แล้วมันก็เกิดขึ้น

December 26, 2011 Leave a comment

เมื่อเช้านี้ผมพยามยามจะ Write DVD เพื่อเอาไปส่งช่อง 3 แต่แล้วก็ทำไม่ได้

เพราะ Drive DVD เกิดเสียขึ้นมาซะงั้น 

สาเหตุน่าจะเป้นเพราะว่ามันไม่ได้ใช้มาเป็นระยะเวลานาน  

หลายเดือนที่ผ่านมา ผมไม่เคย Write แผ่น DVD เลย…

เพราะเวลาต้องการ โอนถ่ายไฟล์ นั้นปกติจะเชื่อมต่อผ่าน Thumb หรือ Hard Drive

หรือถ้าจะต้องส่งงาน ไฟล์ใหญ่ๆที่อีเมลไม่ไหว ก็ใช้ Web ที่ให้บริการรับฝากไฟล์เช่น yousendit อะไรงี้

เดี๋ยวนี้เวลาประสานงานกับเมืองนอก เวลาที่เค้าจะส่งชิ้นงานหรือ ตัวอย่างรายการมาให้ เค้าจะส่งพัสดุ เป็น External Hard Drive มาเลย 1 – 2 เทลาไบต์ก็ว่ากันไป ถึงมือเราก็ต่อเข้าคอมทำงานได้ทันที

เล็กๆฝากไฟล์ ใหญ่ๆใช้ External

สมัยนี้ไฟล์หนังระดับ HD ความคมชัดสูงขนาดสิวนางเอกมี่กี่เม็ดยังนับได้ หนังเรื่องนึงขนาดไฟล์ประมาณ 7 กิ๊กกะไบต์ขึ้นไป เรายังโหลดมาดูกันได้ชิลๆ 

นับประสาอะไรกับเพลง..

นึกแล้วก็แอบสะท้อนใจนิดนึงครับว่า วันเวลาอันโหดร้ายของมนุษย์ดนตรีได้ก้าวเข้ามาแล้วจริงๆ

วันที่คนไม่เห็นความสำคัญของการซื้อ CD เพราะเหตุผลของความไม่สะดวกสบายมากกว่าไม่มีเงิน

CD 1 แผ่นมี 10 – 12 เพลง ฟังจริงๆ แค่ 4-5 เพลง ถ้าฟังจาก CD แล้ว ขี้เกียจเปลี่ยนแผ่น…

ขี้เกียจ…เหตุผลมันมีเท่านี้จริงๆครับ 

การซื้อขายทาง Digital Download นั้นไม่ได้มีการวางรากฐานอย่างเป็นระบบในบ้านเรา itune ยังซื้อเพลงไทยไม่ได้ ในขณะที่่ Smart Phone อย่าง iphone เองก็ไม่ได้รองรับระบบการซื้อขายแบบ ดอกจันทร์ของเรา 

บอกได้เลยครับ ค่า Download ค่ายเพลงได้แค่เศษเงินเท่านั้น 

เรื่องนี้มันสั่นสะเทือนไปทั้งวงการดนตรีครับ เพราะว่าเมื่อเม็ดเงินมันหายไปปีนึงเป็น ร้อยๆล้าน ค่ายเล็กๆก็ต้องยุบตัวลง บางค่ายเคยใหญ่ๆก็ต้องลดจำนวนพนักงานลง 

ความเป็นศิลปะในงานดนตรีก็น้อยลง 

เพราะการปล่อยเพลงหรือ โปรโมทต้องมุ่งเป้าไปสู่งานที่จะเกิดรายได้ ได้จริง ดังนั้น เพลงต่างๆที่ค่ายปล่อยจำเป็นจะต้องตอบโจทย์ทางกรตลาดว่า มันถูกต้องตรงตามกลุ่มเป้าหมายหรือไม่? คำๆนี้คนอายุเท่านี้เค้าพูดกันหรือเปล่า?

คงไม่น่าแปลกใจที่ ช่วงนึงทุกคนมีเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการโทรศัพท์..

เพลงสร้างอย่างนี้ มันอยู่กับคนฟังไม่นาน แล้วก็จากไปตามกระแส

คนส่วนใหญ่ก็เลยโหยหาอดีตและฟังเฉพาะ เพลงที่ชื่นชอบสมัยเด็กๆหรือวัยรุ่น เสียมากกว่า 

ศิลปินหน้าใหม่ๆ มันเลยไม่มีโอกาสได้เกิด หรือเกิดก็ไปได้ไม่สุดแบบศิลปินรุ่นพี่ๆเค้า 

เรื่องนี้นับเป็นเรื่องจนปัญญาของ เจ้าของค่ายหลายๆคนที่เติบโตมากทางสาย ครีเอทีฟ หรือเป็น ศิลปินมาก่อน เพราะเดิมนั้นงานเพลงมันขายตัวเองได้ในรูปแบบของ เทป ซีดี แต่ตอนนี้ เพลงต้องถูกนำไปประกอบ กับโฆษณาหรือ ละคร หนัง ต่างๆ ถึงจะเพิ่ม คุณค่าให้กับตัวมันเองได้ 

ซึ่งถ้าจะเดินหน้าไปได้นั้น มันต้องพึ่งปัจจัยทางการตลาดมาส่งเสริมครับ และแน่นอนว่าก็ไม่พ้นต้องพึ่งพา นักการตลาดมือเทพๆมาช่วยกู้สถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้ 

ใครที่ยังไม่รู้ตัว หรือกินอุดมการณ์ก็เตรียมเก็บกระเป๋ากลับบ้านกันไปได้เลย…

เพลงไม่ผิด ศิลปินไม่ผิด ผู้บริโภคก็ไม่ผิดครับ เพราะโลกมันกำลังหมุนไป คงไม่มีใครจะสั่งให้ วันเวลาอันรุ่งเรืองของ วงการเพลงมันหมุนกลับคืนมาได้ 

จะผิดก็คือ ตัวค่ายเพลงที่หมุนตาม ธุรกิจดนตรี และ เทคโนโลยี ไม่ทัน เพราะกินหมูมานาน..จนลืมพัฒนาตัวเอง 

ผมเองก็ยังต้องผันตัวเองมาทำงานในสาย Media ที่เห็นว่ามีโอกาสมากกว่า เพราะยอมรับตรงๆว่ามันเหนื่อยเกินไปที่จะเดินทางสวนกระแสโลก บนหนทางที่ไม่รู้ว่ามันจะลงเอยยังไง… 

แต่ไม่ว่ายังไง เพลง ก็ยังคงเป็น เพื่อนที่ดีของพวกเราเสมอ ไม่ว่าเพื่อนคนนี้จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบไหนก็ตาม 

ถึงโลกจะเปลี่ยนไป แต่ผมเชื่อว่าหัวใจของทุกๆคนยังคงโหยหาเสียงเพลง เหมือนเดิมครับ :-)

Lost & Found

August 16, 2010 Leave a comment

ผมลองไปอ่านเรื่องเก่าๆที่เขียนเอาไว้ดูแล้ว รู้สึกใจหายครับ
เรื่องราวแต่ละเรื่อง มันมีช่วงเวลาที่ห่างกันเหลือเกิน
ปีนี้ผมเขียนไปจริงๆจังๆแค่ 2 เรื่องเอง

ทั้งๆที่ปีนี้เป็นปี High Light ของความโหดของผมเลย..
เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นเยอะมาก
แต่กลับไม่ได้มาเขียนเป็นเรื่องเป็นราวอะไร
ผมปล่อยให้มันกลายเป็นแค่ความทรงจำ ที่รอวันเลือนหายไปตามกาลเวลาเท่านั้น…

บางสิ่งมันหายไป หรือว่ามีอยู่แต่ผมหลงลืมมันไปกันแน่?
ทั้งๆที่สิ่งๆนั้นผมเคยเชื่อว่า มันเป็นแรงขับดันสำคัญที่จะพาชีวิตของเราไปอยู่ในจุดที่ดีขึ้น

ผมเรียกมันว่า “แรงบันดาลใจ” ครับ

บางทีการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่แสนสุขสบายกาย มันอาจจะทำให้คนเราหลงลืมอะไรไปบางอย่าง…

เรามีโทรศัพท์มือถือไว้โทรหากันได้ตลอดเวลา เลยทำให้เราผิดนัดกันอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน

เราก้มหน้าก้มตา กดๆๆ โทรศัพท์ของเราจนบางทีทำให้ลืมคนที่นั่งอยู่ข้างๆเราไป

เรามี Internet ความเร็วสูงที่ Load ทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยเวลาจี๊ดเดียว
เลยทำให้เรา Load มันทุกอย่างเลย โดยที่บางทีไม่เคยได้ดู หรือได้ฟังของที่โหลดมาด้วยซ้ำ…

เราค้นหาทุกเรื่อง บน Google จนคิดเอาเองว่านี่คือ Library ที่ดีที่สุด ทั้งๆที่สิ่งที่ Google จะแสดงเฉพาะ
สิ่งที่เราตั้งคำถามเท่านั้น… แต่บางคนก็ลืมการอ่านหนังสือไปแล้ว

ผมยังจำความสุขของการได้เดินซื้อ CD หรือการไปเลือกซื้อหนังสือที่ชอบมาอ่านๆๆ จนหลับคาหนังสือได้อยู่

แต่วิถีชีวิตที่มันเร่งด่วน นำพาเราไปในจุดที่ทุกๆอย่าง ที่วัดกันตรงปริมาณกับความรวดเร็ว

“มันจะดีเหรอ?”

ผมเชื่อว่าความยากลำบาก เป็นแรงขับดันที่ดีเยี่ยมในการสร้างสิ่งใหม่ๆ
ความสบายตะหากที่ ทำให้พวกเราหยุดนิ่งอยู่กับที่…

บางทีเราอาจจะต้องกลับมายึดวิถีแบบ Analog บ้าง

ผมเองหยุดเขียนเรื่องต่างๆไปเกือบปี เพราะแรงบัลดาลใจมันถูกละลายหายไปกับ วันคืนที่แสนวุ่นวายและรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ติดของโลกใบนี้

กว่าจะรวบรวมแรงมาได้…ก็เกือบๆจะสายไป

แรงบัลดาลใจ มันหายาก แต่หายไปง่าย

แถมต้องใช้ความหนักแน่นของจิตใจในการประคับประคอง แรงบัลดาลใจ นี้ไว้ก่อนที่จะสูญมันไปกับ วิถีใหม่ของโลก ที่กำลังลุกลามไปทั่ว

แต่ผมเชื่อว่าสิ่งดีๆ บนโลกใบนี้เกิดขึ้นจากคนที่มีแรงบันดาลใจทั้งนั้น…

เพราะคนที่มี แรงบันดาลใจนั้น

ถึงจะสามารถใช้ ใจ บันดาล ให้เกิด แรง ที่จะทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมออกมาได้….

อยากให้ทุกๆคนหาแรงบันดาลใจของตัวเองเจอครับ

ถ้าหายังไงก็หาไม่เจอนั้น

ผมใบ้ให้ได้ว่า แรงบัลดาลใจ มันอยู่ใกล้ๆกับ ความชอบส่วนตัวของคุณเอง

เราชอบทำอะไร ชอบอยู่ใกล้ๆใคร ชอบกินอะไร ทำอะไรแล้ว Feel สุด

ค้นดีๆ ละเอียดกับมัน นิดนึง เปลี่ยนระบบชีวิตให้มัน Analog บ้าง เดี๋ยวเจ้าแรงบันดาลใจ
มันก็จะแง้มหน้าอายๆมาให้เราดูเอง

แล้วผมจะรอดู สิ่งดีๆที่ทุกๆคนจะสร้างสรรค์ออกมาให้กับโลกใบบูดๆเบี้ยวๆใบนี้ครับ :-D

มาดู MV ความรัก ของ bodyslam กันครับ

February 18, 2010 Leave a comment


ขอให้ทุกๆคนมีกำลังใจที่จะรักกันต่อไปครับ :-D

ฟังเพลง ความรัก bodyslam ได้ที่นี่ครับ

February 9, 2010 Leave a comment

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับ bodyslam ครั้งใหม่ในเพลง “คราม”
ที่พาพวกเราาทุกคนดำดิ่ง ลงสู่ห้วงลึกของความจริงมาแล้ว
คราวนี้ บอดี้สแลมจะพา พวกเรา ไปรู้จักกับ มุมมองด้าน ความรัก ของ พวกเค้า บ้าง
กับ Single ลำดับที่ 2 จากวง บอดี้สแลม เพลง “ความรัก”

“ความรัก ..เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่ามันจะจบลงอย่างไรก็ตาม…มันดีเสมอ”

วง bodyslam บอกว่า ” เรื่องราวของความรักนั้น ถูกเขียนขึ้นมา เป็นเพลง
อยู่ในทุคยุค ทุกสมัย อยู่แล้ว ใน วง bodyslamเอง ก็มี เพลงที่
เกี่ยวกับความรักอยู่หลายเพลง ซึ่งแต่ละเพลง ก็ต่างเล่าถึง
มุมมองด้านต่างๆของ ความรัก ผ่านช่วงเวลาในชีวิตของ พวกเรา  ตั้งแต่
วันแรกๆของ bodyslam จนถึงวันนี้ มุมมอง
และความคิดของพวกเราบางอย่างได้ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา  และ เพลง
“ความรัก” ก็คือ มุมมองเรื่องความรักของพวกเรา ในวันนี้ครับ”

ความรัก
เนื้อร้อง : ขจรเดช  พรมรักษา ,โป  โปษยะนุกูล , อาทิวราห์  คงมาลัย
ทำนอง : อาทิวราห์  คงมาลัย , พูนศักดิ์  จตุระบุล
เรียบเรียง : bodyslam , พูนศักดิ์  จตุระบุล

ความรัก

วันที่ความเจ็บช้ำมันทำลายหัวใจ วันที่คำว่ารักมันได้ผลักฉันล้มลง

วันนั้นฉันเคยคิดว่าชีวิตฉันมันคงหมดความหมาย

พอน้ำตามันไหลจนไม่มีเหลืออยู่ พอฉันได้เรียนรู้ก้าวผ่านคำว่าแพ้พ่าย

คำว่ารักที่เคยทำให้ฉันล้มลง  ที่จริงไม่ใช่

มันแค่ผลักให้ฉันก้าวเดินต่อไป อีกครั้ง

เมื่อก่อนเคยรักมากเท่าไหร่ มันยังคงรักมากเท่านั้น

แต่ชีวิตมันต้องเป็นไป

เมื่อก่อนเคยรักเธอที่สุด มันยังคงรักเธอสุดหัวใจ

ไม่เคยจะเสียดาย ที่ชีวิตฉันเคยได้รักเธอ

เวลาที่เชื่องช้ามันก็ยังหมุนไป เก็บเกี่ยววันร้าย ๆ เตือนจิตใจให้จำ

รักที่มันต้องจบ แม้ว่ายังไง มันก็ยังสวยงาม

และที่สุดชีวิตต้องเดินต่อไป อีกครั้ง

เมื่อก่อนเคยรักมากเท่าไหร่ มันยังคงรักมากเท่านั้น

แต่ชีวิตมันต้องเป็นไป

เมื่อก่อนเคยรักเธอที่สุด มันยังคงรักเธอสุดหัวใจ

ไม่เคยจะเสียดาย ที่ชีวิตฉันเคยได้รักเธอ

หากย้อนคืนวันเวลาได้อีกครั้ง อย่างไร  ฉันก็จะยอมให้เป็นเหมือนเดิม

จะรักเธอเหมือนที่เคยทำ รับความเป็นไป จนถึงนาทีสุดท้าย

เมื่อก่อนเคยรักมากเท่าไหร่ มันยังคงรักมากเท่านั้น

แต่ชีวิตมันต้องเป็นไป

เมื่อก่อนเคยรักเธอที่สุด มันยังคงรักเธอสุดหัวใจ

ไม่เคยจะเสียดาย

เมื่อก่อนเคยรักมากเท่าไหร่ มันยังคงรักมากเท่านั้น

แต่ชีวิตมันต้องเป็นไป

เมื่อก่อนเคยรักเธอที่สุด มันยังคงรักเธอสุดหัวใจ

ไม่เคยจะเสียดาย ที่ชีวิตฉันเคยได้รักเธอ

ทำเพื่อใครสักคน ฉันได้ทำเพื่อความรัก ร้องให้ใครสักคน ฉันก็ร้องจากหัวใจ

วันที่ต้องลาจาก คงต้องมีสักวัน ฉันจำเอาไว้

ทำเพื่อใครสักคน ฉันได้ทำเพื่อความรัก ร้องให้ใครสักคน ฉันก็ร้องจากหัวใจ

รักที่มันต้องจบ มันก็ยังงดงาม ฉันยังจำไว้


ผ่านแล้วผ่านเลย

December 31, 2009 1 comment

ปี 2009 ผ่านไปซะงั้นครับ

หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไมปีนี้มันเร็วหยั่งงี้วะ?”

นั่นดิ… ยังจำได้อยู่ว่า วันนี้ของปีที่แล้ว ผมเป็นพระภิกษุ ออกบิณทบาต วันปีใหม่ อยู่เลย

จำได้ว่าเช้าวันนั้น ยังมีหลายบ้านที่กินกันจนพระอาทิตย์จับขอบฟ้า

ถนนหนทางยังมี ร่องรอยของการฉลองปีใหม่ อยู่ตามรายทางเป็นระยะๆ

วันนั้น จำได้ว่ามีไฟไหม้ที่ ซานติก้า เราตอนนั้นเป็นพระยังใจหาย กลัวว่าเพื่อนๆจะไปเที่ยวกันที่นั่น

ต้องให้ที่บ้านช่วยโทรเชคกันวุ่นวาย

เผลอ แพล๊บเดียว…ปีนึงแล้ว

หนึ่งปีที่ผ่านมาของผม มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย แต่ที่ตั้งใจจะจดจำเอาไว้อีกนานๆ น่าจะเป็นเรื่องเหล่านี้ครับ…

  • เชื่อมั๊ยว่าการบวชพระของผม เป็นแรงบัลดาลใจในการบวชให้กับเพื่อน และ เจ้านาย โดยเดือน พฤษภาคม ปี 52 ตูน บอดี้สแลม ได้บวชเป็นพระตอบแทนพระคุณ พ่อ แม่ และ ในเดือน ธันวาคม ที่ผ่านมา พี่นิค (Boss ใหญ่ของ genie records) ก็ได้บวชเหมือนกัน โดยเหตุผลที่ พี่นิค บอกกับผมก็คือ “เห็นเอ็งบวช แล้วพี่อยากบวชมั่งว่ะ” ถ้ามีคนมาถามผมว่า บวชแล้วได้อะไร ผมจะตอบว่า ได้ความภูมิใจครับ :-)
  • Michael Jackson อยู่ดีๆตายไปอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะว่าอีกไม่กี่วัน พี่แกจะขึ้นเวทีคอนเสิร์ตอยู่แล้ว ยิ่งถ้าใครได้ดู This is it จะยิ่งเสียดาย เตรียมการมาขนาดนั้น ซ้อมกันโหดสุดๆ แต่ไม่ได้แสดง… ส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกเหมือนเสียญาติผู้ใหญ่คนสำคัญไปเลยทีเดียวครับ นั่งน้ำตาซึมอยู่หลายวัน (ตอนนี้ก็ยังรู้สึกซึมๆอยู่) :-(
  • ปีนี้ผมได้รับโอกาสในการทำคอนเสิร์ต ให้วง POTATO (The Real Live Concert) ทั้งๆที่อุปสรรค ต่างๆมันจะถาโถมเข้ามากระหน่ำเราขนาดไหน แต่ความตั้งใจของ ปั๊ป วิน โอม และ กานต์จะอยู่ในใจของผม ไปอีกนานครับ :-)
  • เสียเพื่อนไป 1 คน เพราะจุดยืนและความเชื่อแตกต่างกัน ซึ่งผมว่ามันเป็นเหตุผลที่โง่เง่าที่สุดที่มีมาในโลกนี้ แต่ถ้าคนไม่มีจุดยืน ไม่มีความเชื่อ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ไอ้คนๆนั้นมันจะเกิดมาทำซากอะไร :-(
  • ปาร์ตี้ เนื้อกระทะบ้านตูน ที่มักจะจัดให้มีขึ้น ในหัวค่ำของวันเสาร์ เริ่มจากว่ายน้ำกันก่อน พอเหนื่อยได้ที่ก็ล้างเนื้อล้างตัว มาประจำที่โต๊ะยาว เปิดกระทะไฟฟ้า ใส่เนย หอมหัวใหญ่ซอย แครอท หน่อไม้ฝรั่ง เห็ดฟาง ผัดจนสุก แล้วก็เอาเนื้อวัวจากร้าน โคขุน โพนยางคำ ที่สั่งมาโดยเฉพาะ หย่อนลงไป แถมชีส ฉีกเป็นแผ่นๆ โรยหน้า…ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ น้ำจิ้มแจ่วรสลาบ ถ้วยโตๆ ผมเกิดมา 32 ปีแล้ว เพิ่งจะเข้าใจเอาปีนี้เองครับว่า ความสุขมันเป็นยังไง :-D
  • การได้เล่นไพ่กับ พี่เต็ด (ป๋าเต็ด) บ่อยๆในปีนี้ พี่เต็ดเป็น Idol ของผมมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว จำได้ว่าตอน มัธยม ต้องนอนฟังพี่เต็ดจัดรายการที่ HOT WAVE ทุกคืนถึงจะหลับลง แต่วันนี้การที่ผมได้เจอ ได้คุย ได้คุลกคลี และได้รับความไว้วางใจในหลายๆเรื่องจากพี่เต็ดนั้น เป็นสิ่งที่ผมดีใจ และ ภูมิใจที่สุดเลย(แต่ไม่นับที่เสียไพ่พี่นะครับ) :-D
  • วง Retrospect ได้ไป โชว์ที่ Wacken Music Festival ที่เยอรมันนี งานนี้ ดีใจกันหน้าบานทุกคนครับ Retrospect เป็นวงที่มีคุณภาพ และ ความสามารถจริงๆ พิสูจน์ได้จากการได้รับการยอมรับ ในระดับสากล งานนี้ เยอรมัน นี่เค้ามาชวนนะครับ ไม่ได้ขอเค้าไปเล่น อย่างที่หลายๆคน(ที่รู้ไม่จริง) ชอบมาแซว อยากให้ เปิดใจรับ Retrospect กันบ้างครับ  คุณก็ชอบพวกเค้าได้นะครับ โดยไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็น Retrorian ก็ได้ :-)
  • บ้านเรา เข้า ออกโรงพยาบาลกันจน ชินชา… แรกๆก็กลัว กลัวว่า พ่อจะเป็นอะไรไป แต่พอเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆเข้า เราก็เริ่ม ชิน ครับ อยู่จนเตียงข้างๆ หายป่วย แล้วก็มีคนใหม่เข้ามา บางคนก็ตายไปเลย ทำเอาใจเสียอยู่พักนึงเหมือนกัน แต่ในที่สุดก็เริ่มคิดได้ครับ ว่ายังไงๆ เราทุกคนต้อง ตาย กันหมดแหละ ช้า เร็ว ต่างกันตาม กรรม ตามวาระ เราจะบังคับ หรือยื้อมันได้แค่ตามกำลังที่มีเท่านั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครฝืนได้หรอก :-O
  • การที่พ่อเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ ก็มีเรื่องดีอยู่เหมือนกันครับ เพราะว่าคุณหมอ ที่รักษา พ่อ แกอยากจะให้กำลังใจ ก็เลย ยกลูกแมวสีขาวสะอาด ให้ตัวนึง เราตั้งชื่อมันว่า ไอ้ปุยเมฆ เป็นสมาชิกใหม่ ในบ้าน คู่กับ ไอ้พายุ แมวตัวเก่าของเราพอดี (มันสองตัวรักกัน ม๊าก มาก เลียกันไปมาทั้งวัน ทั้งๆที่เป็นตัวผู้ทั้งคู่…เอ๊ะ! หรือว่า…ไม่นะ!!!) :-x

The PuiMake

  • ผมได้บทเรียนสำคัญมาว่า “รู้มากไม่เป็นไร แต่รู้แล้วอย่าพูดมาก” บางครั้งที่เรา นิ่งเฉย และลงมือทำยังจะดีกว่า การที่เรา ติติติติติติ แต่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นซักกะอย่าง… แถมหลายครั้งยังทำให้ สถานะการณ์ มันแย่ลงไปอีก :-P

ปี 2552 ก็ผ่านไปแล้วครับ เป็นการผ่านไปแบบ ผ่านแล้วผ่านเลย ซะด้วย น้องๆหลายๆคนอาจจะ ยังเพลิดเพลินอยู่กับการเฉลิมฉลอง และ สนุกกับชีวิตให้เต็มที่ แต่สำหรับผม ที่อายุเข้า 32 ผมเริ่มคิดถึงการใช้เวลาที่เหลือแล้วครับ หลายๆเรื่องที่มีความสุข กับอีกหลายเรื่องที่มาพร้อมกับความทุกข์ ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป คงเหลือไว้เป็นหมอกควันของความทรงจำเท่านั้น ผมเองพยายามที่จะเรียนรู้จากทุกๆเรื่องในอดีต เพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางครั้งกลับไปทำผิดเหมือนเดิมก็มี…

แต่ผิด หรือ ถูกนัั้น อาจจะไม่สำคัญเท่ากับว่า เราได้ทำให้วันเวลาที่ เราได้รับมานั้น มีค่าแค่ไหน ซึ่งวัดได้ ด้วยหัวใจของพวกเราเองครับ

ไม่ว่าปี 2552 ของพวกเราจะผ่านไปอย่างไร แต่ปีใหม่ 2553 ที่เข้ามานั้น ขอให้เป็นอีก หนึ่งปีที่ดีที่สุดของทุกๆคนครับ

ขอให้ใช้วันเวลาที่มีได้อย่างคุ้มค่า และเป็นที่น่าจดจำ…

สวัสดีปีใหม่ทุกๆคนครับ :-D

A Hard Day Night

October 30, 2009 Leave a comment

เมื่อวานนี้ผมไปเดินอ่านหนังสือ(ฟรี) อยู่ที่ร้าน B2S แล้วได้เจอประโยคนี้ในหนังสือครับ

“การได้พบกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากน้้น เป็นการพบกันที่จะตราตรึงใจที่สุด…”

คิดๆไปก็จริงนะ..

ในช่วงเลาที่ผมมีความสุขมากๆ ผมมักจะนึกรายละเอียดอะไรเล็กๆน้อยๆตอนนั้นไม่ค่อยได้

แต่ช่วงที่ชีวิตลำบากเนี่ย จำได้แทบจะทั้งหมด แทบจะทุก Detail

ผมยังจำรสชาติของ ขนมเบื้อง ที่ตกถึงท้อง เป็นอาหารมื้อแรก ในวันที่ต้องออกไปทำงานทั้งๆที่มีเงินติดตัวอยู่ไม่ถึง 30 บาทได้ดี

จำได้ว่า มัน หวานกรอบและแห้งมาก กินแล้วหิวน้ำสุดๆ แต่ก็ต้องกินเพราะหิว และที่สำคัญฟรี…

ผมยังจำความอารีของ คุณพี่ที่แบ่ง ขนมเบื้องชิ้นนั้นมาให้ ได้อย่างดี ถ้าไม่มีพี่ ผมคงต้องหิ้วท้องเปล่าๆไปจนค่ำ

ผมจำเพื่อนๆที่ พบกันในยามยาก ได้มากกว่าช่วงที่ชีวิตมีความสุข เพราะว่า ลำบากมาด้วยกัน ปั้นข้าวเหนียวจิ้มน้ำส้มตำจานเดียวกัน อดๆอยากๆ ร้องไห้ และ หัวเราะมาด้วยกัน…

จะว่าไปก็แปลกครับ ความสุขนั้นไม่จีรัง แต่ความทุกข์ กลับประทับตราตรึง ในใจ

ยิ่งใน ยุค ข้าวยากหมากแพง อย่างตอนนี้

การจะคิดอะไร ทำอะไร เป็นเรื่อง ที่ต้องไตร่ตรองให้ลึกซึ้งมาก เพราะว่าทุนรอนสำหรับความผิดพลาดมันไม่มีอีกแล้ว

ตัวของเราเองยังไม่ค่อยจะรอด

อย่าว่าแต่จะไปช่วยเหลือใคร…

นั่นทำให้หลายๆคนที่ผมได้พบได้เจอในช่วงนี้ เอาแต่ ยิ้มแหยๆ แล้วก็เดินก้มหน้างุดๆจากไป

มันจะเหี่ยวกันไปถึงไหน…

ผมเชื่อว่า พวกเราใช้ความหวัง และกำลังใจเป็นแรงผลักดันให้เราเดินบน เส้นทางสายยาวๆนี้

ใครที่เหี่ยวมาก…แปลว่าพลังของเค้าใกล้หมดครับ

ต้องให้คนรอบข้างช่วยกันเติมพลังให้ คนละนิดคนละหน่อย…

ขนมซักห่อ คำพูดดีๆซักประโยค กาแฟร้อนๆซักแก้ว ลูกอมซักเม็ด มันสามารถแปลงเป็นพลังงาน พิเศษที่เรียกว่า กำลังใจ ได้

ที่ดีมากๆก็คือ คนที่สามารถให้กำลังใจกับคนรอบข้างได้ ตัวของเค้าเอาก็จะได้รับกำลังใจส่วนหนึ่งมาด้วย อย่างไม่รู้ตัว

คนที่มีกำลังใจเท่านั้นถึงจะให้กำลังใจกับคนอื่นได้…

แถมยิ่งแลกเปลี่ยน ยิ่งเพิ่มพูนครับ

ถ้ายังไม่เชื่อ ผมแนะนำให้ลองครับ และถ้าคุณทำแล้ว รู้สึกดี ผมก็จะรู้สึกดีไปด้วย เพราะว่า ในช่วงเวลาที่ ยากลำบากอย่างนี้ กำลังใจคือสิ่งที่ทุกๆคนโหยหา

แน่นอนว่า ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ

บริการอ่านแบบเหมาจ่าย

May 5, 2009 3 comments

เรื่องนี้นึกขึ้นมาได้ตอนคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งครับ

เนื่องจาก บอสและพวกเรา เป็นแก๊ง ชอบกิน จึงสรรหา อะไรโน่นนี่ มาแนะนำกันอยู่เป็น นิจ…

เนื้อย่าง ซอยทองหล่อ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อโกเบพลับพลาชัย ของทอดแบบญี่ปุ่นแถวสุขุมวิท สุกี้เนื้อพระขโนง

กินกันไม่หวาดไม่ไหว

“ไม่ไหวแล้วพี่ แพงเหลือเกิน” น้องคนนึงที่ออฟฟิศเริ่มโอด…

“อ้าวเหรอ งั้นคราวหน้า กินไร ถูกๆหน่อยก็ได้ มรึง แนะนำหน่อยละกัน”

“สำหรับผมมันต้อง บุฟเฟ่ พี่ ถึงะเรียกได้ว่าคุ้ม” ไอ้น้องนั่นตอบยิ้มๆ

“ไมอ่ะ?”

“ก็มันกินเท่าไหร่ก็ได้”​….

ไอ้ บุฟเฟ่ นี่ผมจำได้ว่ามันเริ่ม มาจากร้าน ไดโดมอน มาก่อน ที่กินอะไรก็ได้ จนกว่าจะอิ่ม ตอนนั้น เป็นที่ นิยมมากในหมู่วัยรุ่น ผมเคยไปกินกับเพื่อน สมัย มัธยม จำได้ว่ากินกันจนตระแกรงย่างดำปี๋ เค้าต้องมาเปลี่ยนให้ 5-6 รอบ หัวเราะกัน คิกคักๆ ประหนึ่งว่าใคร กินจุที่สุดจะบรรลุ ได้ถึงขั้น เมพ…

กินเสร็จ ก็หัว หู เหม็น กลิ่น หมู กลิ่น ไก่ + กลิ่นแก๊ส ไปทั่วร่างกาย…ชื่นใจ

จาก นั้นไม่นานก็ มีร้าน ญี่ปุ่น ชื่อ โออิชิ มาเปิดครับ รายนนี้หนักข้อหน่อย เพราะว่า ราคาสูงขึ้นมาจาก ไดโดมอน มาก แต่ว่ามีเมนูให้เลือกหลากหลายกว่า สามารถ เลือก วัตถุดิบ ไปให้พ่อครัวทำให้ สดๆได้ด้วย เช่นเคยครับก็เป็นที่นิยมในหมู่ครอบครัวมาก

“โอย ไปกินแค่ ยำสาหร่าย ก็คุ้มแล้ว” อา บอกผมในวันหนึ่ง

“มันคือ อะไร”

“ก็ยำสาหร่ายญี่ปุ่นไง แพงจะตาย ไปซื้อ ซุปเปอร์ ห่อนึงก็ สี่ห้าร้อยแล้วนี่ บุฟเฟ่ หัวละ 500 กินเท่าไหร่ก็ได้ คุ้มจะตาย”

จน วันที่ผมได้ไป โออิชิ จริงๆก็ได้เห็นครับว่า ไอ้ยำสาหร่ายเนี่ย มันก็คือ สาหร่ายญี่ปุ่น ชนิดหนึ่ง รูปร่างเหมือน หนังสติ๊กสีเขียว กองสุมๆกันราด น้ำมันงา กับซอสญี่ปุ่น

“อร่อย ตรงไหนวะ?” ใจไม่ได้ชอบเล้ย…แต่ก็ต้องกิน

เดี๋ยวมันไม่คุ้ม…

พวก เรา วัยรุ่น คงรู้กันดีว่า ไม่มีปัญญาหรอกครับที่จะไปกิน โออิชิ ด้วยตัวเอง ต้องรอผู้มีวาสนา เช่น พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ พาเราไปเลี้ยง ถึงจะไปนั่งชูคอ อยู่ใน โออิชิ ได้

คติเดียวในการกิน โออิชิ คือ

“แดรกให้คุ้ม”

ผมเคยโดน อาดุในโออิชิ ว่า..

“อย่าคุยกันมากได้ไหม เดี๋ยวกินไม่คุ้ม!!!”

พอก ลับบ้านก็ล้มตัวลงบนโซฟาครับ เพราะว่าโดนความ คุ้ม เล่นงานซะเต็มพุงกะทิ ทำไรก็ไม่ได้เลย ต้องอาศัยอีโนบ้าง ยาธาตุ มาบรรเทา หรือ ฮาร์ดคอร์หน่อยก็ล้วงคอ อ้วกเอา ซึ่งก็จะโดนด่าสำทับมาอีกว่า…

“เสียดาย! กินแล้วมาล้วงออกทำไม!!!”

ดูเหมือนว่า วัฒนธรรม บุฟเฟ่ จะไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องกินแต่เพียงอย่างเดียว

เดี๋ยวนี้ พวกเราต้องเสีย สตางค์ให้กับคำว่าเหมาจ่าย ไปเดือนๆไม่รู้เท่าไหร่

“ค่าโทรเดือนนี้ เป็นโปรโมชั่นแบบ เหมาๆวันละ 90 นาที เดือนละ 1,200 บาท นะคะ”

“บวก โปรโมชั่น GPRS แบบเหมาจ่ายเดือนละ 99 บาท ไม่จำกัดการใช้งาน”

“แล้วก็ บริการส่ง SMS 90 ครั้งในราคาเหมาจ่าย 200 บาท”

“และ บริการ แฮบปี้ แวมควาย เหมาเพลงทั้งค่าย แต่จ่ายแค่ 20 บาท”

“ทั้งหมด 2,109 บาทค่ะ”

“อ้าว ผมบวกยังไง ก็ได้แค่พันห้าร้อยกว่าบาท เกินมาจากไหนเนี่ย”

“ก้อ…คุณมีค่าโทรที่เกินจาก โปรโมชั่นไปอีก 590 บาทค่ะ”

โอว แม่เจ้า… กรูนึกว่า โปรกรู เป็นโปรเทพ โทรเท่าไหร่ก็ไม่เกิน เลยจ้อซะ ลำโพงไหม้ นี่ยังเกินอีกเหรอเนี่ย….นี่กรูโทรหาใครนักหนาวะเนี่ย วันๆนึง

ขนาดเหมาๆแล้วนะ…

มา คิดๆดูแล้ว ไอ้ บุฟเฟ่ หรือ เหมาๆเนี่ย มัน มาบังคับทำให้เรา ต้องกินอะไรที่เกินความต้องการ หรือกระทั่งต้องจ่าย อะไรที่ ไม่มีความจำเป็นจะต้องจ่าย

“แต่มัน กินเท่าไหร่ก็ได้ นะพี่!!”

“มรึง กินเข้าไปหมดเหรอ?”

“โทรเท่าไหร่ก็ได้ จ่ายเหมาแค่พันสองค่ะ”

“จะให้กรูโทรหาใคร นักหนา เดี๋ยวคลื่นอัลฟ่า เบ้ต้า แกรมม่า ก็แดรกหัวสมองกรูพอดี”

“จ่าย ยี่สิบบาทต่อเดือน เหมาเพลงทั้งค่าย นะคะ”

“เอ่อ…โหลดได้ สิบเพลงก็โดนค่า GPRS บานแล้วฮะ”

“อ๋อ เรามีบริการ GPRS เหมาจ่าย เดือนละ 99 บาทค่ะ สนใจไหมคะ?”

สรุปว่า ถ้าจะใช้ บริการ แวมควาย ต้องเสียตังทั้งหมด119 บาทถึงจะไม่อั้นจริง….

นี่ยังไม่นับว่า กรูไม่ได้ชอบเพลง ค่ายนี้ทุกเพลง

นานๆกรูจะชอบทีนึง…

แต่กรูก็ต้อง โหลดให้มันเยอะๆเข้าไว้

เดี๋ยวไม่คุ้ม…

พวกเรา นิยามคำว่า คุ้มค่า เอาไว้ยังไงครับ?

ปริมาณ หรือ คุณค่า

ถ้า เป็น ปริมาณ คุณคงต้อง ทำใจเอาไว้ก่อนเลยว่า สิ่งที่คุณได้มา มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณชอบ ไม่ใช่ของที่คุณอยากได้ หรือ คุณอาจจะได้รับบริการที่ ขาดตกบกพร่อง เพราะผู้ให้บริการก็ต้องคิดว่า “มรึงจาเอาอาไรนักหนา จ่ายแค่นี้แต่เหมาเอาไปหมด ก็คุ้มจาตายห่ะ อยู่แล้ว…”

และคุณก็ไม่เถียง

เนื้อจานนี้มันดำๆหน่อย ผักเหี่ยวๆ กรูก็กินได้ เพราะว่าเค้าให้กรูกินเท่าไหร่ก็ได้

กินของห่วยๆเท่าไหร่ก็ได้….

โทรศัพท์สัญญาณแย่หน่อยเข้า ลิฟท์ก็ตัด ลงลานจอดรถก็ตัด บางทีคุยอยู่ดีๆก็ตัด ก็ไม่อยากคอมเพลนอะไร เพราะว่านี่มันราคาเหมา…

สัญญาณห่วยๆ ก็ทนได้

เพลงนี้ไม่เห็นชอบเลย เพลงที่ชอบนานๆจะมาที แต่ก็สมัครไปก่อน เพราะเค้าบอกว่าเหมาทั้งค่าย

เพลงห่วยๆ โหลดได้ไม่มีอั้น…

หลาย ครั้งครับ ที่เค้าอำพวกเรา ด้วยแผนการตลาดที่คอยจะมายัดเยียดของห่วยๆ หรือของที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ แล้วผูกโบว์ด้วยคำว่า เหมาจ่าย

อย่าปล่อยให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตแบบ เหมาๆครับ เพราะส้มดีส้มเน่าเราก็ต้องรับเค้ามาหมด

เลือกในสิ่งที่ชอบจริงๆ ใส่ใจกับรายละเอียดขึ้นมาอีกซักหน่อย และใช้งานสิ่งนั้นๆ ในปริมาณที่ พอดีๆ กับเรา

ผมว่า อย่างนี้น่าจะ คุ้มค่า มากกว่า นะ…

หลวงพี่ ไดอะรี่ (ตอนจบ)

May 5, 2009 Leave a comment

พระวินัย (พระวินัย = กฏของพระสงฆ์ ไม่ได้หมายความถึง หลวงพี่วินัย) ข้อนึง บอกว่า “ห้ามพูดเพ้อเจ้อ”

ห้ามดู ละคร คอนเสิร์ต หรือ การละเล่นต่างๆด้วย เพราะว่ามัน “ไร้สาระ”

งี้งานที่เราทำ มันก็เป็นงาน ไร้สาระอ่ะ ดิ…

สงสัยต้องใส่สาระลงไปในงานทุกชิ้นที่ทำ (สุดท้ายอาจไปลงเอยที่ สารคดี)

พระห้ามแตะตัวผู้หญิง ยกเว้นแม่ และต้องเป็นตอนที่ แม่ไม่สบายด้วย (ถือว่าไปปรนนิบัตรดูแล)

พระห้ามยืน ฉี่ ยกเว้นตอนไม่สบาย

ถ้า ทำผิดกฏ ข้อใดๆก็ตามจะต้องไป ปลงอาบ้ติ กับพระรุ่นพี่ ซึ่งการ นับรุ่นพี่ รุ่นน้องนั้น นับกันตาม พรรษาที่บวช ใครพรรษามากกว่า ก็เป็นรุ่นพี่ ไม่ได้นับกันที่อายุ

เพราะว่าการบวชทาง พุทธศาสนา ถือว่าเป็นการ เกิดใหม่ ดังนั้น แก่ หรือ เด็ก ก็ต้องมานับกันใหม่ด้วย

เป็น พระเลยได้รู้ว่า บดสวดในงานศพนั้น ชื่อว่า “เจ็ดคัมภีร์” เป็นบทสวดที่ พระพุทธเจ้า เสด็จ ขึ้นไปสวดให้ พระพุทธมารดาได้ฟัง บนสารรค์ เพื่อให้ พระพุทธมารดา บรรลุมรรคผล และไปสู่ นิพพาน

ถือเป็นบดสวดที่เป็น มงตล เลยนิยมเอามาสวดในงานศพ

ภาษาบาลี ง่ายๆ

เกสา = ผม / โลมา = ขน / นะขา = เล็บ / ทันตา = ฟัน / ตะโจ = หนัง

เพื่อน บอม เจ้าโปรเจค MRD มาบอกว่า สึกแล้วมี หลายอย่างรอให้ไปเคลียร์ และ มีประชุมรออีก 4 นัด

หนีไปไหนไม่ได้นานจริงๆ ละครสัตว์โรงนี้

ช่วงปีใหม่ไป บิณทบาตร ได้แกงได้ช้าวมากระสอบนึง แต่เอาเข้าจริงก็ ฉัน แกงได้แค่ สองถุง ที่เหลือก็ยกให้เด็กวัดไปหมด

ได้ รู้ว่า Zantiga ไฟไหม้ มีคนตายไปกว่า 50 คน สลดใจมาก เลยกรวดน้ำให้พวกเค้า ขอให้พวกเค้าหายตื่นกลัว ทำใจให้สงบ และก้าวไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

ที่ วัดคลองเตยนอก มีการสวดมนต์ ข้ามปี 2552 -2552 เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งนัดลงโบสถ์พร้อมกันทั้งวัดตอน 22:40 เราไม่มีไรทำเลย หลับรอเวลา..

มารู้สึกตัวอีกทีก็คือ เด็กวัด มาทุบประตู ปังๆๆๆๆ ตะโกน ว่า ” จะเที่ยงคืนแล้วหลวงพี่ทำอารายอยู๋!!!!!”

เดินเข้าโบสถ์เป็น องค์สุดท้าย อย่างเท่….

ไปรับงานนิมนต์ นอกสถานที่กะเค้าด้วย สวดอะไรกะเค้าก็ไม่เป็น นั่งยิ้มอย่างเดียว…

วัน นึง เราได้ยินเสียง กวาดขยะ อยู่ข้างๆกุฎิ กวาดนานมากไม่เสร็จซักทีเลยเดินออกไปดู ปรากฏเป็นป้าแก่ๆคนนึง มายืนกวาด แกบอกว่า จะมาขอกวาดลานวัดแลกข้าว น่าสงสารมาก เลยให้ข้าว และ แกงที่บิณทบาตรได้มา ไปหมดเลย ช่วงเพล พอออกมาจากกุฎิอีกที แทบไม่เชื่อสายตา… ขยะเพียบ ป้าแกเล่นกวาดจากหลายๆที่มากองหน้ากุฎิเรา พอได้อาหารจากเราไปก็ดีใจ เลิกกวาดซะงั้น…

สุดท้ายต้องกวาดเอง…

เป็นพระห้ามฉัน Dinner เราเองก็ไม่กินนะ แต่ดึกชอบฝันว่า ไปกินตามร้าน ญี่ปุ่นมั่ง เกาหลีมั่ง จีนมั่ง กินซะอิ่มแปล้เลย

สิ่งที่นักบวชต้องพึงระลึกอยู่เสมอคือ เราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ เพื่อระงับความ อาลัยอาวรณ์ อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์…

จุดหมายของนักบวชคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ จึงไม่ควรยึดติดกับสิ่งใดๆ

ทุกอย่างบนโลกใบนี้สุดท้ายก็คือ ความว่างเปล่า

ไม่มี เรา ไม่มี เขา ไม่มี ความสุข ไม่มี ความทุกข์ ไม่มี ความกลัว

ในวันสุดท้ายของการบวช ออกเดินบิณทบาตร เป็นครั้งสุดท้าย ได้เห็นแสงอาทิตย์จับที่ขอบฟ้า…

ชีวิตช่างเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ จริงๆ

ใน วันที่สึก พระอาจารย์ ให้อธิฐาน เป็นครั้งสุดท้าย เราขอให้ ทุกคนบนโลกใบนี้ รักกัน อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่แบ่งเรา แบ่งเขา เพราะสุดท้าย ทุกคนอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน ฟ้าก็ฝืนเดียวกัน เลือดก็สีแดงเหมือนกัน

ขอให้ความสงบจงเกิดขึ้นในใจของทุกๆคนครับ :-)

หลวงพี่ ไดอะรี่

January 27, 2009 Leave a comment

การผลัดวันประกันพรุ่งนั้นเป็นเรื่อง ไม่ดี

แต่ก็ทุกที ที่เราคิดว่า “แหม..ไม่ต้องรีบก็ด้ายย”

แล้วก็หลายๆครั้งที่คิดอะไรอย่างงี้

เราก็จะลงเอยด้วยการไม่ได้ทำอะไรซะที….

คืนนี้ถึงแม้ว่ามันจะดึกแล้ว แต่ผมว่าคงจะต้องเริ่มเขียนอะไรซักที…

ว่าจะเริ่มด้วย เรื่องที่ไปมีประสบการณ์ด้านศาสนา มาฮะ

แต่จะเล่าด้วย ตัวองก็จะเป็นมุมมองของ ฆาราวาส เกินไป

เลยให้ หลวงพี่ เบลล์ ชาคโร มาเล่าเองเลยดีกว่า…

บรรทัดต่อไปนี้ จะเป็น ไดอะรี่ที่เขียนโดย หลวงพี่ฮะ :-)

30/12/08

เรื่องเล็กๆน้อยๆ

บวช วันที่ 21 ธันวาคม 51

ส่วนฤกษ์สึกนั้นต้องบวชเป็นพระห่อนถึงจะไปถามพระ อุปปัชฌาย์ ได้

บดสวดในวันบวช เรียกว่า บทสวดแบบ เอสาหัง

ใน วันบวชมีเพื่อนๆ ไปเยอะเหมือนกัน มี ตูน-ฝน,พี่โทน,น้าหมู,พี่โจ้,เอี่ยม,Peppy-เมย์,พี่โอ Yeah,โอ๊ต จว.มาถ่ายรูปให้ มล,พี่บี มาถ่าย วิดีโอ,คิม, กอล์ฟ อีโบล่า, โอ็ต MTV – หลี, วิน-ชา,ฺBom-Benz,Dano-ปลา,สายชล,อั๋น,หญิง,น้องแยม…

พี่นิคก็มา…

ในกุฏิตอนแรกมีเตียงไม้ 1 เตียง กับหิ่งพระ 1 นาฬิกาตาย 1 เรือน

ตอนหลังเพิ่ม พัดลม 1 ตัว เสื่อ 1 ผืน หมอน 1 ใบ กระติกน้ำแข็ง 1 ใบ หนังสือสวดมนต์อีกหลายเล่ม และ นาฬิกาปลุกอีก 1 เรือน

ต้อง ง่วงอย่างแรง เท่านั้นถึงจะหลับลง เพราะว่า หมาจะเห่า และหอน ระคนกันไป แถมเราอยู่ กุฏิริมน้ำ ก็ะได้ยินเสียง เรือหางยาวข้ามฝั่ง ระหว่าง คลองเตย และ ยางกะเจ้า ทั้งคืน

หลังๆต้องพึ่งที่อุดหู…

วันแรกที่บวช งง!! เหมือน นักเรียนมาเข้าโรงเรียนใหม่ ทำอะไรก็ไม่ถูก ห่มจีวรก็ไม่เป็น โอว…ต้องให้หลวงลุง กุฏิข้างๆ มาชวยบ่อยๆ

หลวงลุง เป็นลุงจริงๆ นามสกุลเดียวกัน เบื่อทางโลก เลยหันมาบวชเป็นพระ

การห่มจีวรนั้น มี 2 แบบ คือ ห่มคลุมสำหรับออกบิณทบาตร และ ห่มเฉียงสำหรับอยู่ในวัด

ถ้า เราจะต้องไป กิจ ที่วัดอื่น ต้องห่มคลุมก่อนตอนออกจากวัด พอไปถึงอีกวัดหนึ่งก็ต้องเปลี่ยนกลับมาห่มเฉียง พอเสร็จกิจ จะกลับก็ต้อง ห่มคลุม และเมื่อกลับถึงวัดของเราก็ต้อง เปลี่ยนเป็น ห่มเฉียงอีกรอบ…รวมแล้ว 4 หน พอดี

พระบวชใหม่ เดินๆอยู่ จีวรหลุดกันเป็นธรรมดา…

เวลา ที่นี่ ผ่านไปช้ามาก….ไม่เหมือนเวลาทำงาน แป๊ปๆอาทิตย์นึงแล้ว แต่ ที่นี่เหมือน นาฬิกา ถ่านอ่อน หันไปมองทีไร เข็มไม่ค่อยกระดิกเลย…

ลองเปลี่ยนถ่านนาฬิกาดูแล้ว…ไม่ช่วยอะไร

โยม แม่เอาหนังสือ อัตชีวะประวัติ ของ เกจิอาจารย์หลายๆรูป มาให้อ่าน ทำให้รู้ว่า พระที่จะบวชได้ตลอดชีวิตนั้น ต้องมีวาสนากับทางพุทธจริงๆ (ทุกๆท่านจะได้คลุกคลี กับ วัด หรือ พระ ตั้งแต่เด็กๆเลย)

แต่เราก็ชอบความสงบ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต มันเหมือนกับว่าความสับสนวุ่นวายทั้งหมด มัน Fade ไปจากเราเฉยๆซะงั้น

วัน ที่ออก บิณทบาตรครั้งแรก เดินไปจนถึงบ้านเลย…เมื่อยสุดๆ แต่อยากให้คนที่บ้านได้บุญกันเยอะๆ พอถึงบ้านเท่านั้น จีวรก็หลุด! (ดีนะที่เป็นบ้านตัวเอง) ยังห่มจีวรไม่เก่งน่ะ…

วันที่สองเดินไปยัง ไม่พ้นเขตวัดดี บาตรเต็ม! ไอ้เราเด็กวัดซักคนก็ไม่มีในสังกัด เลยเดินออกกำลังขำๆ ไปอีกซัก 500 เมตร แล้วก็กลับวัด…

วันที่สาม เดินจนทั่วตลาดคลองเตย ได้แกง มาสองถุง (ความศรัทธาไม่เท่าเทียม) เหยียบน้ำในตลาด เป็นเมือกๆลื่นๆ หยุมเหยะ มาก… กลับวัดมา ต้องขัดฝ่าเท้าเป็นการใหญ่…

ตอนใกล้เพล กำลังนั่งสมาธิเคลิ้มๆจะไปเฝ้าพระอินทร์ ก็ปรากฏว่า มีชาวคณะมาถวายเพล คือ ตูน-ฝน,พี่โทน,Peppy,น้าหมู,อาเฉินหลง ส่วน โยมพ่อ โยมแม่ นิด้า และ โยมอามากันป็นปกติ

อาหาร บานเบะ! เกาเหลาเนื้อ วัฒนาพานิชย์ เป็ดย่างราชวัตร ปลาทอดกระเทียม ไก่คั่ว อะไรไม่รู้เต็มโต็ะไปหมด ชดเชย สารอาหารที่ขาดหายไปเมื่อเช้าได้หมด…

ตอนกลับ ตูน ชวนไปงานเลี้ยงปีใหม่บ้าน พี่อ๊อฟ บิ๊ก แอส พร้อมบอกราคาของขวัญสำหรับ จับฉลากมาเสร็จสรรพ พนักงาน 500 บาท ศิลปิน 1000 บาทขึ้นไป เลยถามกลับไปว่า “มีราคาพระภิกษุไหม?”

(อ่านต่อตอนหน้าจ้า)

Categories: 1 Tags:

วันที่ bell ไม่อยู่

December 10, 2008 Leave a comment

ผมกำลังจะลาโลกนี้ไปครับ…

ลาจากโลกที่แสนวุ่นวาย

โลกที่ลวงตาเราด้วยภาพความฝัน

แล้วก็ล่อลวงให้เราเดินเข้าไปสู่วังวนของ การแก่งแย่ง ชิงดี

ทั้งๆที่ ของที่เรา ไป แย่ง ไปตบตี กับเค้า เนี่ย

เดิมที…มันก็ไม่ใช่ของๆเราซะหน่อย

ผม เบื่อหน่าย กับ ชีวิตที่จะต้อง คอย จูน ความต้องการ และ ผลประโยชน์ ของคนหลายๆ ฝ่าย ให้ตรงกัน

ทั้งๆที่ มันไม่มีวันที่จะตรงกันได้จริงๆ

โลกนี้คือ ละครสัตว์ ที่แสนจะวุ่นวาย เหลือเกิน…

ผมจะขอ อนุญาต ผู้เล่น และ ผู้ชม ทุกๆท่าน เดินออกจาก เต๊นท์ หลังนี้ออกไป

ไปสู่โลกที่สงบกว่า เรียบง่าย และเป็นจริงกว่า…

ผมจะบวชเป็นพระ แล้วครับ

ขอไป นั่งสงบๆ ทำใจให้สบาย ไม่มีเรื่องทุกข์ในใจ ซัก 15 วัน

แล้วจะกลับมาเจอกับทุกๆคนใหม่ครับ

ส่วน ใครที่สนใจไปร่วมงาน ล่ะก็ 21 ธันวาคมนี้ ที่วัดคลองเตยนอก ใกล้ๆกรมศุลกากรครับ

7 โมงเช้าจะเริ่มโกนหัว

มีกาแฟและอาหารเลี้ยงครับ :-)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.