ผมเคยออกไปยืนพูดหน้าแถว ในงานเลี้ยงรุ่นชมรมกระจายเสียง ม.กรุงเทพ ด้วยประโยคที่คิดมาล่วงหน้าแล้ว 2 ชม. ว่า
“ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ รุ่นพี่ทุกๆคนทำอะไรกันบ้าง หรือ พวกเราที่จบไป จะได้ไปทำอะไรกันในอนาคต ผมรู้แต่ว่า พวกเราเคยมีฝันก้อนเดียวกันมาก่อน..ที่นี่ ที่ชมรมของพวกเราครับ”
อืม…. คิดแล้ว เป็นประโยคที่หล่อ โคตรๆ
จำได้ว่าตอนนั้พูดไปเพราะว่า อยากพูดอะไรเท่ๆ ต่อหน้าสาว แล้วก็เผื่อที่จะเรียกความสนใจ จากรุ่นพี่ที่กะลังมองหาเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่ๆบ้าง…
วัตถุประสงค์แอบแฝงล้วนๆ
ในสมัยที่เราเรียนหนังสืออยู่นั้น เรื่อง อกหัก หรือ ไม่ส่งรายงานนั้นก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตแล้ว
อย่าให้ไปคิดอะไรไกลๆเลย แค่คิดว่าเย็นนี้จะหาตังที่ไหนไปกินเหล้ากะเพื่อนก็เครียดจะแย่แล้ว
ส่วนความฝัน น่ะเหรอ…
เรามักจะใช้ความอยากเป็นที่ตั้ง
อยากจะเป็น Creative Director อยากจะเป็น นักแสดง อยากจะเป็น ดีเจ อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่
แต่นึกไม่ค่อยออกครับว่าจะต้องทำยังไง
สงสัยต้อง รอ..โอกาสดีๆ และ ร้องขอ กับคนที่ให้โอกาสดีๆนั้นกับเราได้
แต่วิธีการที่ถูกต้องนั้น ผมเพิ่งมารู้แจ้งเอาเมื่อ อาทิตย์ที่แล้วนี่เอง…
วันนั้นเป็นวันเสาร์ ซึ่งหยุดงาน แต่ก็ยังเข้าไปตึกเพราะว่ามีการลืมของเกิดขึ้น
ผมขับรถไปจอดที่ชั้น B2 ของตึก จากนั้นก็เดิน ชิลๆไป รอลิฟท์ เพื่อที่จะเข้าไปที่ Genie Records
“พี่ มาติดต่ออะไรครับ”
รปภ. ท่าทางวัยรุ่น คนหนึ่งถามผมอย่างสุภาพ เพราะว่า กฏของตึกคือ พนักงานทุกคนต้อง ห้อยบัตรเมื่อเข้าตึกทุกครั้ง ถ้าไม่พกบัตรอะไรมา ก็ต้องไปแลกบัตร Visitor ที่เคาเตอร์ทุกครั้ง
“อ๋อ มาทำงานน่ะครับ แต่ลืมเอาบัตรพนักงานมา” ผมตอบแบบ ยิ้มๆ พยายามทำสีหน้าขอความเห็นใจสุดฤทธิ์ เพราะขี้เกียจแลกบัตร
น้อง รปภ. เค้าก็คงไม่รู้จะทำไงต่อ ก็ได้แต่ถามผมกลับว่า ” แล้วพี่จะไปชั้นไหนครับ”
“33 ครับ “
“แกรมมี่โกลด์ เหรอครับ”
“เปล่าอ่ะ Genie records ครับ”
“จีนี่?”
“ช่ายยย”
ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรครับ เพราะใจมันแต่จดจ่อยู่กับ ลูกศร หน้าลิฟท์ว่าเมื่อไหร่จะมาถึงเราซะที..
“พี่ๆ”
“อะไรเหรอ?”
“ถ้าผมจะเอาเพลงไปส่งพี่ ดะ ได้ไหมพี่?”
“ได้เลยน้อง ทำเสร็จเมื่อไหร่เอามาส่งพี่ได้เลย ที่ชั้น 33 ถ้างานดีแล้วมาว่ากัน” จำได้ว่าตอบอย่างคล่องแคล่วครับ เพราะว่าเคยชินกับ การที่มีคนมาส่ง Demo เราบ่อยๆ
“ผม ผม มีเพลง อยู่พอดีเลยพี่ ฟังไหม”
“เอ่อ…เอาซีดีมาแล้วเหรอ?” คิดในใจว่า มันพร้อมวุ้ย ไอ้นี่
“ป่าวพี่ แต่ผมมี นี่!!!” ว่าแล้วก็เอามือล้วง กระเป๋าก้น ยุกยิกๆ ดึงกระดาษสมุดแบบมีเส้นยับๆขึ้นมา ก้อนหนึ่ง พอ “คลี่” ออกมาถึงได้รู้ว่ามีตัวหนังสือ ยุ่บยั่บ ไปหมด (ยังดีที่ไม่มีกลิ่นแถมมาด้วย)
“นี่คือ เนื้อเพลง พี่…ผมแต่งไว้เป็นร้อย”
“ดีจ้ะ…แล้วจะให้ผมฟังยังไงเหรอ” (ที่จริงแล้วผมก็พอเดาออกนะ)
“เดี๋ยวผมร้องให้พี่ฟังสดๆตรงนี้เลย!!” (กรูว่าแล้ว)
มากันถึงขนาดนี้แล้ว ก็ต้องเลยตามเลยครับ ไม่อยากจะไปดับฝันใครเล่นในวันหยุด คิดซะว่า เป็น Activity เพลินระหว่างรอลิฟท์ไปละกัน
“ร้องเลยน้อง”
“เดี๋ยวก่อนพี่”
“อะไรอีก”
“ผมจะบอกว่าเพลงของผมน่ะ มันเป็นแนว ช้าๆเพราะๆ แบบ แบ่บ วงอะไรนะ” (กรูจะรู้มั๊ยล่ะเนี่ย)
“วงที่นักร้องนำ มันลาออกไปอ่ะ” (ข้อมูล ละเอียดมาก)
“ที่ชื่อ พี่ พี่บี น่ะ” (-_-)”
“อ้อ! คือ เพลงของผม มันจะเป็น แบบ เครสเชนโด้ น่ะพี่” (โอว….ทำไมคิดไม่ถึงมาก่อนเลย)
“เครสเชนโด้เลยเหรอ ดีนะ” ยังคงให้กำลังใจกันต่อไป
“ผมร้องเลยนะพี่” (เอาซะทีเถอะ)
“ชั้นรั่กเธอ เธอรักฉัน ชั้นไม่ใช่แบบนั้น เธอจะใช่แบบไหน แต่ฉันไม่ใช่แบบไหน แต่เธอจะใช่อย่างง้าาานนนนน” (ประมาณเนี้ย)
ความเครียดมาเยือนครับ เพราะไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้มันจะจบลงตรงไหน คือ ต้องฟังน้องมันไปถึงจบเพลง เลยหรือเปล่า แล้วต้อง วิจารณ์ด้วยป่าววะ โอว แล้วความฝันของน้องเค้า ต้องมาถูกบดขยี้ ด้วยน้ำมือของผมเองหรือนี่ โถว ดูน้องมันสิ ถือกระดาษ ยับๆย่นๆ มือไม้สั่นเชียว…
“ติ๊ง ต่อง!!!!!” เสียงลิฟท์มาครับ โอว เพิ่งรู้สึกว่า มันเป็นเสียงที่เพราะมากกก ก็วันนี้นี่เอง
“เฮ้ย น้องพี่ต้องรีบขึ้นไปก่อนนะ เดี๋ยววันหลังเจอกัน”
“แล้ว แล้ว ผมขึ้นไปร้องให้พี่ฟังใหม่ได้ไหมครับ? ” (อืม…ก็น่าสนุกดีนะ)
“ได้เลย!! แต่ตอนนี้ต้องไปก่อนน้าาา” ประตูลิฟท์ปิดลง พร้อมๆกับ โอกาสของน้อง รปภ. ในบ่ายวันนั้น
พอเข้าไปในออฟฟิศก็รีบไป เอาของครับ ดูความเรียบร้อยของงานนิดๆหน่อยๆแล้วก็รีบกลับ เพราะว่ามีธุระอื่นๆให้ต้องไปทำต่ออีก
ผมรีบซะจนลืม ไปอย่างนึง…
ลิมว่า ผมต้องลงลิฟท์ตัวเดิม เพราะว่าต้องไปที่รถ….
พอประตูลิฟท์เปิดออก ภาพที่เห็นก็คือ
น้อง รปภ. วัยจ๊าบ คนเดิม ยืนหัดร้องเพลง ของตัวเองอยู่หน้า ลิฟท์ พร้อมกับส่งยิ้มให้ผมอย่างรื่นเริง
ผมยิ้ม ตอบไปให้และ พยายามก้าวเท้าเร็วๆ เพื่อจะได้ไปถึงรถโดยเร็วที่สุด…ไม่งั้นอาจมีอีกหลายเพลง น้องเค้าแต่งไว้เป็นร้อย…
“เดี๋ยวพี่..” (นั่นไง…)
“อะไรครับ”
“พี่บอกผมตรงๆดีกว่าพี่ ว่าผมต้องทำยังไง?”
คิดในใจว่า เอาวะ มัน มาเต็ม ขนาดนี้ ต้องตอบแทนความตั้งใจของมันซะหน่อย…อย่างน้อยเราต้องชัดเจน
“อย่างงี้ครับ น้องต้องทำเพลงของตัวเองออกมา เป็น Demo แล้วเอามาส่งพี่…น้องมี วงของตัวเองหรือเปล่า?”
“โอย ไม่มีหรอกพี่ ผมไม่ได้อยากเป็นศิลปิน ผมอยากเป็นคนแต่งเพลง เขียนไว้เป็นร้อยเลยนะ” (เออ..รู้)
”อย่างงั้น ก็ลองฝึก เอาเพลงดังๆ ของคนอื่น มาลองใส่เนื้อเพลงใหม่ ดูไหม จะได้ทดสอบตัวเองด้วยว่า เนื้อเพลงของเรา กับ เนื้อเพลงเดิม อันไหน เจ๋งกว่ากัน แล้วเขียนคำโกงโน้ตหรือเปล่า…ลองหัดร้องกับ คาราโอเกะก็ได้ ง่ายๆ”
“คือออ ผมเบื่อ พี่ ผมเบื่อกับ เพลงของชาวบ้าน ผมอยากที่จะมีงานเพลงที่เป็นของผมเองแท้ๆ” (โถ…อุดมการณ์)
“ถ้างั้น..น้องก็ต้องทำเพลงมาส่ง สถานเดียวแล้วล่ะ พี่ถึงจะรับพิจารณา”
“ผมเป็นแค่ยามอ่ะพี่…ผมจะมีปัญญา อะไร” (โลกแห่งความจริงปรากฏ ขึ้นตรงหน้า…)
“ผมทำได้อย่างมาก ก็ร้องใส่มือถือ แล้วให้พี่ไปฟัง…ได้ไหมพี่”
“ไม่พอครับ อย่างนั้นพี่ไม่รู้จะฟังยังไง”
พอพูดจบเท่านั้น ก็มาทันที! สายตาเว้าวอน กับสีหน้าที่ คุณจะได้เห็นบ่อยๆเวลาที่ ลูกหมาที่บ้าน อยากให้คุณพาไปเดินเล่น..
“เอ่อ…” คิดในใจว่า จะตอบมันไปว่ายังไงดีวะ?
“คืองี้นะ น้อง…” ตบไหล่น้องมัน เบาๆ
“ไอ้สิ่งที่น้องอยากจะเป็นเนี่ย…มันเรียกว่าความฝัน ความฝันที่ใครหลายๆคนก็อยากจะเป็นกันทั้งนั้น แต่ไอ้การที่จะไปถึงฝันนั้นได้เนี่ย น้องต้องทำมันให้ได้ด้วยตัวเอง…ไม่ใช่ไปร้องขอจากใคร พี่ไม่รับรู้ว่าน้องจะทำมันด้วยวิธีไหน พี่รู้แต่ว่าถ้าน้องมีงานมาส่ง และงานดี ถึงจะมีขั้นต่อไปได้…โอเคมั๊ย”
“โอ..เค..ครับ..พี่” อันนี้เหมือน ลูกหมาที่อยากให้คุณพาไปเดินเล่น..แต่คุณไม่ไป
พอ กลับมาที่รถ ก็นึกถึง ตัวเอง ชีวิต และก็ ความจริงบนโลกใบนี้ครับ…
ว่าความฝันนั้น เป็นเหมือนแรงผลักดันให้กับคนหลายๆคน
แต่การที่จะไปถึงฝันนั้น มันคงต้องแลกกับอะไรอีกหลายๆอย่าง หรือบางทีก็ ทุกอย่าง…
ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันคุ้มหรือเปล่า…
คงต้องเป็นเจ้าของความฝัน อันนั้นแล้วล่ะที่จะรู้
เพราะว่า ฝัน ของใครก็ ฝันของใคร ครับ!
PS. ผมยังจินตนาการอยู่ลึกๆว่า ซักวันน้อง รปภ. คนนั้นมันจะเอาเพลงมาส่ง แล้วเพลงมัน โคตรดี…(จะได้ไม่เครียด)
ขอบใจจ้ะ