008 • 12 Comments

มีเรื่องหลายเรื่องในชีวิตของผมครับที่มัน น่าจดจำเหลือเกิน 

แต่ก็ดันลืมๆ มันไปบ้าง…

น่าจะเป็นเพราะว่า ยิ่งชีวิตของเราผ่านการเดินทางมานานเท่าไหร่ 

เรื่องราวที่เราได้เจอมันก็มากขึ้นเท่านั้น…

พอเรื่องราวๆต่างๆมันมากขึ้น เราก็มักจะเลือกจดจำ เรื่องราวที่เราอยากจะจำ 

แต่ บางเรื่องเราก็ลืมมันไปซะงั้นครับ 

ทั้งๆที่มันน่าประทับใจ มั่กๆ

มีเรื่องที่ คืนนี้ นึกได้ขึ้นมา เลยต้องรีบมาเขียนไว้ก่อน กันลืม..

ครั้งแรกที่เข้ามาทำงานที่ แกรมมี่ นั้น สิ่งที่ผมเกร็งมากกกก มีอยู่ สองอย่างครับ

  1. ก็คือ ผลงานชิ้นแรกของผม นั่นคือ การทำโปรโมทให้กับ วง Retrospect ซึ่งถือว่า โชค และ จังหวะเข้าข้างกันสุดๆ เพราะตอนนี้ วง Retrospect นับเป็น วงร๊อก ระดับแนวหน้าวงหนึ่งของเมืองไทยไปแล้ว เดี๋ยวนี้เดินไปไหนก็ยืดครับ
  2. อันนี้หนักข้อหน่อย คือการกลับมาทำงานกับ บอส อีกครั้ง เพราะว่าสมัยก่อนนั้น ที่ มิวสิค บั๊กส์ ผมเองยังเป็น เด็กน้อย ไร้เดียงสา คิดหรือทำอะไรก็ยังไม่รอบคอบ ถึงแม้ว่าจะได้ไปฝึกพิเศษกับ MTV เกือบๆ 3 ปี ก็ยังหวั่นใจอยู่ ว่า อนาคตของเรา กะ วง บอดี้สแลม จะเป็นยังไงหนอ เค้าจะเปิดใจรับเราหรือเปล่าหว่า….

คิดโน่นคิดนี่ไปก็เท่านั้นครับ เราไม่มีวันได้รู้หรอกว่า เราจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำจริงๆ 

ผมจึงใช้เวลาช่วงนั้นในการทำการบ้าน เกี่ยวกับ บอดี้สแลม ไปเรื่อยๆ วางแผนอะไร ดะไปหมด โดยอาศัย นัดประชุม กะบอส และ วง พี่อ๊อฟ พี่ กบ (Big Ass) ซึ่งก็พอจะได้ข้อมูลมาแบบ เลือนราง เพราะว่าในช่วงนั้น เพลงโปรโมท และ Direction ของอัลบั้ม Save My Life นั้น ยังอยู่ใน ระหว่างการพัฒนาอยู่ 

“แค่ห้องประชุม น่ะไม่พอหรอกครับ เบลล์ พี่โทนว่า เบลล์ต้องไป ร่วมหัวจมท้ายกับพวกเราซักพัก” พี่โทน พี่ใหญ่ของพวกเรา ตั้งกะสมัย มิวสิค บั๊กส์ จนมาทำที่แกรมมี่ด้วยกัน ให้คำแนะนำแก่ผม อย่างหวังดี

“ยัง ไงอ่ะพี่?” 

“นี่เลย…เดี๋ยวเราจะไปคอนเสิร์ต เอ็มร้อยห้าสิบ กันที่ สมุทรปราการ พี่อยากให้ เบลล์ โดดขึ้นรถไปกะพวกเราด้วย จะได้ไปรื้อฟื้น ความหลังกันหน่อย” 

ผมตัดสินใจ ไปกับ วง บอดี้สแลมในคืนนั้น เพราะเห็นด้วยกับแนวคิดของ พี่โทนครับ แถมอยากดู บอดี้สแลม เล่นด้วยว่า พวกเค้าจะพัฒนา จากสมัยก่อนไปถึงขั้นไหนแล้ว…” 

จำได้ว่า ผมไปถึงที่ นัดหมายก่อน เวลาเล็กน้อย พวก วง บอดี้สแลม ยังทำเพลงกันอยู่ที่บ้าน ของ พี่อ๊อฟ อยู่เลย แต่รถตู้ก็มาจอดรอเรียบร้อยแล้ว ผมเลยเข้าไปนั่งรอ ชิลๆในรถก่อน…

“อ้าว..สวัสดีคร้าบบบ พี่เบลล์” บอสยื่นหน้าเข้ามาทักทายผม ในรถอย่างอารมณ์ดี หลังจากนั่งรอได้สักพัก…

“หวัดดี ตูน” จำได้ว่าทักได้แค่นั้นฮะ เพราะว่ายังเกร็งๆอยู่

แล้วเราก็ เดินทาง สมุทรปราการด้วยกัน ตลอดทางนั้น ผมได้คุยกับ บอส น้อยมาก เพราะว่า บอสเล่นนั่ง เบาะหน้า ข้างคนขับเลย ซึ่งผมมารู้เอาตอนหลังว่า บอสจะนั่งหน้าเป็นประจำ…

จนเมื่อไปถึงบริเวณงานแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกร็งเข้าไปอีกครับ เพราะว่า วันนั้น มี Big Ass-Bodyslam-Potato-Endorphin กำลัง Standby กันหลังเวที ส่วนผมไปเดิน เกาะๆแกะๆ อยู่แถวนั้น หน้าที่อะไรก็ไม่มี 

สิ่งทีผมไม่ชอบมากๆก็คือ เวลาที่ชาวบ้านเค้ากะลังตั้งใจทำงานกันอยู่ แล้ว เราดันไม่มีอะไรจะทำ มันทำให้รู้สีกไร้ค่ายังไงพิกล

ผมเห็น ปิ๊ด นั่งเล่นอยู่ที่งานแล้ว ก่อนที่รถตู้ วง จะไปถึงซะอีก ได้ความมาว่า ปิ๊ด มีธุระอื่นอีก เลยขับรถมาเอง…

“เป็นไงบ้างพี่ ยินดีที่ได้กลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้ง นะพี่!” ปิ๊ด กล่าวต้อนรับ ผมอย่างอบอุ่น พร้อมยื่นมือ มาบีบมือผมแรงๆอีกหนึ่งที

“ทำงานกับพวกเราก็ไม่ยากอะไรหรอกพี่ จูนกะ ไอ้ตูนให้ติดก็สบายแล้ว” ปิ๊ด แนะนำผมอย่างเป็นกันเอง

(แล้ว ตูจะจูนกะมันยังไงหว่า….)

ปรากฏว่า บอส เองต่างหากครับที่เป็นฝ่ายเดินมาชวนผมพูดคุย ก่อน..

“พี่ ผมอยากให้พี่ลองฟังเพลงใหม่ของพวกเราก่อน…ไม่รู้จะช่วยไรได้รึเปล่านะพี่ แต่ผมอยากให้พี่ลองฟังดู” บอสยื่น ไอพอด กับหูฟังอันเขื่องมาให้ผม ลองฟัง เดโม แรกของ อัลบั้ม Save My Life

นั่นคือเพลง ยาพิษ นั่นเองครับ (วันนั้นรู้สึกเหมือนได้ World Premiere เป็นการส่วนตัว) 

เพลงนี้มัน เจ๋งยังไง ผมคงไม่ต้องอธิบายความรู้สึก ของผมในวันนั้นแล้วเนอะ เพราะทุกๆคนคงรู้จักเพลงนี้กันดีอยู่แล้ว เผลอๆจะรู้จักมันดีกว่าผมเองด้วยซ้ำ…

คืนนั้น รู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะได้ฟัง เดโม เจ๋งๆแล้ว มีไฟในการคิดงานขึ้นอีกเพียบเลย 

แต่นั่น มันเรื่อง จิ๊บๆ ครับ 

ที่ ไฮไลท์ กับชีวิตมากเลยคือ ตอนที่คอนเสิร์ตเล่นไปแล้วต่างหาก 

จำได้แม่นโคตรๆ เลยก็คือ ตอนนั้น บอสกำลังจะร้องเพลง ความเชื่อ ซึ่งเป็นเพลงที่บอสจะเล่น ตอนใกล้ๆจบคอนเสิร์ตแล้ว 

ผมซึ่ง ยืนแอบๆอยู่ ด้านข้างเวที อยู่ๆก็ถูกแรงดัน จากด้านหลัง และ แรงกระชากจะด้านหน้า โดย ทีมงาน Stage สองสามคน ทั้งดึง ทั้งดันให้ ผมไปปรากฏตัวอยู่บนเวที ในขณะที่ อินโทรของเพลง ความเชื่อ กำลังเล่นอยู่! 

“Ship หายแล้ว แม่รง เล่นไรกันวะเนี่ย!!!” 

บอสเดิน ยิ้มเข้ามากอดคอผมไว้แน่น และ พาผมมาหน้าเวที ซึ่งต้องจำยอมแล้วครับ เพราะการขัดขืนหรือ วิ่งหนี จะทำให้โชวนี้กร่อยไปถนัด

ผมเองก็ไม่อยาก ทำลายโชว์ บอสลง ด้วยมือตัวเอง..

เอาวะ! บอสเอาไงก็คงต้องตามนั้นแล้วล่ะ !

จำได้ว่าตอนนั้น หน้ามึน สมองพร่าไปหมดฮะ เสียงเฮของคนนับหมื่นดังระงมไปหมด เพราะคิดว่าผมเป็นผู้โชคดีได้ไป่วมสนุกกับ บอดี้สแลม บนเวที

“ตลอดชีวิต ชั้นเชื่อในสิ่งที่ คี๊ดดดดดดดด” บอสมันร้องถึงท่อนไหนแล้ววะ แล้วมันจะยื่นไมค์ ให้ตูท่อนไหนวะ โอว กรูเครียด…

“ไอ้เพลงความเชื่อนี่ ท่อนฮุค มันร้องยังไงวะ?”​

“แล้วถ้าถ้าตูร้องผิดคนมันจะโห่มั๊ยวะเนี่ย?”

 ความคิดพวกนี้วิ่งวนอยุ่ในหัวของผมเป็น ล้านๆรอบ ภายในเวลาไม่ถึงนาที ยอมรับว่ามึนฮะ! มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ บอสมันยื่นไมโครโฟนมาที่ปากแล้ว!!!

“ฉี่วิด หมั่นต้องเดินตามหาความฝานนนนนนน…” ร้องออกมาตามมีตามเกิดแล้วครับตอนนั้น 

ตื่นเต้น แล้วก็สนุกมากครับ…

วันนั้นผมได้รับการต้อนรับที่ อบอุ่น จากทีมงานทุกๆคน อาการเกร็งๆในตอนแรกหายไปหมดแล้ว 

และที่ตกตะกอนอยู่ในใจก็คือ พลังที่ได้รับมาจากบอสในวันนั้น ให้มีแรงที่จะทำงานให้ดี ให้สมกับ โอกาสดีๆที่ผมได้รับมาอีกครั้ง ในฐานะ Promoter ของ Bodyslam และ อีกหลายศิลปิน ของ Genie Records 

เมื่อกลับไปนึกถึงเรื่องนี้ทีไร ต้องอมยิ้มทุกครั้งครับ แหม…ตู ทำไปได้…

สำหรับผมเองนั้น เรื่อง จะเรื่องดีๆหรือเรื่อง แย่นั้น ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อชีวิตครับ

เรื่องดีๆจำไว้เพื่อเป็นกำลังใจ เรื่องแย่ๆก็จำไว้เพื่อตอกย้ำเตือนใจ 

แต่ถ้าจะให้ลำดับความสำคัญล่ะก็…

ผมขอเลือกที่จะจดจำเรื่องดีๆก่อนครับ 

เพราะว่า โลกเราทุกวันนี้ มีเรื่องแย่ๆให้เจอมากเกินไปแล้ว….

The Result is…

•October 31, 2008 • Leave a Comment

เย็นวันนี้ ถือว่าเป็น อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ผมชอบมากกกก

เพราะว่าเป็น วันศุกร์ และ งานไม่สุมหัว เจ้านายก็ลาหยุด….

ชิล ชิล เลย

หลังจากที่ บอสมาโชว์ท่าเซิ้ง หมอลำซิ่ง ให้ดูก่อนที่จะไปเล่นคอนเสิร์ต แล้ว

ผมก็พิมพ์คอม ตรวจงานไปพร้อมกับฟังเพลง ประกอบภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง ที่เจ้า Nap Retrospect มาเปิดให้ฟังอยู่ข้างๆ 

กะลังฟังเพลิน หมอ ก็เปลี่ยนอารมณ์ เป็น ฮาร์ด คอร์ซะงั้น แป๊ปนึง ก็กลับมาเป็น ไทยเดิม ลูกกรุง ลูกทุ่ง Rock แจ็ส อะไรให้วุ่นไปหมด 

“ไหนว่า ร๊อก ไงวะ?” 

“โด่…พี่ แน้ป เป็นคนฟังเพลงหลายแบบ….” 

ครับ วันนี้เป็นอีกวันที่ Retrospect เข้ามาทำงานในตึก แกรมมี่ เพราะว่ามีสัมภาษณ์เรื่องเบื้องหลัง คอนเสิร์ตที่เพิ่งผ่านพ้นไป…

เกือบๆ สองปีแล้วที่ผมได้รู้จักและร่วมงานกับ Retrospect วงดนตรีที่ได้ชื่อว่า ฮาร์ดคอร์ ที่สุดวงหนึ่งของเมืองไทย

จนถึงวันนี้ พวกมันยังคงเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อเล่น ตลอดมา…

“พี่ๆน๊อต อยากเล่น เกมส์ วัลคีรี โปรไฟล์ ของ ดีเอสอ่ะ เมื่อไหร่จะออก” 

“พี่เบลล์ๆ บอมขอทำ ปก DVD คอนเสิร์ตเองได้ป่ะ?” 

น่ารักซะไม่มี….

แต่บนเวทีอย่างโหด…

อยู่กับพวก Retrospect แล้วเหมือนได้เป็นเด็กอีกครั้งครับ (แต่เป็นเด็กที่ โหดสัดอ่ะ) 

มีข่าวดีใหม่สำหรับพวกเราก็คือ Retrospect กำลังจะได้เป็น Presenter ให้กับ จักรยานยนต์ ยี่ห้อหนึ่ง 

และ จะมีการถ่ายทำ หนังโฆษณา กันถึงเมืองนอกเมืองนา…

อเมริกา โน่นเชียว 

“เจ๋งว่ะ แน้ป” ผมก้มหน้าก้มตา พิมพ์งานไปด้วยคุยกะมันไปด้วย 

“แต่เหนื่อย นรกอ่ะพี่ เพราะ แน้ป ต้องทัวร์ คอนเสิร์ตไปด้วย ไม่ได้พักเลย” 

ผม อมยิ้ม เพราะเรื่องอย่างนี้ พวกเรารู้อยู่แก่ใจว่า เหนื่อยเพราะงานหนัก ดีว่า เหนื่อยใจเพราะไม่มีอะไรจะทำ

“พี่ นึกถึง ประโยคหนึ่ง ในหนังเรื่องโหมโรง ว่ะ แน้ป”

“ประโยคไหนพี่?” 

“ตอนที่ พ่อของพระเอก กำลังจะสอนวิชา ดนตรีไทยให้ กับพระเอก ก็พูดออกมาว่า 

ให้ตั้งใจ ศึกษา วิชาดนตรีจะพาเจ้าไปสู่ดินแดนที่ไม่รู้จัก ได้เจอผู้คนอีกมากมาย…”

แน้ป หันมามองผม ด้วยสายตาลึกซึ้ง…[>_<]

ผมก็ยิ้ม บางๆให้มัน

ผมเชื่อว่าคนที่ รักและ ศรัทธาในดนตรีนั้น

จะได้ที่พักพิง ของหัวใจ ที่อบอุ่นครับ

ไม่ว่า จะเล่นดนตรี แนวไหน จะโหดจะ บ้า จะนุ่ม จะ ตื๊ดดดด แค่ไหน

จุดหมายปลายทางของดนตรีก็คือ การมอบความสุขให้แก่ผู้ที่ เสพดนตรีครับ

และ แน่นอนว่า คนที่เล่นดนตรีนั้น ย่อมได้รับผลพวงของความสุขนั้นด้วย…เช่นกัน

Lucky…

•October 13, 2008 • 1 Comment

สมัยเด็กๆ ผมเคยนึกภาพ ของตัวเองอยู่ในใจ

ว่าเมื่อเราโตขึ้น จะได้ทำงานอะไร 

จะได้เป็น หมอ หรือ วิศวะกร อย่างที่ ผู้ใหญ่เค้าใฝ่ฝันมั๊ยหนอ 

โต๊ะทำงานของเรามันจะรูปร่างเป็นยังไง

คงมีใครมากมายให้รู้จัก หนึ่งในนั้น คงจะเป็นคนที่เราถูกใจ (หรืออาจมากกว่า 1) 

ถ้าโชคดี เราคงมีคนมา รัก (เป็นเด็กที่เพ้อเจ้อ มาก) 

โดยเฉพาะเรื่องความรักนั้น มันเป็นของที่ไกลตัว Loser อย่างผมเหลือเกิน 

สมัยนั้น งานอดิเรกของผม คือ การสะสมตั๋วหนัง ที่ดูแล้ว เก็บใส่กระป๋องไว้ 

วันดีคืนดีก็จะหยิบ มันออกมาดูเล่น พร้อมกับ รำลืก ถึงว่า เราไปดูหนังเรื่องนี้กะใคร มีใครที่เราแอบชอบ อยู่ในกลุ่ม

ที่ไปดูหนังด้วยกันหรือเปล่า

ไม่อย่างนั้น เวลาขึ้น รถเมล์ ก็ต้องเอาตั๋ว รถเมล์มาบวกเลข เพื่อทำนายชะตาในวันนั้น (โคด Loser) 

เลข 1 พอถูไถ

เลข 2 คิดถึงเค้าข้างเดียวล่ะสิ (เขิลล์)

เลข 3 มีคนคิดถึงแน่ะ! (อุ้ย จิงดิ)

เลข 4 เราต่างคิดถึงกัน (กรี๊ด!) 

เลข 5 วันนี้ มรึง จะซวยแล้ว…..

ผมเคยได้เรียนรู้ วิธีจีบหญิง จากเพื่อนๆผู้ชายในกลุ่มที่สอน แกม เหน็บมาอย่างได้พอแสบๆคันๆว่า 

“นี่..กรูรู้ว่า มรึง อยากจะแสดงตนเป็น สุภาพ บุรุษ แต่ ไปหอบข้าวหอบของ ให้เค้า เดินตามต้อยๆๆ นั่นเค้าเรียก เบ๊ ว่ะ…” 

อืม…นี่ก็เป็นอีกวิธีฮะ ที่สมัยก่อนผมทำบ่อยๆ คือ ไปช่วยเค้าถือ ตำรา ถือกล้อง กางร่ม… เฮ่อ…. นึกแล้วก็เป็นวิธีการที่ รากหญ้า มากๆ 

ก็ถามตัวเองอยู่เหมือนกันครับว่า ทำไปทำไมวะ? 

รัก เค้าเหรอ? 

นั่นดิ….

รักคืออะไรครับ? 

ความรู้สึกในตอนนั้น มันก็คือ ร้อนผ่าวๆ อยู่ในอก และ สามารถ ร้อนแผ่มาถึงหลังใบหูได้ ในเวลาที่ เห็นเค้ายิ้มให้…

นั่นเรียกว่ารักหรือเปล่า? 

ผมใช้ชีวิต ด้านหนึ่งอยู่กับความผิดหวัง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่เคยรู้จริงๆว่า ความรักเป็นยังไง? 

เพราะว่า ยังไม่ทันได้รัก…ก็ชิงผิดหวังไปซะแล้ว 

นึกแล้วก็ ขำครับ เพราะว่า เมา อ้วกแตก อ้วกแตน ไปตั้งหลายรอบ คิดว่าตัวเองอกหัก 

ที่แท้ ยังไม่ได้เริ่มรักใครเลย….

ครั้งที่ใกล้เคียงที่สุดนั้น ได้ผ่านไปแล้ว อย่างน่าเสียดาย 

บางครั้งถ้าในวันนั้น ผมคิดอีกอย่าง ทำอีกอย่างที่เข้าท่ากว่านั้น 

วันนี้อาจจะไม่ต้องมาเขียนอะไรอย่างนี้ก็ได้..

ที่จริง…เราก็แค่ย้อนเวลากลับไปไม่ได้เท่านั้นเอง 

แต่เหตุการณ์ในวันวานนั้น ถึงมันจะ เห่ย และ ตอกย้ำความเป็น Loser ของผมซักแค่ไหน 

ก็ยังทำให้ยิ้มเขินๆ ออกมาได้ทุกครั้งที่นึกถึงมันครับ 

รวมถึง คน คนนั้น ที่เป็นต้นเหตุ ให้เราต้อง โชว์ห่วย ทุกครั้งที่ได้เจอะเจอกัน 

คนที่เรา เคยนอนฝันถึงเค้า บ่อยๆ

คนที่ ไปไหนมาไหนด้วยกัน เกือบปี (เดินตามเค้าต้อยๆ เฮ่อ…)

คนที่ ผมซื้อ ไอศครีม ไปง้อ ในวันที่ ไม่เข้าใจกัน

คนที่ เป็นแรงผลักดันทางอ้อม ให้กับผม ว่า “ต้องขยันทำงาน และประสบความสำเร็จเท่านั้น ถึงจะมี ผู้หญิงดีๆอย่างนี้มาสนใจ”

ผมไม่รู้ว่า นี่เรียกว่า รัก หรือเปล่า? 

แต่รู้ว่า ในอกนั้น ไม่ร้อนผ่าว เหมือนสมัยก่อนแล้ว 

มันอุ่นๆ และ มีความสุขทุกครั้งที่ได้คิดถึง…

ขอให้ทุกคน จงโชคดีในความรักครับ :-)

ฉันเป็นดีเจให้เธอ

•August 28, 2008 • 2 Comments

ถ้าชีวิตคือการเดินทางล่ะก็

เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างทาง น่าจะมีค่ากว่าจุดหมายปลายทางจริงๆซะอีกนะ

ครั้งหนึ่ง ตอนเราเด็กๆ เราอยู่ในจุดที่ คอยจะเดินตามคนอื่นอยู่ตลอดเวลา

พอเป็นวัยรุ่นก็เริ่มเดินมั่วสะเปะสะปะ ผิดมั่ง ผิดมั่ง อยู่เรื่อยไป (มีแต่ผิดน่ะ)

พอโตขึ้นมาอีกนิด ทางที่เราเดินก็เริ่มแตกต่างจากเพื่อนๆซะแล้ว

กว่าจะรู้ตัว ก็เดินอยู่คนเดียวซะงั้น…

สิ่งที่ยังอยู่เป็นเพื่อนเรา ก็เหลืออยู่แค่ ความทรงจำดีๆตอนเด็กๆเท่านั้น

เด็กๆน่ะ มีพลังครับ

พลังแบบ ไม่มีลิมิต ซะด้วย

ความทรงจำแบบห่ามๆ ทั้งหลายมันถึงได้มีเฉพาะในตอนเด็ก

ตอนนี้ ผมอายุ 30 ปีแล้ว

แต่ก้ยังได้ทำงานกับเด็กๆอยู่ ครับ (อิอิ)

เด็กคนนี้ชื่อ ฟักแฟง ครับ

แกเป็น นักร้องนำ วง No More Tear ที่พวกเราที่ จีนี่ส์ กะลัง เห่อ กันนักกันหนา

อยากให้ทุกคนได้ลองดู MV ของ  No More Tear ดูครับ

เพลงนี้ชื่อ ฉันเป็นดีเจ ให้เธอ

(ไม่รู้มั่วเข้าเพลงได้ไง ไปดูกันเลยละกัน)